ภูเขาไฟมิฮาระ ดินแดนที่ (คนไทย) ยังไม่ค่อยรู้จัก

DAY 1 เกาะโอชิมะยามเย็น

ทีมเรามาถึงท่าเรือโมโตมาชิ (Motomachi Port Ferry Terminal) บนเกาะโอชิมะตอนเวลาบ่ายสามโมงกว่า ซึ่งนับว่าตรงเวลามาก การเดินทางครั้งนี้ได้ว่าจ้างไกด์ท้องถิ่นชาวญี่ปุ่นให้มารับที่ท่าเรือ เธอผู้นั้นคือ “คุณป้าคานะ” อดีตพยาบาลที่หันหลังให้เมืองหลวง แล้วย้ายมาอยู่บนเกาะ ทำหน้าที่เป็นไกด์และครูสอนดำน้ำ เธอต้อนรับพวกเราด้วยอัธยาศัยอันดีและพูดคุยกันถูกคอเลยทีเดียว คุณป้าเอ่ยถึงงานของเธอด้วยรอยยิ้มว่า “นี่คือความสุขที่ฉันสามารถหาได้บนเกาะแห่งนี้” แล้วก็ออกปากชวนไปดูดวงอาทิตย์ตกดินที่บริเวณด้านเหนือของเกาะ ซึ่งนับเป็นกิจกรรมแรกของพวกเราเมื่อมาถึงเกาะนี้

ภูเขาไฟมิฮาระ, เที่ยวญี่ปุ่น, เที่ยวโตเกียว, เกาะโอชิมะ, เที่ยวเกาะโอชิมะ, เดินป่าญี่ปุ่น, เดินป่า

จุดชมวิวดวงอาทิตย์ตกจุดแรกของคุณป้าคานะไม่ทำให้ทีมเราผิดหวังจริงๆ เพราะภาพที่เห็นตรงหน้าสวยราวกับภาพวาด เหมือนทำให้พวกเราสัมผัสได้ถึงการฟื้นคืนของจิตวิญญาณ ที่สำคัญยังเห็นลาวาภูเขาไฟอายุราว 3,400 ปี ไหลเป็นทางมาสู่จุดชมวิวนี้ ซึ่งการเย็นตัวอย่างฉับพลันของลาวาก่อให้เกิดก้อนหินสีแดงที่เรียกว่า “Red Scoria” ซึ่งมีส่วนประกอบของเหล็กออกไซด์ที่ทำปฏิกิริยาเคมีกับออกซิเจนจนเกิดเป็นสีแดง

แม้พวกเราจะผ่านการเดินทางอย่างต่อเนื่องจากเมื่อคืนจนถึงตอนนี้ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยล้าอะไรมาก คุณป้าไกด์คนเก่งจึงพาไปยังจุดชมวิวที่สอง เพื่อถ่ายรูปคู่กับภูเขาที่มีรูปทรงเหมือนวาฬที่บริเวณจุดดำน้ำ “ที่พักสวนโนดาฮามะ”ว่าไปแล้วการนั่งชมวิวดวงอาทิตย์ตกดินตรงจุดนี้ก็สวยดีเหมือนกัน เพราะชายหาดบริเวณนี้มีสีดำสนิทและมีเกาะแก่งเล็กๆสามารถเดินไปถ่ายรูปได้ แต่ต้องระวังหินภูเขาไฟที่คมมาก ควรใส่รองเท้าที่มีพื้นหนาๆหน่อยถึงจะปลอดภัย

ทีมเรานั่งดูแสงสุดท้ายของวันตรงจุดนี้ จากนั้นคุณป้าคานะก็พาไปส่งที่โรงแรมซึ่งอยู่เลยท่าเรือมาเล็กน้อย ท้องของพวกเราเริ่มร้องแล้ว ก็เลยพากันเดินย้อนลงมาก่อนถึงท่าเรือ พบร้านเล็กๆริมทะเลที่ดูเงียบสงบ เนื่องจากมองไม่เห็นลูกค้าสักคน จึงเดินปรี่เข้าไปถามได้ความว่าร้านยังเปิดอยู่

เมนูอาหารมีไก่ย่างและเนื้อย่างเตาถ่านราดซอสตามแบบฉบับของคนญี่ปุ่น รสชาติสุดยอดมากๆ เสิร์ฟพร้อมซุปเครื่องในร้อนๆ ลุงเจ้าของร้านบอกให้โรยพริกป่นเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความอร่อยมากยิ่งขึ้น ทั้งทีมจึงฝากท้องไว้ที่ร้านนี้กับอาหารท้องถิ่นชนิดอื่นอีกสองสามอย่าง ในทีมคุยกันว่าชอบบรรยากาศของร้านนี้ที่ดูเหงาๆ ในขณะที่หนาวด้วย หากใครอยากมาตามรอย ร้านนี้ชื่อ “ยากิโทริ ยอคชาน” เจ้าของร้านน่ารักและใจดีมากๆครับ

อ่านต่อหน้า 3 การเดินทางวันทีสอง

เรื่องแนะนำ

ล่องเรือไปตั้งแคมป์แบบไม่ค้างคืนริม “แม่น้ำบีคลี่” สำรวจธรรมชาติลำน้ำสำคัญของสังขละบุรีที่บางจุดพบได้เฉพาะในฤดูฝน

สังขละบุรีไม่ได้มีไฮไลต์แค่สะพานมอญ เจดีย์พุทธคยา หรือวัดจมน้ำ หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าแม่น้ำบีคลี่ซึ่งยังไม่เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวเท่าสถานที่ที่กล่าวถึงข้างต้น ก็มีจุดกางเต็นท์บนสันทรายและหินกรวดหลายจุด มีน้ำตกเล็ก ๆ ที่เราสามารถเดินเท้าขึ้นไปนั่งแช่กายคลายร้อนได้ไม่ยาก รวมถึงมีบางช่วงของแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวจนสามารถพายเรือคายัคล่องไปตามกระแสซ่อนอยู่ . ลำน้ำสายนี้ในช่วงฤดูฝนจึงเหมาะมากสำหรับ Explorer สายลุยทุกคน ทั้งการเที่ยวไปเช้า-เย็นกลับแบบ One-Day Trip หรือค้างแรมตั้งแคมป์ซึมซับบรรยากาศป่าเขียวที่ตัดขาดจากโลกโซเชียลโดยสิ้นเชิง แม่น้ำบีคลี่ คือหนึ่งในสามแม่น้ำสายสำคัญของอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเมื่อไหลมารวมกับแม่น้ำรันตี และแม่น้ำซองกาเรีย บริเวณวัดวังก์วิเวการาม ที่เรียกกันว่า “สามสบ” หรือ “สามประสบ” จะกลายเป็นต้นน้ำของแม่น้ำแควน้อย . ในช่วงฤดูฝนระดับน้ำในแม่น้ำบีคลี่จะค่อนข้างสูงและไหลเชี่ยวในบางช่วง ลำพังการพายเรือทวนกระแสน้ำด้วยฝีพายของพวกเราเองอาจไปไม่ถึงจุดหมาย ดังนั้นในวันออกสำรวจเส้นทางธรรมชาติ พวกเราจึงตัดสินใจเช่าเหมาเรือหางยาวของชาวบ้านเป็นพาหนะหลัก เพื่อบรรทุกเรือคายัคสองลำล่องสวนกระแสไปตามลำน้ำที่อยู่ลึกเข้าไปข้างใน เรือหางยาวลำนี้พาเราออกจากที่พักที่บ้านแม่น้ำ แล่นผ่านสามประสบ ผ่านจุดสกัดทางน้ำปากห้วยบิคลี่เข้าสู่ช่องเขาที่เต็มไปด้วยแมกไม้ชะอุ่มเขียวและไม่คดเคี้ยวมากนัก ผ่านจุดที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ศาลเจ้าพ่อประตูเมือง” จนไปเจอทุ่งมาลัย ทุ่งกว้างที่เต็มไปด้วยต้นไมยราพที่จมอยู่ใต้ผิวน้ำ ซึ่งเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งที่น้ำแห้งเหือด นอกจากกิ่งก้านสาขาของไมยราพจะโผล่พ้นน้ำอีกคราว ผืนดินบริเวณนี้ยังจะกลายเป็นจุดที่ชาวบ้านมักพาวัวออกมากินหญ้าเกิดเป็นห่วงโซ่ของระบบนิเวศ เศษมูลวัวกลายเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของเหล่าปลาเค้าดำ ปลาอีทุบ ปลายี่สก ฯลฯ ที่จะว่ายทวนน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขาแหลมมาวางไข่ในฤดูน้ำหลาก นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่แม่น้ำบีคลี่ถูกประกาศให้เป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ และไม่อนุญาตให้จับปลาหรือทำประมงน้ำจืดในฤดูวางไข่อย่างเด็ดขาด เพื่อรักษาระบบนิเวศอันสมบูรณ์นี้ให้คงอยู่ตลอดไป . ส่วนจุดหมายของเราในทริปนี้ คือการไปพักตั้งแคมป์ชั่วคราวบนสันทรายบริเวณโค้งน้ำใกล้กับน้ำตก […]

รันตี ซองกาเรีย และบีคลี่ การพบกัน ณ สังขละบุรีของแม่น้ำทั้งสาม โดยมีพยานเป็นมนุษย์

ความเหมือนระหว่างมนุษย์และแม่น้ำที่ฉันพอนึกออก อย่างแรกคงเป็นเวลาชีวิตที่ถึงแม้มีทรัพย์เป็นล้านก็ซื้อกลับมาไม่ได้สักเสี้ยวนาที เช่นเดียวกับกระแสน้ำในลำธารจะกี่ล้านปีบนโลกก็ไม่เคยไหลย้อนกลับ ทั้งสองล้วนต้องมีบั้นปลายและจุดจบ ช้าหรือเร็วก็แค่นั้น กิจกรรมทางน้ำ กาญจนบุรี อีกสิ่งคือ พวกเธอนั้นมีอารมณ์หลากหลาย บางเช้าแสนสงบชวนหลงใหล บางบ่ายนั้นเชี่ยวกรากก้าวร้าวเกินอยู่ใกล้ ตกเย็นท่ามกลางแสงตะวันตกกลับร่าเริงราวกับที่แห่งนี้ไม่เคยมีพายุ แน่นอนว่ายากเกินฉันจะคาดเดา ทำได้เพียงแค่เสพช่วงเวลาเหล่านั้น แม้รู้ว่ามันต้องจบลง ช้าหรือเร็วก็แค่นั้น กิจกรรมทางน้ำ กาญจนบุรี แต่แล้วแม่น้ำยังมีอีกข้อเท็จจริงที่ฉันประทับใจที่สุด นั่นคือ การเริ่มจากสายน้ำเล็ก ๆ ไหลขยักคดเคี้ยวเลาะเปลือกโลกจนพบกับทางน้ำที่เติบโตมาจากอีกทิศ ผสานกันจนเป็นลำน้ำที่กว้างกว่าเดิม เช่นเดียวกับโชคชะตาทางภูมิศาสตร์ที่ทำให้ทั้ง 3 พบกัน ณ สังขละบุรี แม่น้ำแรกชื่อ “รันตี” เธอเดินทางมาจากทุ่งใหญ่นเรศวรซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก ก่อนพบกับ “ซองกาเรีย” หรือแม่น้ำที่แบ่งสังขละบุรีเป็น 2 ฝั่ง ใช่แล้ว…หากคุณจะนึกภาพ “สะพานมอญ” สะพานไม้ร้อยล้านเรื่องราวแสนคุ้นตาก็มีไว้ข้ามแม่น้ำสายนี้ โดยชื่อของเธอถูกนิยามด้วยภาษามอญแปลว่า “ฝั่งโน้น” และทั้งคู่ก็ได้พบกับ “บีคลี่” สายน้ำแสนอุดมสมบูรณ์ที่มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาตะนาวศรีบริเวณเส้นสมมติที่แบ่งไทยกับเมียนมาร์ รันตี ซองกาเรีย และบีคลี่ การบรรจบของทั้งแม่น้ำทั้ง 3 สาย ถูกมนุษย์เรียกขานว่า “สามสบ” อันมีที่มาจากคำว่า “ประสบ” […]

ใต้พิภพนครลอนดอน

หากลอกผิวทางเดินของ ลอนดอน ออกก็จะได้พบสารพัดสิ่ง ตั้งแต่ภาพปูนเปียกของชาวโรมันไปจนถึงรองเท้าสเก็ตน้ำแข็งยุคกลาง ลอนดอนจึงเปรียบเหมือนชั้นเค้กทางโบราณคดี

เที่ยว เกาะกวม จุดหมายยอดฮิตของชาวญี่ปุ่นอดีตผู้รุกรานสมัยสงครามโลก

การเข้ายึดครอง เกาะกวม สมัยสงครามโลกครั้งที่สองของญี่ปุ่นทำให้มีผู้เสียชีวิตไปมากมาย แต่แทนที่ชาวเกาะจะยึดติดกับบาดแผล เกาะกวมเลือกให้อภัยเรื่องราวในอดีต และสร้างตัวเองเป็นแหล่งเที่ยวยอดนิยมของชาวญี่ปุ่น เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากการจู่โจมเพิร์ลฮาร์เบอร์แบบสายฟ้าแลบ เครื่องบินรบญี่ปุ่นจำนวน 9 ลำ ได้โผล่ขึ้นเหนือน่านฟ้าของเกาะกวม และต่อสู้กับกองทัพสหรัฐฯ ที่ในขณะนั้นเป็นชาติที่ครอบครองเกาะกวมเอาไว้ ทหารญี่ปุ่นกว่า 6000 นายยกพลเข้าเกาะ และในวันที่ 10 ธันวาคม 1941 ผู้ว่าการเกาะกวมในขณะนั้นประกาศยอมแพ้ ชาวอเมริกันและชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือไม่ ถูกนำตัวขึ้นเรือที่มุ่งหน้าไปญี่ปุ่นในฐานะเชลยศึก ชาวชามอร์โร (Chamorro) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองของเกาะกว่า 13,000 คน ต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองญี่ปุ่น และในอีกสองปีต่อมา การยึดครองได้เพิ่มระดับจากการบังคับเรียนภาษาญี่ปุ่นสู่การสังหารหมู่ตามอำเภอใจ แม้ชาวชามอร์โรต้องพบกับประวัติศาสตร์ในฐานะการตกเป็นอาณานิคมจากชนชาติต่างๆ มาเป็นเวลา 400 ปี นับตั้งสเปนในช่วงปี 1595 และตกเป็นอาณานิคมของสหรัฐอเมริกาหลังสเปนพ่ายแพ้ในสงครามสเปน – อเมริกา ในปี 1898 ซึ่งในช่วงนั้นสเปนได้ลดจำนวนประชากรพื้นถิ่นให้เหลือร้อยละ 75 แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ช่วงการปกครองโดยชาวญี่ปุ่นนั้นแตกต่างออกไป ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น ชาวชามอร์โรต้องฝึกโค้งคำนับให้เหมือนชาวญี่ปุ่น ผู้ที่ทำไม่ได้มีโทษถึงตาย ผู้ชายถูกเกณฑ์แรงงานให้ไปสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้กับกองทัพญี่ปุ่น มีตำรวจลับสอดส่องวิถีชีวิตตลอดเวลา จนในเดือนกรกฎาคม […]