ฮาลา-บาลา ดินแดนแห่งนกเงือก และป่าไม้อันเป็นมรดกของภาคใต้

ในอ้อมกอดของป่า ฮาลา-บาลา

การตัดสินใจเดินทางไปเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ฮาลา-บาลา ของฉันคงไม่ต่างอะไรกับการซื้อทัวร์ไฟไหม้ เพราะทันทีที่รู้ว่าพรรคพวกในหาดใหญ่และปัตตานีจัดทริป พร้อมคนในพื้นที่อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส เป็นผู้นำทางแล้วด้วย ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกว่า ฉันไม่ควรพลาดทริปนี้ด้วยประการทั้งปวง

จากกรุงเทพฯ มีเที่ยวบินตรงไปจังหวัดนราธิวาสทุกวัน จุดนี้ยิ่งทำให้การเดินทางสะดวกสบายมากขึ้น ฉันไม่คิดอะไรมาก จัดการซื้อตั๋วแล้วขอติดสอยห้อยตามไปทั้งที่ยังไม่รู้รายละเอียดอะไร รู้แค่ว่าจะไปป่า ฮาลา-บาลา เท่านั้น

ตัวฉันเองได้เดินทางในประเทศไทย (รวมท่องเที่ยวและทำงาน) รวม 76 จังหวัดแล้ว ยังขาดก็เพียงแค่นราธิวาส ครั้งนี้จึงเป็นความพิเศษอย่างยิ่งที่ฉันจะเดินทางครบ 77 จังหวัด ส่วนคำถามที่คนทั่วไปมักจะถามเป็นอย่างแรกคือ “อันตรายไหม” ก็คงตอบจากความรู้สึกส่วนตัวว่า การเดินทางไปสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เหตุการณ์ความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลาและไม่ได้เกิดในทุกพื้นที่ ดังนั้นหากชาวบ้านสามารถดำเนินชีวิตกันตามปกติ แล้วทำไมเราจะไปไม่ได้ สำหรับฉันความรู้สึกของการไปนราธิวาสก็เหมือนการไปปัตตานี และยะลา แต่ระดับความตื่นเต้นในสิ่งที่ตั้งตารอมานานนั้นต่างกันมาก

ฮาลา-บาลา, ป่าไม้,
ไม้วงศ์ยางเป็นไม้เด่นของป่าใต้โดยมีหมอกลอบฟุ้งเป็นฉากหลัง

ป่าฮาลา-บาลาประกอบไปด้วยพื้นที่ป่าสองผืนคือป่าฮาลา (อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และอำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส) และป่าบาลา (อำเภอแว้ง และอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส) เราเข้าทางฝั่งบาลาโดยขออนุญาตล่วงหน้าไปจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ชาวคณะเลือกไว้ให้ชาวกรุงอย่างเราไม่ต้องสมบุกสมบันมาก

ฉันได้ยินกิตติศัพท์ของป่าฮาลา-บาลามาได้สักพักแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเปรียบเปรยความสวยงามว่า เป็นป่าแอมะซอนแห่งเอเชีย หรือความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ ตลอดจนสัตว์ป่าต่างๆ ที่ยังคงความ “ดิบ” เอาไว้ได้มาก และแน่นอนสายเดินป่าต้องเคยได้ยินถึงความหลากหลายของนกเงือกซึ่งมีกว่า 10 สายพันธุ์

ส่วนอีกเรื่องที่ร่ำลือกันหนาหูคงไม่พ้นเรื่องความชุกชุมของทากดูดเลือด ไม่ว่าสอบถามกับถามใครก็ได้คำตอบเหมือนกันว่า ทากมีทั้งปี จะมากหรือน้อยก็อีกเรื่องหนึ่ง ฉันก็ได้แต่ทำใจว่าอย่างไรก็คงหนีไม่พ้น

เห็ดแชมเปญ, ฮาลา-บาลา
เห็ดแชมเปญสีสันของธรรมชาติข้างทาง

ก่อนจะไปถึง ชาวกรุงอย่างฉันได้แต่จินตนาการว่าการเข้าป่าครั้งนี้ต้องลุยระดับไหน จะต้องบุกป่าฝ่าดงมากเพียงไร ภาพที่ลอยมาในหัวเป็นฉากในนิยายเรื่อง “เพชรพระอุมา” ของพนมเทียนเลยทีเดียว ในส่วนของการเตรียมตัวจึงพยายามเตรียมของไปให้น้อยที่สุดในเป้ขนาด 30 ลิตร ถือว่าไม่เป็นภาระจนเกินไปหากต้องเดินป่าเข้าไปยังจุดกางเต็นท์พักแรม

เวลา 16:40 น. ฉันเดินทางมาถึงนราธิวาสเป็นครั้งแรก ฉันจึงเลือกพักในตัวเมืองก่อนหนึ่งคืน เพื่อสัมผัสบรรยากาศของเมืองนราฯ พอล่วงเข้าช่วงเย็นฉันแวะไปจิบกาแฟดริปและขนมอาเก๊าะ (ขนมพื้นเมืองทำจากแป้ง กะทิ ไข่เป็ด และน้ำตาล) ที่ร้าน De’ Lapae Art Space จากนั้นเที่ยวชมเรือกอและจากสะพานปรีดานราทัศน์ ไปเดินเล่นที่หาดนราทัศน์ กินอาหารพื้นเมือง แล้วจบที่ร้านน้ำชาเจ้าดังที่คนพื้นถิ่นพาฉันไปชิมแตออ (ชาดำไม่ใส่นม) และโรตีมะตะบะที่อร่อยเกินบรรยาย คืนแรกทุกคนรีบนอนแต่หัววันเพราะต้องเก็บแรงไว้ลุยในวันต่อไป

ฮาลา-บาลา, ทะเลหมอก, ยามเช้า, พระอาทิตย์ขึ้น
ทัศนียภาพยามอาทิตย์อุทัยที่จุดชมวิว

เช้าวันต่อมาจากเมืองนราฯ สู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา เรานัดหมายกันที่สะพานศรีสังวาลย์ อำเภอสุคีริน เพราะมีคณะมาสมทบจากอำเภอเมืองปัตตานี และที่ขาดไม่ได้คือ นูรฮีซาน บินมานุ หรือ “ซัม” ผู้นำทางของเราจากอำเภอแว้ง ระหว่างทาง เขาบอกว่า ถ้าโชคดีจะเห็นชาวบ้านออกมาร่อนทองที่แม่น้ำ ซัมเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม “ยังยิ้ม” ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของเยาวชนกลุ่มเล็กๆ ในพื้นที่อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส ซัมจึงมีความคุ้นเคยกับพื้นที่เป็นอย่างดี เพราะได้นำเยาวชนหลายกลุ่มทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างความหวงแหนในผืนป่า และการสร้างจิตสำนึกเรื่องธรรมชาติ

เราได้เห็นชาวบ้านประมาณสามถึงสี่คนออกมาร่อนทอง จากการสอบถามได้ความว่านี่เป็นวิถีชีวิตของพวกเขามานานแล้วและเขาก็จะนำทองที่ได้ไปขายได้เงินวันละ 300-400 บาท นับเป็นโชคของเราเพราะภาพแบบนี้คงหาดูได้ยากเต็มที

จากแม่น้ำที่ชาวบ้านร่อนทอง ซัมได้พาเราไปแวะอีกสองจุดคือ ถ้ำลำเลียงทองหรือเหมืองทองโต๊ะโม๊ะ ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยสงครามอินโดจีน ปัจจุบันยังคงเหลือไว้เพียงแต่ร่องรอยในอดีตให้เราจินตนาการถึงยุคเหมืองทองรุ่งเรือง

ฮาลา-บาลา, ทะเลหมอก, ยามเช้า, ป่าฝน

อีกหนึ่งจุดที่เราไปเยี่ยมชมคือหน่วยพิทักษ์ป่าภูเขาทอง ที่เราต้องเดินเท้าเข้าไปประมาณ 500 เมตรเพื่อชมต้นกะพงหรือสมพงยักษ์ สำหรับคนกรุงอย่างฉันก็เห็นป่ามาหลายที่ แต่ยอมรับเลยว่าตื่นตาตื่นใจมากกับความเขียวขจีและความอุดมสมบูรณ์ของป่าดงดิบแถบนี้ ที่สำคัญคือ ไม่มีใครเลยนอกจากพวกเรา เด็กๆ ในคณะดูตื่นเต้นกว่าใครเพื่อน ต่างลงเล่นในลำธารน้ำใส ส่วนผู้ใหญ่ก็จับจองทำเลนั่งพักผ่อนตามอัธยาศัยพร้อมทั้งกินข้าวห่อกันไป

ช่วงแดดร่มลมตกคณะเราเดินทางถึงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา จากลานจอดรถนึกว่าต้องมีการเดินเท้าไปยังจุดพักแรม สรุปว่าให้กางเต็นท์กันตรงลานสนามหญ้านั้นได้เลย ส่วนใครไม่มีเต็นท์ก็สามารถนอนในบ้านพักของทางการได้ น้ำไฟมีพร้อม สัญญาณโทรศัพท์เข้าถึงแบบแรงบ้างอ่อนบ้างให้พออุ่นใจว่าจะติดต่อกับคนทางบ้านได้

นกเงือกหัวแรด, ฮาลา-บาลา, นกเงือก, ป่าฮาลาบาลา
นกเงือกหัวแรดกำลังเพลิดเพลินกับอาหาร

เมื่อจัดการข้าวของเสร็จแล้วฉันก็ไม่รีรอ ออกมานั่งปักหลักบริเวณสนามหญ้าเพราะจากจุดนี้จะมีนกเงือกหัวแรดเจ้าถิ่นบินมาอวดโฉมให้ดูเป็นประจำ และฉันก็ได้เห็นนกเงือกตัวแรกโดยที่ยังไม่ได้บุกป่าฝ่าดงเลยด้วยซ้ำไป จากนั้นก็ได้เห็นอีกคู่บินกลับรังอยู่ลิบๆ ซัมบอกว่าความจริงนี่ไม่ใช่ฤดูชมนกเงือกเพราะไม่ใช่ระยะเวลาที่ลูกไทรสุก เพราะฉะนั้นถ้ามาถึงวันแรกแล้วได้เห็นเลยก็ถือว่าโชคดีทีเดียว (สำหรับฉันถือว่าโชคดีเป็นสองเท่าเพราะรอดจากเหล่าทากทั้งหลายได้) แค่เสียดายที่ฟ้าไม่เปิด ไม่เช่นนั้นจะมีโอกาศได้เห็นส่วนหางของทางช้างเผือกเพราะเราอยู่ในป่าและไม่ถูกรบกวนโดยแสงจากเมือง

ฮาลา-บาลา, ทะเลหมอก, ยามเช้า, พระอาทิตย์ขึ้น
บรรยากาศยามเช้าที่ฮาลา-บาลา

กำหนดการของเช้าวันต่อมาคือเราจะล้อหมุนกันตั้งแต่หกโมงเพื่อเข้าไปยังจุดที่เราจะเดินขึ้นไปชมทะเลหมอกสองแผ่นดินช่วงพระอาทิตย์ขึ้น จากนั้นจะเข้าไปยังจุดชมสัตว์และปิดท้ายด้วยการเดินเท้าเข้าไปน้ำตกสายรุ้ง ความที่เคยไปดูทะเลหมอกมาหลายที่ก็จะนึกถึงสภาพการเดินมืดๆชันๆ แถมไกลเป็นกิโลแม้ว ปรากฎว่าของจริงที่นี่คือทางเดินทำเป็นขั้นไว้ให้เดินง่าย ไม่ชัน ไม่ลื่นและขึ้นไปเพียงนิดเดียวก็ได้เห็นทะเลหมอกเป็นลักษณะสายหมอกบางๆคลอเคลียตามหุบเขาและยอดเขา

แม้ทะเลหมอกจะไม่แน่นอย่างที่คาดคิดก็ได้สัมผัสลมเย็นยามเช้าและอากาศบริสุทธิ์ คุ้มค่ากับที่ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า และถือว่าเป็นการขึ้นจุดชมวิวที่ไม่โหดเลย ป่าฮาลา-บาลาก็ใช่ว่าจะมีแต่ความเขียว ตลอดทางฉันยังได้เพลิดเพลินกับกล้วยไม้ดินสีสวยและดอกไม้ป่าริมทางขนาดกะจิดริดด้วย

ซัมพาเราเข้าไปไปลึกขึ้นอีกนิดเพื่อไปจุดชมสัตว์ จุดที่ว่านี้เป็นศาลามองไปเห็นบริเวณที่ป่าเปิดโล่ง หากเป็นช่วงลูกไทรสุกจะมีนักท่องเที่ยวมาตั้งกล้องเพื่อดูนกเงือก วันนั้นอากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนจึงมีความเป็นไปได้น้อยมากที่นกเงือกจะออกมาปรากฏตัว ขณะที่เดินตามทางเข้าไปในป่าเราพบฝูงลิงปีนป่ายต้นไม้เล่นกันอย่างครึกโครม แต่ลิงที่นี่ไม่คุ้นกับคนเหมือนลิงที่เขาใหญ่ พอพวกเราเดินเข้าใกล้ก็ต่างพากันวิ่งหายขึ้นต้นไม้ไป หลังจากรอสักพักและไม่เห็นวี่แววของนกเงือก อีกทั้งไม่ได้ยินเสียงนก เราจึงพากันออกมาที่น้ำตกสายรุ้งเพื่อลงเล่นน้ำกัน

น้ำตกสายรุ้ง, ฮาลาบาลา, ฮาลา-บาลา
น้ำตกสายรุ้ง

จริงแล้วน้ำตกสายรุ้งไม่ได้เปิดให้คนทั่วไปเช้าชมเพราะทางเดินไปค่อนข้างชันและลื่น จึงควรมีคนท้องที่พามาเท่านั้น หากพยายามจะหาทางเข้าเองจะหาไม่เจอเพราะไม่มีป้ายบอกไว้เลย และหากจะมาเส้นทางนี้ควรแต่งกายรัดกุมและรองเท้าสำหรับเดินป่า สำหรับฉันยังสวมถุงกันทากอีกด้วยเพราะตั้งแต่ที่จุดชมสัตว์มีคนเจอทั้งทากเกาะและดูดเลือดไปหลายรายอยู่จึงขอไม่เสี่ยงดีกว่า หลังจากเด็กๆและพวกผู้ชายได้เล่นน้ำกันสมใจแล้วเราก็พากันกลับออกมา และทันทีที่ถึงบริเวณที่ทำการก็ได้เห็นนกเงือกบินออกไปอีกตัว

นกกก, นกเงือก, ฮาลา-บาลา
นกกกสยายปีกบนถลาผ่านแมกไม้เขียวขจี เป็นภาพที่ฉันจำได้ไม่ลืม

ระหว่างรอหลายคนเก็บข้าวของและอาบน้ำอาบท่า ฉันยืนอยู่กับชาวคณะที่กำลังดริปกาแฟอยู่ จึงเอ่ยปากอย่างทีเล่นทีจริงว่า อยากให้มีนกเงือกสักตัวบินมาส่งจัง หลังจากนั้นไม่นานก็มีนกเงือกหนึ่งตัวบินผ่านแล้วไปเกาะที่ต้นไม้ไกลลิบตา เราคว้ากล้องส่องทางไกลกันแทบไม่ทัน แล้วขณะที่กำลังหาเจ้าตัวนั้น ก็มีอีกสองตัวออกบินแล้วหายวับไปกับตา ถ้าให้นับก็เท่ากับว่ารอบนี้ฉันได้เห็นนกเงือกถึงเจ็ดตัว แม้ไม่มีโอกาสได้ถ่ายรูปนกใกล้ๆ แต่ก็เป็นตัวบ่งชี้ว่าป่าฮาลา-บาลานั้นเป็นบ้านที่อุดมสมบูรณ์ของนกเงือกอย่างที่ได้ยินได้อ่านมาจริงๆ

ในทุกครั้งที่เข้าป่าจะต้องรู้สึกว่าเหนื่อยและลำบาก แต่ครั้งนี้กลายเป็นว่ายังไม่ทันเหนื่อยเลย และได้สัมผัสบรรยากาศป่าดงพงไพรเต็มที่ แถมมีโบนัสเป็นนกเงือกอีกด้วย เอาเป็นว่าคงต้องกลับมาแก้มือด้วยการเดินป่าที่ลุยกว่านี้ และถ้าเป็นไปได้ควรจะเป็นช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ลูกไทรสุก จะได้เห็นนกเงือกโชว์ตัวกันให้สมใจ

เรื่อง สุวิมล สงวนสัตย์
ภาพ Sum Nara Nara

คำแนะนำ

  • เนื่องจากนราธิวาสไม่ได้เป็นจังหวัดท่องเที่ยวหลัก จึงไม่มีบริการรถเช่าหรือรถตู้พร้อมคนขับ หากต้องการใช้บริการดังกล่าวต้องหาจากพื้นที่อื่นเท่านั้น
  • ก่อนเดินทางควรตรวจสอบสภาพเส้นทางในป่าจากเจ้าหน้าที่หรือคนในพื้นที่ด้วยเพราะบางช่วงที่ฝนตกชุกอาจมีดินถล่มโคลนถล่มทำให้เส้นทางขาด กรณีของกลุ่มเราเกือบต้องใช้แผนสองเช่นกัน
  • ป่าดิบชื้นทางใต้ขึ้นชื่อเรื่องทาก เพราะฉะนั้นหาอุปกรณ์ป้องกันไปให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นสเปรย์ที่มี DEET 95% หรือถุงกันทาก แต่ถ้าเป็นหน้าฝนก็จะมีประเภทที่อยู่บนต้นไม้ด้วยจึงควรแต่งกายรัดกุม
  • สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โทร 0-2561-0777 ต่อ 1615

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ: นกชนหิน : เหยื่อของเงินตรา อำนาจ และความหรูหรา

นกชนหิน
โหนกของนกชนหินหรือโครงสร้างคล้ายนอครอบเหนือจะงอยปาก มีลักษณะทึบตันเกือบทั้งชิ้น แตกต่างจากโหนกของนกเงือกชนิดอื่นๆ ความที่มีเนื้ออ่อนกว่างาช้าง จึงสามารถนำมาแกะสลักเป็นลูกปัด รูปเคารพขนาดเล็ก และฉากเชิงศิลป์ต่างๆ ได้อย่างประณีตงดงาม ในภาพคือของกลางที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในสหรัฐฯ ยึดไว้ได้

เรื่องแนะนำ

อุปกรณ์เดินป่า 10 อย่าง คัดสรรเพื่อคนรักการท่องเที่ยวธรรมชาติ

เพราะประสบการณ์การเดินป่าที่ดีย่อมมาจากอุปกรณ์ที่เหมาะสม นี่คืออุปกรณ์เสริม 10 อย่าง ที่ทำให้ผู้รักการเดินป่ามีความสะดวกสบายระหว่างทริปมากขึ้น การเดินป่าตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติกลายมาเป็นกิจกรรมที่มีผู้สนใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นการท่องเที่ยวที่เปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับคนที่อยู่ในเมืองได้ออกไปใกล้ชิดธรรมชาติ และเป็นโอกาสพิเศษที่หาได้ยากในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ อาจมีหลายคนที่ได้เห็นกิจกรรมของผู้ที่ชื่นชอบการเดินป่าแล้วเกิดแรงบันดาลใจอยากออกไปสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่เช่นนี้บ้าง และเริ่มต้นหาแนวทางในการเป็นนักเดินป่าสมัครเล่นดูบ้าง แต่ไม่ว่าจะเป็นนักเดินป่ามือใหม่หรือมือเก๋า ย่อมต้องระลึกอยู่เสมอว่า นอกจากสภาพร่างกายอันแข็งแรงและจิตใจที่พร้อมเริ่มต้นผจญภัยเพื่อพบเจอสิ่งใหม่ๆแล้ว อุปกรณ์ใช้สอยสำหรับการเดินป่าที่ครบครันก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย จึงได้จัดทำเนื้อหาคำแนะนำด้านอุปกรณ์สำหรับนักเดินป่าไว้ ไม่ว่าจะเป็น  อุปกรณ์เดินป่า สำหรับผู้เริ่มต้นกิจกรรมเดินป่า และ เลือกเป้เดินป่า โดยเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ไทยแลนด์ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องราวอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับนักเดินป่า ส่วนเนื้อหาในครั้งนี้จะเป็นการให้ข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนของอุปกรณ์เสริมจำนวน 10 อย่าง ที่ทำให้รู้สึกว่าการเดินป่าไม่ได้ “ลำบากลำบน” มากจนเกินไป เพื่อให้เป็นคำแนะนำสำหรับนักเดินป่ารุ่นใหม่ได้จัดอุปกรณ์เหล่านี้ลงกระเป๋าสะพายคู่ใจ ส่วนนักเดินป่าที่เดินทางสายนี้มานาน ก็สามารถพิจารณาอุปกรณ์เหล่านี้เพื่อเพิ่มเติมความสมบูรณ์แบบให้กับการเดินทางครั้งต่อไปได้เช่นกัน เบาะรองนอน SEA TO SUMMIT Ultra-light S.I. ขนาด R (Regular) (ราคาประมาณ 3,590 บาท) เบาะรองนอนเป็นอุปกรณ์สำคัญอย่างยิ่ง เพราะทำให้เราสามารถพักผ่อนค้างแรมในป่าได้สบาย เสริมพลังให้กับตัวเราในวันต่อไป เบาะรองนอนชนิดนี้มีค่า R-Value ซึ่งเป็นความสามารถในการป้องกันการถ่ายเทความร้อนระหว่างร่างกายกับพื้นดินที่ […]

เที่ยวค้างคืนบน เกาะร้าง กลางเขื่อนศรีนครินทร์

สองคืนบน เกาะร้าง กับเพื่อนที่รู้ใจ และบรรยากาศที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ ผมเป็นคนใจง่ายกับธรรมชาติ ใครชวนไปเที่ยวหาธรรมชาติก็มักตกปากรับคำหมด เพราะผมคิดว่าการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ออกไปเรียนรู้โลกกว้าง เท่ากับเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้ตัวเอง ทริปล่าสุดนี้เกิดจากการพูดคุยกับเพื่อนรุ่นน้องที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้ง เราชวนกันไปหาเกาะร้างนอนที่เขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งอยู่ในความดูแลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และพื้นที่เหนือเขื่อนบางส่วนก็อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งเกาะที่เราจะไปอยู่กลางทะเลสาบน้ำจืด เป็นสถานที่อนุโลมให้เฉพาะชาวบ้านในละแวกนั้นเข้าถึงได้ แต่นักท่องเที่ยวอย่างพวกเราต้องทำเรื่องขออนุญาตจากอุทยานฯ ก่อนเข้าพื้นที่ เกาะน้อยใหญ่กลางเขื่อนศรีนครินทร์นั้นเป็นเกาะร้างตามธรรมชาติ ซึ่งชาวบ้านได้อาศัยหลบแดดหลบฝนในยามออกมาหาปลาเลี้ยงชีพ เกาะเหล่านี้จึงค่อนข้างปลอดนักท่องเที่ยว บรรยากาศเงียบสงบเหมาะกับผู้รักธรรมชาติอย่างยิ่ง สามารถมาเที่ยวได้ตลอด ยกเว้นช่วงฤดูฝนที่อาจไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ พวกเรา 8 ชีวิตนัดเจอกันที่แพริมน้ำเหนือเขื่อนศรีนครินทร์ในช่วงบ่ายวันหนึ่ง เมื่อเอาสัมภาระลงแพ พร้อมจะออกไปติดเกาะแล้ว เราคุยกับลุงเจ้าของเรือว่าให้ช่วยพาไปนอนที่เกาะไหนก็ได้ที่ไกลจากผู้คน ลุงเจ้าของเรือก็ขับเรือลากแพมุ่งหน้าไปด้านทิศเหนือของเขื่อนทันที เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง น้องในทีมเรียกให้ดูเกาะแห่งหนึ่ง “เหมือนเกาะในการ์ตูนขายหัวเราะเลยเนอะ” ทุกคนเห็นด้วยกับคำพูดนี้ ว่าแล้วก็ตะโกนบอกให้ลุงขับเรือแวะเกาะขายหัวเราะ (เป็นชื่อที่เราตั้งกันเอง) เราลงไปสำรวจที่เกาะนี้และคิดว่าสามารถพักค้างแรมได้ จึงนัดแนะให้ลุงเจ้าของเรือมารับในอีก 2 วันข้างหน้า บรรยากาศบนเกาะเย็นสบาย มีลมพัดเอื่อยๆทั้งวัน มีร่มไม้ให้พอพักหลบแดด แต่ที่ประทับใจสุดๆก็ตรงที่เกาะนี้เป็นจุดชมวิวดวงอาทิตย์ขึ้นและตกได้งดงามมากๆ ถ้าใครชอบความเงียบสงบ ต้องหาทางมาสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ครับ ขอเพียงมีหนังสือสักเล่มกับกาแฟรสชาติดีๆ ทิ้งเวลาไปกับวิวสวยๆ เท่านี้ก็เป็นความสุขอย่างที่สุดแล้วละครับ การเดินทาง ผมใช้รถยนต์ส่วนตัวขับมุ่งหน้าไปยังเขื่อนศรีนครินทร์ ใช้เส้นทางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3199 แก่งเสี้ยน – […]

ในอ้อมกอดของป่า ฮาลา-บาลา

การตัดสินใจเดินทางไปเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ฮาลา-บาลา ของฉันคงไม่ต่างอะไรกับการซื้อทัวร์ไฟไหม้ เพราะทันทีที่รู้ว่าพรรคพวกในหาดใหญ่และปัตตานีจัดทริป พร้อมคนในพื้นที่อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส เป็นผู้นำทางแล้วด้วย ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกว่า ฉันไม่ควรพลาดทริปนี้ด้วยประการทั้งปวง จากกรุงเทพฯ มีเที่ยวบินตรงไปจังหวัดนราธิวาสทุกวัน จุดนี้ยิ่งทำให้การเดินทางสะดวกสบายมากขึ้น ฉันไม่คิดอะไรมาก จัดการซื้อตั๋วแล้วขอติดสอยห้อยตามไปทั้งที่ยังไม่รู้รายละเอียดอะไร รู้แค่ว่าจะไปป่า ฮาลา-บาลา เท่านั้น ตัวฉันเองได้เดินทางในประเทศไทย (รวมท่องเที่ยวและทำงาน) รวม 76 จังหวัดแล้ว ยังขาดก็เพียงแค่นราธิวาส ครั้งนี้จึงเป็นความพิเศษอย่างยิ่งที่ฉันจะเดินทางครบ 77 จังหวัด ส่วนคำถามที่คนทั่วไปมักจะถามเป็นอย่างแรกคือ “อันตรายไหม” ก็คงตอบจากความรู้สึกส่วนตัวว่า การเดินทางไปสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เหตุการณ์ความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลาและไม่ได้เกิดในทุกพื้นที่ ดังนั้นหากชาวบ้านสามารถดำเนินชีวิตกันตามปกติ แล้วทำไมเราจะไปไม่ได้ สำหรับฉันความรู้สึกของการไปนราธิวาสก็เหมือนการไปปัตตานี และยะลา แต่ระดับความตื่นเต้นในสิ่งที่ตั้งตารอมานานนั้นต่างกันมาก ป่าฮาลา-บาลาประกอบไปด้วยพื้นที่ป่าสองผืนคือป่าฮาลา (อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และอำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส) และป่าบาลา (อำเภอแว้ง และอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส) เราเข้าทางฝั่งบาลาโดยขออนุญาตล่วงหน้าไปจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ชาวคณะเลือกไว้ให้ชาวกรุงอย่างเราไม่ต้องสมบุกสมบันมาก ฉันได้ยินกิตติศัพท์ของป่าฮาลา-บาลามาได้สักพักแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเปรียบเปรยความสวยงามว่า เป็นป่าแอมะซอนแห่งเอเชีย หรือความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ ตลอดจนสัตว์ป่าต่างๆ ที่ยังคงความ “ดิบ” […]