ภูกระดึง เป็นสถานที่แห่งความทรงจำของนักเดินทางหลายต่อหลายคน

ภูกระดึง ความงามที่ไม่เคยเลือนหาย

ภูกระดึง ประติมากรรมทางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ กับเส้นทางเดินป่าสุดคลาสสิคและความสวยงามของทิวสนตัดกับสีสันบนท้องฟ้าที่เปลี่ยนไปตามเวลาและฤดูกาล

เป็นสิ่งที่เหล่านักท่องเที่ยวหัวใจธรรมชาติยกให้เป็นหนึ่งในภูเขาที่ต้องไป แต่ทว่าเหตุการณ์ไฟป่าที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายคนคงกังวลไม่น้อยถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อทั้งผืนป่า สัตว์น้อยใหญ่ และบรรดาเจ้าหน้าที่ร่วมทั้งจิตอาสาที่ร่วมกันดับไฟ แต่ท้ายที่สุดด้วยความร่วมมือร่วมแรงกันอย่างสุดความสามารถก็เป็นผล ทำให้ไฟสงบลงในเวลาต่อมา แน่นอนว่าทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ นอกจากเราจะช่วยส่งกำลังใจไปช่วยแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการอนุรักษ์ธรรมชาติก็คือการสร้างความเข้าใจต่อ ภูกระดึง

สันฐานภูกระดึง

“ภูกระดึง” เป็นภูเขาหินทรายยอดตัด มีที่ราบบนยอดภูเขาเป็นพื้นที่กว้างประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 8,522 สนามฟุตบอลขนาดมาตราฐาน มีความสูงอยู่ระหว่าง 1,200 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง หรือสูงจากพื้นที่โดยรอบประมาณ 950 เมตร เทียบคร่าวๆก็ประมาณ 3 เท่าของตึกใบหยก-2 ด้วยความสูงระดับนี้จึงทำให้อากาศบนยอดภูเย็นสบายตลอดทั้งปี อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 26 °C

ภูกระดึงขุนเขาแหล่งจินตนาการ

มองจากด้านที่ราบหรือด้านข้างภูเขา ภูกระดึงจะมีลักษณะคล้ายกับกระดึงห้อยคอวัว (ภาษาท้องถิ่น แปลว่า กระดิ่ง) สันนิษฐานว่าจากลักษณะรูปร่างดังกล่าวจึงกลายเป็นที่มาของชื่อภูเขาที่ชาวบ้านเรียกขานกัน แต่เมื่อมองจากมุมสูงโดยเฉพาะในภาพถ่ายจากดาวเทียม ภูกระดึงจะมีลักษณะคล้ายรูปหัวใจ ยิ่งเน้นย้ำให้ภูกระดึงเป็นสถานที่สุดแสนโรแมนติกสำหรับคู่รัก    บ้างก็มองว่าเป็นรูปใบบอน โดยมีส่วนปลายใบอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ และส่วนเว้าด้านในอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเกิดจากการกัดเซาะโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะกระแสน้ำ ที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของภูเขาลูกนี้ ซึ่งเราจะสามารถมองเห็นทางน้ำไหลจากบนยอดภูสู่พื้นล่างอย่างชัดเจนบนภาพถ่ายจากดาวเทียมผ่านร่องเขาดังกล่าว

ภูมินามสู่ความเข้าใจ

ตลอดเส้นทางขึ้นสู่ยอดภูกระดึงเราจะเจอกับสาระพัดซำ ไม่ว่าจะ ซำแฮก ซำบอน ซำกกกอก ซำกกหว้า ซำกกไผ่ ซำกกโดน ซำแคร่ เป็นต้น แต่พอขึ้นไปบนยอดภูกลับพบชื่อสถานที่ที่ขึ้นต้นด้วย “ซำ” น้อยมาก ซึ่งคำว่า “ซำ” เป็นภาษาท้องถิ่น หมายถึง พื้นที่ที่มีน้ำซับหรือน้ำใต้ดินผุดขึ้นสู่ผิวดิน และสาเหตุที่ซำทั้งหลายพบเฉพาะตามไหล่เขา ต้องย้อนไปตั้งแต่กำเนิดภูเขาเลย ดังนี้

ภูกระดึงเป็นภูเขาหินทรายที่เกิดจากการทับถมของตะกอนเป็นเวลานานกว่าร้อยล้านปีมาแล้ว การทับถมในแต่ละยุคสมัยกินเวลาเป็นหลักล้านปีจึงทำให้ตะกอนค่อยผสานตัวและแข็งกลายเป็นหินในที่สุด ด้วยเวลาที่ต่างกันก็ทำให้องค์ประกอบในหินทรายต่างกันด้วย จึงสามารถแบ่งชั้นหินออกเป็นชั้นๆตามแต่องค์ประกอบของหิน และเมื่อเวลาผ่านไปการกัดเซาะทางธรรมชาติจะเป็นตัวคัดกรองให้เหลือเพียงส่วนที่แข็งแกร่งยืนหยัดเป็นภูเขา ชั้นหินที่อ่อนก็ผุพังไปตามกาลเวลา ชั้นบนสุดก็กลายเป็นพื้นที่ราบบนยอดเขา ทำให้ภูกระดึงเป็นภูเขาโดดยอดตัดอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ถ้าใครที่ยังนึกไม่ออก ก็ลองหยิบขนมชั้นแล้วกัดทั้งสองข้าง ลักษณะโครงสร้างภูเขาหินทรายยอดตัดแบบนี้ไม่ได้มีแค่เพียงภูกระดึงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอีกหลายลูกที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกัน อาทิเช่น  ภูหลวง ภูเขียว ภูหอ เป็นต้น

ภูกระดึง, ท่องเที่ยว, เที่ยวภูกระดึง, ป่าไม้บนภูกระดึง

จะเห็นว่าระหว่างชั้นของหินทรายจะมีแนวแตกตามชั้นหินที่เกิดจากแรงจากการเคลื่อนที่ของเปลือกโลก จากนั้น “น้ำ” ก็จะอาศัยช่องว่างระหว่างหินเหล่านี้ไหลลงสู่แหล่งน้ำใต้ดิน บางส่วนก็ไหลมาตามรอยแยกระหว่างชั้น มาโผล่ด้านข้างของภูเขาหรือไหล่เขา ซึ่งก็คือตำแหน่งของ ซำทั้งหลายตามทางขึ้นของภูกระดึงนั้นเอง

และชื่อที่ตามหลัง “ซำ” คาดว่าเป็นชื่อของชนิดพืชที่พบใกล้ๆกับแหล่งน้ำนั้นๆ เช่น ซำบอน ซำกกกอก ซำกกหว้า เป็นต้น ยกเว้น “ซำแฮก” นะครับ เพราะ “แฮก” ก็คือ “แรก” ในภาษาอีสาน เป็นจุดแวะพักจุดแรกบนเส้นทางขึ้นสู่ยอดภูกระดึง ซึ่งในความเป็นจริงกว่าจะปีนมาถึงตรงนี้ได้ ก็ทำเอาหลายคนถึงกับหอบแฮกๆ เลยทำให้เข้าใจผิดว่า ซำแฮก คือ อาการหอบแฮกๆแบบซ้ำๆ

ความสวยงามที่พึงระวัง

คำต่อมาที่เราพบเจอมากในแผนที่ภูกระดึงก็คือ ”ผา”  แน่นอนว่าก็คือ “หน้าผา” จุดหมายปลายทางที่ทุกคนที่ขึ้นไปบนยอดภูกระดึงแล้วต้องไปนั่งชมพระอาทิตย์อัสดงในยามเย็นหรือไม่ก็ไปนั่งชมแสงแรกแห่งวันในยามเช้า ซึ่งบนภูกระดึงก็หลายผาที่มีพื้นที่เปิดโล่งพอให้เราได้เก็บเกี่ยวบรรยากาศ อาทิเช่น ผานกแอ่น ผาหมากดูก ผาจำศีล ผานาน้อย ผาเหยียบเมฆ เป็นต้น

แน่นอนว่า ตำแหน่งของผาเหล่านี้ก็คือบริเวณขอบสุดของที่ราบบนยอดภูกระดึง เพราะฉะนั้นเราควรพึงระวังไว้เสมอหากได้มีโอกาสไปเที่ยวบริเวณดังกล่าว เนื่องจากหน้าผาที่ภูกระดึงนี้ค่อนข้างชัน แม้แต่ในภาพถ่ายจากดาวเทียมยังเห็นเป็นขอบสูงอย่างชัดเจน และเป็นจุดที่อาจจะเกิดการพังทลายของหินสู่ด้านล่างได้ง่าย และที่ผ่านมาก็มีข่าวนักท่องเที่ยวพลัดตกเพราะความประมาทมาแล้ว

วนศาสตร์ภูกระดึง

เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของภูกระดึง คือ ป่าสองข้างทางจะเปลี่ยนไปตามความสูงของพื้นที่ จาก ป่าเต็งรัง สู่ ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา และสุดท้าย ณ ยอดภูกระดึง คือป่าสนเขาและทุ่งหญ้า ในความรู้สึกจริงหากได้เข้าไปเดินป่าบนเส้นทางนั้น ก็จะประมาณว่าจากป่าที่โปร่งโล่ง อากาศร้อนอบอ้าว ค่อยๆเปลี่ยนเป็นป่าเขียวหนาทึบ ที่อุณหภูมิค่อยเย็นลงอย่างช้าๆ เป็นเพราะความชื้นจากต้นไม้ที่ให้เราได้สัมผัสตลอดเส้นทาง

ป่าเต็งรัง เป็นป่าที่ขึ้นในพื้นที่ความสูงไม่มากนัก ลักษณะป่าโปร่งโล่ง ส่วนมากจะประกอบไปด้วยกลุ่มต้นไม้ทนแล้งและทนไฟป่าเพราะมีเปลือกหนา ต้นไม้ในป่าเต็งรังเหล่านี้จะพร้อมใจกันผลัดใบในช่วงฤดูแล้งเพื่อรักษาสมดุลน้ำในลำต้น ฉะนั้นถ้าเราไปปีนเขาช่วงหน้าแล้งก็ต้องทนร้อนหน่อยเพราะไม่ค่อยมีร่มเงาให้บังแดดมากนักในป่าประเภทนี้ แต่พอถึงช่วงฤดูฝน ป่าเต็งรังก็จะกลับมามีสีเขียวสดใสของใบอ่อนไปทั่วบริเวณอีกครั้ง สำหรับที่ภูกระดึงก็จะพบป่าเต็งรังได้ตั้งแต่ที่ทำการอุทยานฯ ไปจนถึงประมาณ ซำกกกอก

ถัดมาคือป่าเบญจพรรณ ประมาณซำกกกอกถึงซำกกโดน บริเวณนี้สภาพป่าจะค่อยๆเปลี่ยนไปจากโปร่งโล่งกลายเป็นแน่นขึ้นจนรู้สึกร่มรื่นเย็นสบาย บริเวณนี้มีความอุดมสมบูรณ์ และชุ่มชื้นกว่าป่าเต็งรัง จึงมีพืชพื้นล่างหลากหลายชนิดโดยเฉพาะพวกไม้พุ่มและไม้ล้มลุก สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือมีต้นไผ่ขนาดใหญ่ (ตัวชี้วัดป่าเบญจพรรณ) ขึ้นเป็นกลุ่มแซรกปนอยู่ทามกลางต้นไม้สูงใหญ่นานาชนิด

ป่าดิบเขา บริเวณนี้อากาศจะชื้นและเย็นจนรู้สึกได้มักมีเมฆหมอกปกคลุม ทั้งนี้เพราะระดับความสูงช่วงนี้จะอยู่ที่ 1,000 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง ตามกิ่งก้านของไม่ใหญ่เหล่านี้จะมีมอสและเฟิร์นขนาดเล็กเกาะอาศัยอยู่จนทั่วและตามพื้นที่ป่า ช่วยไม่ให้ชะลอการชะล้างหน้าดินจากน้ำฝน ประมาณซำกกโดนถึงหลังแป

และสุดท้าย ป่าสนเขา หรือบริเวณยอดภูกระดึง ด้วยอากาศที่มีความชุ่มชื้นสูงและอุณหภูมิต่ำส่งผลให้ต้นสนได้เติบโตให้เห็นเรียงรายตลอดเส้นทางสู่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ด้วยต้นสนที่มีรูปร่างสวยงามและโดดเด่นในยามที่ตัดกับสีสันของท้องฟ้า จึงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวหลายคนถึงกับหลงเสน่ห์ความสวยงามของที่นี่

ทั้งหมดที่ได้บอกเล่าไปก็เป็นเกร็ดความรู้เล็กน้อยเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ที่จะช่วยทำให้ทุกคนสัมผัสถึงธรรมชาติของภูกระดึงที่ไม่ได้มีเพียงความสวยงามบนยอดภูเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องราวต่างๆมากมายบนทุกก้าวย่างในพื้นที่แห่งนี้ ที่จะทำให้ทุกท่านใช้เป็นพื้นฐานในการเดินทางสำรวจ สร้างความเข้าใจ สู่การร่วมส่งเสริมการอนุรักษ์และฟื้นฟูให้ธรรมชาติของภูกระดึงและอีกหลายที่ที่ต้องเผชิญเพลิงเผาผลาญได้ฟื้นคืนกลับมาได้อย่างสมดุลต่อไป

เรื่องและภาพ จิสด้า

#จิสด้าก้าวสู่ปีที่20 #จิสด้า #GISTDA


-ข้อมูลอ้างอิง

กรมทรัพยากรธรณี  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

“อุทยานแห่งชาติภูกระดึง” Story map, บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ: เดินป่าในประเทศไทย กับระดับความยากที่แตกต่างกัน

เดินป่า, เดินป่าในประเทศไทย, เดินป่าในไทย, ระดับความยาก
การเดินป่าในแต่ละเส้นทางต้องมีการศึกษาข้อมูลของเส้นทางให้รอบคอบ เพื่อการเตรียมความพร้อมก่อนจะไปเดินป่า

เรื่องแนะนำ

เที่ยวชมประวัติศาสตร์ในวังคลองเตย หรือ “บ้านปลายเนิน” ของนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม

เรื่องราวหนึ่งวันในหนึ่งปีของการเยี่ยมชม บ้านปลายเนิน หรือ วังคลองเตย สถานที่ประทับของเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม ที่เต็มไปด้วยศิลปวัตถุและสถาปัตยกรรมเรือนไทยร่วมสมัยใจกลางกรุง สถานที่ทุกแห่งล้วนมีความทรงจำ จากการตั้งตระหง่านผ่านกาลเวลา ร่วมด้วยผู้คนที่มาข้องเกี่ยวสร้างสรรค์ เกิดเป็นความผูกพันและบันดาลสถานที่นั้นดูมีชีวิตขึ้นมา จนมีคุณค่า น่าเข้าไปเยี่ยมเยือนเพื่อซึมซับความทรงจำอันสวยงามนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานที่ซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ หรือเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญของประเทศ หรือของโลก โดย บ้านปลายเนิน หรือ วังคลองเคย เป็นหนึ่งในสถานที่มีคุณค่าเช่นนั้น บ้านปลายเนินตั้งอยู่ในซอยเล็กๆ บนถนนพระรามสี่ เป็นตำหนักส่วนพระองค์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ซึ่งที่คนทั่วไปรู้จักกันในพระสมัญญานามว่า “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” และ “สมเด็จครู” โดยพระองค์ได้เริ่มมาประทับที่ตำหนักไทย บ้านปลายเนินเมื่อ พ.ศ. 2457 และบ้านปลายเนินก็ยังคงตั้งอยู่ที่นี่มาจนถึงปัจจุบัน โดยเหตุที่พระองค์ได้รับพระสมัญญาเช่นนั้น เนื่องจากพระองค์มีความสามารถในศิลปวิทยาหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นการนิพนธ์บทโขน ละคร หรือผลงานด้านการนิพนธ์เพลง เช่น เพลงเขมรไทรโยค และคำร้องของเพลงสรรเสริญพระบารมีที่ยังใช้มาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน นอกจากนี้ พระองค์ยังมีความสามารถในทางศิลปะ เช่น ภาพเขียนสีบนเพดานพระที่นั่งบรมพิมาน และผลงานทางสถาปัตยกรรม เช่น การออกแบบพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรฯ พระอุโบสถวัดราชาธิวาสฯ เป็นต้น ด้วยผลงานที่มากมายเช่นนี้ องค์การยูเนสโก ได้เชิดชูพระเกียรติยศของสมเด็จครูให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกเมื่อ […]

แสงแรกในแดนอาทิตย์อุทัยบนยอดภูเขาไฟฟูจิ

ฟูจิซัง ยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ ภูเขาไฟฟูจิหรือ ฟูจิซัง เป็นสัญลักษณ์สำคัญ และยังเป็นภูเขาที่มียอดสูงที่สุดในญี่ปุ่น (3,776 เมตร) ชาวญี่ปุ่นยกย่องให้เป็น 1 ใน 3 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของประเทศ เส้นทางปีนเขาบนฟูจิจึงกลายเป็นที่นิยมของทั้งชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เรื่อง : สุวิมล สงวนสัตย์ ภาพถ่าย : ชุตยาเวศ สินธุพันธุ์ ทางการญี่ปุ่นเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นภูเขาไฟฟูจิได้เฉพาะช่วงฤดูร้อน เนื่องจากในช่วงอื่นของปีมีอากาศหนาวเย็นและมีหิมะปกคลุม ซึ่งอาจเป็นอันตรายแก่นักท่องเที่ยวได้ สำหรับปี 2019 เส้นทางปีนเขาเปิดให้นักท่องเที่ยวสัมผัสประสบการณ์บนยอดภูเขาไฟตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 10 กันยายน หากคุณอยากหลีกเลี่ยงความหนาแน่นของนักท่องเที่ยว แนะนำให้วางแผนเดินทางมาในวันธรรมดา เพราะช่วงวันหยุดเนืองแน่นไปด้วยผู้คน บางช่วงของเส้นทาง คนเบียดกันจนแทบเดินต่อไม่ได้ เส้นทางที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือโยชิดะ (Yoshida Trail) เพราะเป็นเส้นทางที่เดินค่อนข้างง่าย เหมาะกับคนทั่วไปที่ไม่มีประสบการณ์ในการปีนเขา อีกทั้งมีสิ่งอำนวยความสะดวกตามจุดต่างๆ ทั้งห้องน้ำ ห้องปฐมพยาบาล หรือบ้านพักที่มีให้เลือกตลอดเส้นทางตั้งแต่สถานีที่ 7 ขึ้นไป เส้นทางโยชิดะเริ่มจากฟูจิซูบารุไลน์ หรือสถานีที่ 5 (5th Station) เราวางแผนมาตั้งหลักและพักค้างคืนที่คาวากูจิโกะหนึ่งคืนเพื่อนั่งรถรอบ […]

สวิตเซอร์แลนด์ กับความงามที่ประทับในความทรงจำ

บันทึกการเดินทางใน สวิตเซอร์แลนด์ ณ สวิตเซอร์แลนด์ “ไม่เห็นต้องมีอะไรใหม่ แค่ไปหายใจด้วยสายตา” เรื่องยากที่สุดหลังจากจบบรรทัดนี้คือ การเลือกว่าจะเริ่มเขียนด้วยดินสออย่างที่คุ้นเคย หรือพิมพ์ไปเลยแบบทํางานต่อได้สะดวก จุดปล่อยตัวของถ้อยความเหล่านี้เกิดขึ้นระหว่างทริปครอบครัว ขณะผมอยู่บนรถไฟขาลงจากยอดเขาแมตเตอร์ฮอร์น พิกัดก็ละแวกๆ เทือกเขาแอลป์ที่ สวิตเซอร์แลนด์ ครับ ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา การพกกล้องติดตัวไปจากบ้านแทบกลายเป็นเรื่องปกติรองจากเสื้อผ้า นาฬิกา และโทรศัพท์มือถือ  การเดินทางเยือนสวิตเซอร์แลนด์รอบนี้จึงไม่น่าแปลกที่จะมีภาพถ่ายมากมายกลับไป สาเหตุเพราะภูมิประเทศที่งดงาม และผู้คนที่ใช้ความงดงามนั้นทํากิจกรรมกับครอบครัว ที่ไม่ได้เบียดเบียนธรรมชาติจนเกินไป เช่น เดินป่า ปีนเขา จิบชา พากันกระหนุงกระหนิง อะไรทํานองนั้น.. ทําให้การยกกล้องกดชัตเตอร์ทุกครั้งเรียกได้ว่า แทบหวังผลได้ทั้งความงดงามและความสดชื่น ให้ภาพเล่าความสบายหัวใจไปด้วยนะครับ ส่วนเรื่องรายละเอียดการเดินทางคุณสามารถไปหา ข้อมูลหรือถามไกด์เอาคงไม่ยากนัก ผมใช้เวลาอยู่ที่นั่นราว 6 วัน กับการพาประชากรวัยทอง 3 คนไปเที่ยวในจุดที่ไม่ยากเย็นนัก นั่งรถไฟบ้าง รถรางบ้างแบบเนิบๆ ขึ้นเขาลงเขาย้ายเมืองนิดหน่อย แต่ทุกที่ก็สร้างรอยยิ้มมุมปากที่ต่างกันแบบแปลกๆ โชคดีตั้งแต่วันแรกที่ไปถึงคืออากาศดีเต็ม 10 คะแนนทุกวันครับ ฟ้าเปิดโล่ง เด็กซนๆ บนยอดเขาริกิ ทางเดินยาวๆ ไม่ชันเกินไปนักที่ Oeschinen ปลาเทราท์ไม่ยอมง่วงใน Blausee […]

ใช้ชีวิตง่ายๆ กับธรรมชาติในเมือง ดาลัต เวียดนาม

เดินดงพงไพร พร้อมดื่มด่ำกับบรรยากาศเมือง ดาลัต ในวันที่อยากหลีกหนีความวุ่นวาย จากการตรากตรำทำงานในออฟฟิศกลางเมืองหลวง ความเบื่อหน่ายจึงทำให้เราออกเดินทางอีกครั้ง แผนการสั้นๆ ในช่วงเสาร์อาทิตย์และควบวันลาพักร้อนเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้หลักลี้ไปหามุมหลบพักได้บ้าง ปลายทางของเราครั้งนี้คือเมือง ดาลัต ประเทศเวียดนาม ที่เมืองดาลัต นอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ติดอันดับของคนไทยแล้ว ยังมีธรรมชาติให้ค้นหาอีกมากมาย เพียงแต่การเดินทางไปยังแหล่งธรรมชาติด้วยขนส่งสาธารณะค่อนข้างลำบาก และ สภาพสังคมที่เข้าสู่การพัฒนาประเทศ การหักร้างถางพงเพื่อเปลี่ยนพื้นที่ธรรมชาติจึงมีมากขึ้น ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ การเดินทางของเราเริ่มต้นที่สนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่เช้าตรู๋ บินตรงไม่กี่ชั่วโมงก็มาถึงสนามบินเลียงเคือง สนามบินแห่งเดียวของเมืองดาลัต เมื่อเดินออกมาจากอาคารผู้โดยสารก็มีรถบัสเข้าเมืองจอดรออยู่นอกประตู เราเลือกนั่งรถโดยสารนี้ไปลงที่น้ำตกดาตันลา เพื่อแวะดูนก และรับประทานอาหารกลางวันรอเวลาที่จะเข้าที่พักในช่วงเย็น ในตอนที่เราไปถึงน้ำตกดาตันลานั้น บรรยากาศก็ไม่สู้ดีเสียเท่าไร เมฆครึ้มและฝนที่โปรยลงมาเล็กน้อย แม้เรารู้สึกหวั่นๆ อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้เราล้มเลิกแผนการ เราจัดแจงหยิบอุปกรณ์และสำรวจนกบริเวณโดยรอบทันที นกกินปลีหางยาวคอดำ และนกติ๊ดหัวแดง รอต้อนรับนักดูนกต่างแดนอย่างพวกเรา เราใช้เวลาที่น้ำตกจนเวลาล่วงเข้าสู่เที่ยงวัน จึงเข้าไปยังร้านอาหารที่อยู่บริเวณทางเข้าน้ำตก เลือกนั่งโต๊ะริมระเบียงที่มีต้นไม้ขึ้นอยู่ไม่ห่าง เพื่อหวังมองหานกระหว่างรับประทานอาหาร ซึ่งถือว่าเราประสบความสำเร็จ นกศิวะปีกสีฟ้าบินเข้ามาหากินอยู่ที่ต้นไม้ริมระเบียงตรงที่พวกเรานั่งรับประทานอาหารเที่ยงกัน พร้อมกับนกแซงแซวสีเทา และนกพญาไฟคอเทา ตามมาด้วยนก Indochinese Barbet นกโพระดกเฉพาะถิ่นของเวียดนาม มาเกาะหลบฝนอยู่ด้วย เมื่อมองไปด้านล่างก็มีนก White cheeked Laughingthrush ฝูงใหญ่กระโดดหากินไปมาตามพื้นและพุ่มไม้ จากโต๊ะกินข้าวมองไปไกลๆ […]