ภูเขาไฟมิฮาระ ดินแดนที่ (คนไทย) ยังไม่ค่อยรู้จัก

DAY 3 วิถีชาวเกาะโอชิมะ

วันนี้เป็นวันสุดท้ายบนเกาะโอชิมะ ทีมเราได้ “คุณไอช์” (พวกเราแอบเรียก “ไอโกะ”) มาเป็นไกด์นำเที่ยวแทนคุณป้าคานะ ซึ่งติดรับลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง คุณไอโกะก็อัธยาศัยดีไม่แพ้กัน เธอเล่าเรื่องราวของเธอให้ฟังว่า “ฉันเกิดและโตในกรุงโตเกียว ถึงช่วงหนึ่งของชีวิตก็อยากย้ายไปอยู่ที่อื่น ฉันเลือกมาหลายแห่ง ท้ายที่สุดฉันข้ามมาเที่ยวที่เกาะโอชิมะ พอมาถึง ฉันตัดสินใจทันทีว่าฉันจะอยู่ที่นี่ และใช้ชีวิตที่เหลือทั้งหมดบนเกาะแห่งนี้”  แม้ไกด์ท้องถิ่น 2 คนของทีมเราจะมีช่วงอายุต่างกันเกือบสามสิบปี แต่พวกเธอก็มีจุดเปลี่ยนที่คล้ายกัน นั่นคือการได้มาสัมผัสความสวยงามของเกาะโอชิมะแห่งนี้

พวกเราพากันไปร้านข้าวปั้นชื่อดัง ซึ่งจริงๆแล้วไม่มีชื่อร้านที่ชัดเจน สภาพร้านก็เหมือนบ้านทั่วไป แต่จากการสอบถามคนบนเกาะ ส่วนใหญ่ทราบดีว่าร้านข้าวปั้นหมายถึงร้านนี้ เพราะมีรถราจอดเข้าคิวซื้ออาหารกันไม่ขาดสาย และมีข้อสังเกตคือร้านประดับธงไว้หน้าร้านพร้อมตู้กดน้ำ  ก็คงพอสันนิษฐานได้ว่าเป็นร้านที่ขายอะไรสักอย่าง ทีมเราเดินเข้าไปเลือกเสบียงตอนกลางวัน เพราะแผนการเดินทางวันนี้คือ เดินทางลงใต้แล้ววนกลับไปทางเหนืออีกครั้ง เพื่อดูจุดชมวิวและสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง

จุดแรกเป็นจุดชมวิวที่มองเห็นท่าเรือเก่าแก่ เรียกว่าจุดชมวิวท่าเรือฮาบุ (Habu) ใกล้กันมีอนุสาวรีย์เฮโรคุ อาคิฮิโระ (Heiroku Akihiro) ซึ่งเป็นผู้นำการเปิดท่าเรือและก่อตั้งหมู่บ้านฮาบุ จากจุดนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์หมู่บ้านที่อยู่เบื้องหน้า ซึ่งเคยเป็นทะเลสาบปากปล่องภูเขาไฟมาก่อน ถัดไปเป็นจุดชมวิวภูเขาที่ตั้งตระหง่านสูงใหญ่ดั่งกำแพง เรียกว่า “ผนังหินอัคนีโอไทเนอุระ” มีทางเดินลาดยางลงไปยังด้านล่าง บริเวณกลางทะเล เราจะเห็น “เกาะฟูเดะ” ซึ่งมีรูปทรงคล้ายปลายพู่กันสูง 30 เมตร บริเวณนี้มีห้องน้ำสาธารณะและศาลาพักผ่อนสำหรับให้ประชาชนทั่วไปสามารถมานั่งปิกนิกได้

หมู่บ้านชาวประมงที่ท่าเรือฮาบุเป็นปลายทางต่อไป ฮาบุเป็นชุมชนเล็กๆที่มีเรื่องเล่าว่าชายหนุ่มที่ออกเรือหาปลาเป็นแรมเดือนเกิดอารมณ์เปลี่ยวเหงา พอกลับขึ้นฝั่งที่ท่าเรือแห่งนี้จะรีบอาบน้ำชำระตัวให้สะอาด เพื่อไปเดินเล่นในหมู่บ้านซึ่งบ้านแต่ละหลังจะมีเกอิชาคอยต้อนรับ เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้วจึงค่อยเข้าบ้าน โรงน้ำชาหลังไหนที่เป็นที่นิยมและมีฐานะจะทาด้วยสีเขียว แสดงถึงความโด่งดังและความนิยมอย่างสูงในตัวเกอิชา

ในละแวกนั้นมีบ้านไม้สองชั้นหลังหนึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา เป็นสถาปัตยกรรมในยุคเมจิที่สวยงามแปลกตาและโดดเด่นกว่าบ้านหลังอื่นซึ่งหาได้ยากมากบนเกาะโอชิมะ เดิมเป็นเรียวกัง (โรงแรมขนาดเล็ก)ที่เอาไว้คอยต้อนรับชาวประมงและนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ ปัจจุบันปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์โอโดริโนะซาโตะ จัดแสดงงานที่สะท้อนวิถีชีวิตของนักเต้นระบำสาว และเป็นฉากหนึ่งในนิยายของยาสึนาริ คาวาบาตะนักเขียนรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สะท้อนความเป็นอยู่ของผู้คนในยุคนั้น น่าเสียดายที่ไม่สามารถเข้าไปดูได้ เพราะตอนนี้ปิดรอการปรับปรุง เนื่องจากโดนพายุถล่มเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

เมื่อมาถึงท่าเรือฮาบุแล้ว ต้องไม่พลาดมันฝรั่งทอดโคร็อกเกะและไอศกรีมโอชิมะมิลค์ไอซ์ซึ่งเป็นอาหารดั้งเดิมที่ต้องลิ้มลองก่อนเดินทางกลับ เราออกจากหมู่บ้านชาวประมงมุ่งหน้าไปยังศาลเจ้าฮาจิคามะ ระหว่างทางมีฝนโปรยปรายพอให้ชุ่มชื่นหัวใจ ศาลเจ้าแห่งนี้มีอายุเก่าแก่กว่าสี่ร้อยปี และเป็น 1 ใน 3ศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดบนเกาะโอชิมะ ตั้งโดดเดี่ยวอยู่ในป่าสนซีดาร์ ทางเดินปกคลุมไปด้วยมอสส์เหมือนธรรมชาติปูพรมให้เราเดิน การได้ถ่ายรูปในป่าสนซีดาร์ที่หาไม่ได้ในบ้านเรา เพียงเท่านี้ก็ทำให้พวกเรามีความสุขมากแล้ว

ที่สุดท้ายของทริปนี้พวกเราแวะถ่ายรูปที่อุโมงค์ต้นไม้ ซึ่งมีเรือนยอดหนาทึบโน้มตัวเข้าหากัน ตั้งอยู่ถัดจากศาลเจ้าฮาจิคามะไปทางเหนือประมาณ 1.3 กิโลเมตร ความน่าสนใจของบริเวณนี้คือจุดที่มีลักษณะคล้ายกำแพงดินซึ่งถูกรากต้นไม้ใหญ่ชอนไช แบ่งเป็นช่องทางเดินด้วยบันไดเรียกว่า “เซนซึโนะคิริโทชิ” (Senzu no kiritooshi) เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวหลายคนชื่นชอบ เมื่อได้ภาพเป็นที่พอใจแล้ว ชาวคณะเราก็ต้องรีบขับรถมาที่ท่าเรือโอคาดะ (Okada Port Ferry Terminal) ซึ่งเป็นอีกท่าเรือหนึ่งที่กล่าวถึงในตอนต้น เพื่อลงเรือในช่วงบ่ายเดินทางกลับฝั่งโตเกียว และเตรียมตัวกลับเมืองไทยในค่ำวันเดียวกัน

ถือว่าเป็นการจบทริปที่สมบูรณ์แบบจริงๆ ช่วงเวลา 3 วัน 2 คืนเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับทริปนี้ เป็นการเติมพลังให้ชีวิต พวกเราคิดกันว่าการเดินทางคือการผจญภัย และการผจญภัยคือการย่างเข้าสู่ดินแดนที่ไม่รู้จัก การไม่รู้จักอะไรเลยทำให้เราต้องพยายาม และถ้าคนเราไม่พยายาม ก็เหมือนไม่ได้ใช้ชีวิต ถ้าคุณอยากใช้ชีวิต คุณต้องไปดินแดนที่ไม่รู้จัก แนะนำเลยครับที่ “เกาะโอชิมะ” เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ควรมาเยือน

แนะนำไกด์ท้องถิ่น

คุณป้าคานะ นิสชิทานิ ไกด์สาวใหญ่ใจถึงที่พ่วงตำแหน่งเป็นครูสอนการดำน้ำด้วย ถือเป็นอีกผู้หนึ่งที่ทำให้ทริปของพวกเราสมบูรณ์แบบ แนะนำให้เช่าพร้อมรถ แล้วคุณป้าจะพาคุณไปตะลุยทุกที่บนเกาะโอชิมะ ในทีมของเธอเองยังมีผู้ช่วยอีก 2 คน คนหนึ่งคือ คุณไอโกะ (ไกด์วันที่สาม) และคุณโยชิกิ ซึ่งพูดภาษาไทยได้และยังสอนการดำน้ำด้วย

สนใจติดต่อ gon-kana@amber.plala.or.jp  (คุณป้าพอตอบด้วยภาษาอังกฤษได้) หรือโทรศัพท์ +81-49922-1966

เรื่องแนะนำ

10 สุดยอด ร้านหนังสือ ระดับโลก

ร้านหนังสือ ระดับโลกทั้งสิบแห่งนี้จะปลุกความรักหนังสือในตัวคุณ แอตแลนติส บุ๊คส์ ซานโตรินี ประเทศกรีซ สิบปีก่อน กลุ่มเพื่อนจากหลากหลายประเทศทั่วโลกทั้งไซปรัส อังกฤษ และสหรัฐอเมริกาได้ก่อตั้งร้านหนังสือแห่งนี้ขึ้นมา ปัจจุบัน บ้านหลังงามในเอีย (Oia) ที่แปลงโฉมมาเป็นร้านหนังสือ มีการแสดงมุมมองของผืนน้ำรอบเกาะซานโตรินี ร้านหนังสือแห่งนี้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมมากมาย ทั้งการอ่านหนังสือริมระเบียง เวิร์กช็อปทำปกหนังสือ  รวมถึงเทศกาลอาหารและภาพยนตร์ กาเฟเบรเรียเอลเปนดูโล เม็กซิโกซิตี ประเทศเม็กซิโก ร้านหนังสือขนาดใหญ่อันงดงามแห่งเม็กซิโกซิตี สว่างไสวด้วยโคมไฟประดับประดาดาษดื่น ที่แขวนจากบนเพดาน พื้นที่ภายในเปิดโล่ง ชั้นหนังสือแน่นขนัดไปด้วยหนังสือหลายหมวดหมู่ ทั้งภาษาสเปนและภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งดื่มด่ำกับทำนองเพลงสบายๆ ที่ช่วยสร้างบรรยากาศภายในร้านแห่งนี้ มันโรส์บุ๊คส์ วิกตอเรีย ประเทศแคนาดา ในปี 1963 ครึ่งทศวรรษก่อนหน้าที่อลิซ มันโร ผู้ก่อตั้งร่วมของร้านหนังสือแห่งนี้จะชนะรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม เธอและสามีได้ตกแต่งอาคารยุคนีโอคลาสสิคและธนาคารเก่าให้มีความโอ่อ่าและสวยงาม โดยร้านหนังสือแห่งนี้อยู่ในโอลด์ทาวน์ เมืองวิกทอเรีย รัฐบริติชโคลัมเบีย  เอลอะเตเนโอกรันสเปลนดิด บัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา เอลอะเตเนโอเคยเป็นโรงละครและจัดแสดงการแสดงที่ชื่อว่า เดอะกรันสเปลนดิด (The Grand Splendid) โดยร้านหนังสือที่เคยเป็นโรงละครแห่งนี้ยังคงเก็บรักษาเครื่องประดับหรูหรา รวมไปถึงจิตรกรรมฝาผนังเฟรสโก และผ้าม่าน โพเวลส์ซิตี้ออฟบุ๊คส์ […]

ไปแคมปิ้งฤดูหนาว อย่างไรให้มีความสุข

ข้อดีของการออกมาใช้ชีวิตกลางแจ้งในช่วงฤดูหนาวคือ มีแมลงมารบกวนน้อยลง เพราะวงจรชีวิตของพวกมันยังอยู่ในช่วงตัวอ่อน ก่อนจะโตเต็มวัยในช่วงฤดูร้อน ทำให้เราสัมผัสกับความงามและความเงียบสงบของธรรมชาติในฤดูหนาวที่บริสุทธิ์ได้เต็มที่  อย่างไรก็ตาม หากเราไม่ได้เตรียมตัวมาให้ดี ก็อาจพบอุปสรรคที่ท้าทายได้เช่นกัน การเตรียมตัวเข้าแคมป์ในช่วงฤดูหนาวที่ดีนั้นต้องเรียนรู้เกี่ยวกับสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ และต้องปรับตัวให้เข้ากับความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้นตามไปดูกัน สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงเมื่อ ไปแคมปิ้งฤดูหนาว เลือกจุดกางเต็นท์ที่สามารถกำบังลมได้และไม่มีอันตรายจากกิ่งไม้ใหญ่ ใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับการตั้งแคมป์ในฤดูหนาว คุณจะต้องมีเต็นท์ที่แข็งแรง ถุงนอนที่อบอุ่น แผ่นรองนอน และเตาที่เหมาะสำหรับใช้ในอุณหภูมิที่หนาวเย็น สวมใส่เสื้อผ้าที่อุ่นขึ้น อย่างเสื้อ Midweight Base Layers กางเกงกันหนาว Fleece Pants อย่าลืมถุงเท้า หมวก ถุงมือ และแว่นกันแดด เพราะช่วงกลางวันของฤดูหนาวแดดจะแรงมาก นอกจากนี้ยังต้องดื่มน้ำให้เพียงพอและกินอาหารที่มีแคลอรี่เยอะ ๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น อุปกรณ์ ไปแคมปิ้งฤดูหนาว เต็นท์ เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมี เปรียบเสมือนบ้านที่ต้องอบอุ่นและอยู่สบาย สามารถรับมือกับสภาพอากาศในฤดูหนาวได้ หากเป็นการตั้งแคมป์ในบ้านเราอาจเลือกใช้เต็นท์แบ็กแพ็กน้ำหนักเบาได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ได้ทุกฤดูกาลอยู่แล้ว ถ้าแนะนำให้ตั้งแคมป์ใต้แนวต้นไม้และไม่มีลมแรง หากเป็นกรณีที่บริเวณที่กางเต็นท์มีลมแรง แนะนำให้ใช้เต็นท์ 4 ฤดู ซึ่งมีเสาที่แข็งแรงกว่าและผ้าที่หนักกว่า จึงสามารถทนต่อลมกระโชกแรงได้ เต็นท์ประเภทนี้ใช้ได้ในทุกสภาพอากาศแม้กระทั่งนำไปใช้ในพื้นที่ที่มีหิมะตกก็เอาอยู่ สิ่งสำคัญในการเลือกเต็นท์อีกอย่างคือพื้นที่ใช้สอยภายใน หากพัก 2 คน แนะนำให้ใช้เต็นท์สำหรับ […]

ท่องโลกไปกับภาพถ่ายแสนงดงาม

สำรวจภูมิทัศน์ตระการตา วัฒนธรรมอันรุ่มรวย และส่ำสัตว์ที่สวยงาม จากโครงการประกวดช่างภาพท่องเที่ยวของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ประจำปี 2017 ภาพถ่ายเหล่านี้คือภาพที่ได้รับการคัดเลือก ซึ่งดึงดูดสายตาเรา และนำพาเราไปยังสถานที่บางแห่งที่น่าสนใจที่สุดในโลก 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15   อ่านเพิ่มเติม : ความงามใต้โลกน้ำแข็ง, ความงามอันพรั่นพรึงแห่งอสุนีบาต, เยือนมัสยิดอันงดงามที่สุดในโลก