พระธาตุพนม : กว่า 2,500 ปี แห่งมหาศรัทธาคนสองแผ่นดินไทย-ลาว

พระธาตุพนม สัญลักษณ์แห่งศรัทธา

พระธาตุพนม
กว่า 2,500 ปีแห่งมหาศรัทธาคนสองแผ่นดิน

-1-

เริ่มต้นเดินทางสู่ พระธาตุพนม – ท่ามกลางความมืดมิด…ดื่นดึก จากจุดเริ่มต้นที่กรุงเทพฯ เมื่อตอนเย็นย่ำ ผ่านถนนมิตรภาพ หนทางอันเปลี่ยวเหงา ช่วงระหว่างขอนแก่น-มุ่งหน้า สู่ร้อยเอ็ด-กาฬสินธุ์ -นอกจากความมืดทมึนแล้ว สองข้างทางที่มีแต่ทุ่งนา และที่ราบสูงรายล้อมโอบกอด มองเห็นแบบสลัวลาง ด้วยแสงเหลืองรำไรจากพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว ที่ค้างฟ้าอยู่ทางด้านซ้ายมือ

หน้าปัดนาฬิกา ที่พร่างพรายด้วยลวดลายดิจิทัล บ่งบอกเวลา 23.00 นาฬิกา เมื่อเราเข้าใกล้จังหวัดมุกดาหารรถของเรายังทะยานต่อไปเรื่อยๆ มุ่งหน้าสู่ จุดหมายปลายทางที่หวังและตั้งใจ นั่นคือคืออำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ใกล้เข้าไป… ใกล้เข้าไปทุกนาที ที่อยากไปให้ถึงแห่งความตั้งใจและศรัทธา

ไม่นานนัก… สิ่งที่พวกเรารอคอยก็มาบรรจบพบกัน ด้านซ้ายมือไกลลิบ… สุดถนน สุดสายตา บางสิ่งตั้งตระหง่าน สูงเสียดฟ้า ขาวโพลนเด่นเป็นสง่าน่าเลื่อมใสศรัทธายิ่งเข้าไปใกล้ สีทองอร่ามเรืองรองของลวดลาย ยิ่งทอแสงตระการตา… งามจับหัวใจ

เรามาถึงแล้ว ณ องค์พระธาตุพนม ปูชนียสถานที่สำคัญที่สุด แห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทย และเป็นพระธาตุแห่งมหาศรัทธาของพี่น้องชาว ลาว ที่ศักดิ์สิทธิ์สมคำร่ำลือมานานกว่าสองพันปี

พระธาตุพนม, ที่เที่ยวนครพนม, โบราณสถาน, วัด, วัดธาตุพนม, นครพนม

-2-

พระธาตุพนมถูกสร้างขึ้น และประดิษฐาน บนผืนแผ่นดินไทย มาเป็นเวลานานกว่า 2,500 ปี สร้างอยู่บนเนินที่เรียกว่า”ภูกำพร้า” ซึ่งปัจจุบัน คือบริเวณวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองนครพนม 52 กิโลเมตร มีความเชื่อกันมาว่า พระธาตุพนมถูกสร้างขึ้น ตั้งแต่สมัยอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ เมื่อประมาณ พ.ศ. 8

โดยมีท้าวพญาทั้ง 5 เป็นประธานในการก่อสร้าง ท้าวพญาทั้ง 5 นี้ เป็นเจ้าผู้ครองนครในแคว้นต่าง ๆ คือ

1. พญาจุลณีพรหมฑัต – ครองแคว้นจุลณี เป็นผู้ก่อด้านตะวันออก
2. พญาอินทปัตนคร – ครองเมืองอินทปัตนคร หรือแคว้นกัมพูชาโบราณ เป็นผู้ก่อด้านใต้
3. พญาคำแดง – ครองเมืองหนองหานน้อย ซึ่งปัจจุบันคือ อำเภอหนองหาน อุดรธานี ก่อด้านตะวันตก
4. พญานันทเสน  -ครองเมืองศรีโคตรบูร  เป็นผู้ก่อด้านเหนือ
5.พญาสุวรรณพิงคาร-ครองเมืองหนองหานหลวง คือ จังหวัดสกลนครในปัจจุบัน เป็นผู้ก่อรวมยอดเข้าเป็นรูปฝาละมี

ลักษณะพระธาตุองค์เดิม ใช้ดินดิบก่อขึ้นเป็นรูปเตาลักษณะสี่เหลี่ยม แล้วเผาให้สุกทีหลัง มีกว้างด้านละ 2 วา สูง 2 วา ข้างในเป็นโพรงมีประตูเปิด-ปิดทั้ง 4 ด้าน พระธาตุพนม ถูกสร้างขึ้น เพื่อบรรจุพระอุงรังคธาตุ คือกระดูกส่วนหน้าอกขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระมหากัสสปเถระอันเชิญมาจากประเทศอินเดีย เมื่อแรกบรรจุเสร็จ ยังไม่ปิดประตูองค์พระธาตุให้ปิดสนิท

เมื่อ พ.ศ.500 พระมหากัสสปะ ก็ได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุ เข้าบรรจุภายในที่อันสมควร แล้วให้ปิดประตูอุโมงค์ไว้ทั้ง 4 ด้าน โดยสร้างประตูด้วยไม้ประดู่ ใส่ดาลปิดไว้ทั้ง 4 ด้าน

แล้วให้คนไปนำเอาเสาศิลาจากเมืองกุสินารา 1 ต้น มาฝังไว้ที่มุมเหนือตะวันออก แปลงรูปอัศมุขี (ยักษิณีหน้าเป็นม้า) ไว้โคนต้นเพื่อเป็นหลักชัยมงคลแก่บ้านเมืองในชมพูทวีป

นำเอาเสาศิลาจากเมืองพาราณสี 1 ต้น ฝังไว้มุมใต้ตะวันออก แปลงรูปอัศมุขีไว้โคนต้น เพื่อหมายมงคลแก่โลก

นำเอาเสาศิลาจากเมืองตักศิลา 1 ต้น ฝังไว้มุมเหนือตะวันตก พญาสุวรรณพิงคาระให้สร้างรูปม้าอาชาไนยไว้ตัวหนึ่ง หันหน้าไปทางทิศเหนือ เพื่อแสดงว่าพระบรมธาตุเสด็จออกมาทางทิศทางนั้น และพระพุทธศาสนาจักเจริญรุ่งเรืองจากเหนือเจือมาใต้

พระมหากัสสปะให้สร้างม้าพลาหกไว้ตัวหนึ่ง คู่กัน หันหน้าไปทางทิศเหนือ เพื่อเป็นปริศนาว่า พญาศรีโคตบูรจักได้สถาปนาพระอุรังคธาตุไว้ตราบเท่า 5,000 พระวัสสา เสาอินทขีล ศิลาทั้ง 4 ต้น ยังปรากฏอยู่ 2 ต้น ทางทิศตะวันออก ส่วนอีก 2 ต้น ได้ก่อหอระฆังหุ้มไว้ ส่วนม้าศิลาทั้ง 2 ตัว ก็ยังปรากฏอยู่ถึงปัจจุบัน

ต่อมาได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติม จนพระธาตุพนม มีลักษณะเป็นพระเจดีย์เป็นเจดีย์ทรงบัวเหลี่ยม หรือทรงแจกัน ก่อด้วยอิฐมีลวดลายจำหลักลงไปในแผ่นอิฐ มีซุ้มคั่นด้านละซุ้ม ซ้อนกัน 3 ชั้น ลดหลั่นกันลงมาอย่างวิจิตร พระธาตุพนมได้รับการบูรณะเรื่อยมาตามกาลเวลา

-3-

วันที่ 11 สิงหาคมพ.ศ. 2518 สิ่งที่ไม่มีใครคาดฝันก็เกิดขึ้น เป็นข่าวใหญ่ที่สั่นคลอนสะเทือนความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวไทยไปทั่วทั้งประเทศ เมื่อองค์พระธาตุพนมได้หักโค่นล้มลง… เนื่องจากได้เกิดฝนตกติดต่อกันหลายวัน ประกอบกับมีลมพายุแรงพัดกรรโชกแรง จึงเป็นผลให้องค์พระธาตุพนมที่เก่าแก่ และผุพังอยู่ก่อนแล้ว ได้พังทลายลงมาทั้งองค์เมื่อเวลา 17.00 น. องค์พระธาตุอันสูงใหญ่ล้มทับถาวรวัตถุที่ตั้งอยู่ทั่วบริเวณนั้นพังยับเยิน เช่นกำแพงแก้วชั้นที่ 1 – 2  หอพระเหนือใต้ หอบูชาข้าวพระ ศาลาการเปรียญ และพระวิหารหอพระแก้ว …ฯลฯ

สันนิษฐานกันว่าการบูรณะหลายครั้ง ที่ผ่านมา ตั้งแต่อดีตกาล… มีแต่การต่อเติมยอดขึ้นไป แต่ไม่ได้สร้างฐานดั้งเดิมใหม่ เมื่อฝนตกหนักน้ำฝนปริมาณมหาศาลซึมเข้าไป ฐานเก่าจึงไม่สามารถทนทานน้ำหนักส่วนบนได้ จึงพังทลายลงมาในที่สุด

การพังทลายลงมานั้น อยู่ในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช  เป็นนายกรัฐมนตรี และท่านได้สั่งการให้มีการบูรณะขึ้นใหม่ทันที การบูรณะสร้างใหม่ครั้งนั้น เสร็จสิ้นสมบูรณ์มีการสมโภชใน พ.ศ. 2522 สมัยที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี

เป็นการสร้างขึ้นใหม่ทั้งองค์ โดยรักษาโครงสร้างขนาดรูปแบบ และลวดลายจำหลักต่าง ๆ ให้เหมือนองค์เดิม สร้างในที่เดิม สูงเท่าองค์เดิม คือ 57 เมตร พระธาตุพนมองค์ใหม่ สร้างครอบซากฐานพระธาตุองค์เดิม ซึ่งยังเหลืออยู่ประมาณ 6 เมตรเศษ

สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ข้างในกลวงเป็นโพรงมีคานยึด 5 แห่ง มีกรุสำหรับบรรจุพระอุรังคธาตุ 1 กรุ และมีกรุสำหรับบรรจุสิ่งของที่พบเมื่อพระธาตุพังทลายลงมา 8 กรุ

พระธาตุพนม, ที่เที่ยวนครพนม, โบราณสถาน, วัด, วัดธาตุพนม, นครพนม

เรื่องน่าอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นก็คือ พระอุรังคธาตุ- ไม่ได้ถูกหาพบในวันที่พระธาตุพังทลายลงมา ทุกคนที่ช่วยกันค้นหา ไม่มีใครพบ ราวกับพระอุรังธาตุนั้นหายตัวได้

แต่มาพบเอาหลังจากวันที่พังทลายลงมาแล้วถึง 62 วัน คือ มาพบเอาเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2518  จึงพบพระอุรังคธาตุบรรจุไว้ในผอบแก้ว มีฐานคล้ายรูปหัวใจ สีขาวแวววาว คล้ายแก้วผลึก มีน้ำมันจันทร์หล่อเลี้ยงและมีพระอุรังคธาตุบรรจุอยู่ 8 องค์ และทั้งผอบ ทั้งพระอุรังคธาตุ อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่ได้แตกหักเสียหายแต่อย่างใด

วันที่ 21 – 22 มีนาคม 2522  มีพระราชพิธีบรรจุพระอุรังคธาตุขึ้นใหม่ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่9และสมเด็จพระนางเจ้า สิริกิตติ์ฯ เสด็จพระราชดำเนินมาทรงบรรจุพระอุรังคธาตุด้วยพระองค์เอง

นอกจากนั้นยังมีสิ่งของล้ำค่า อีกหลายหมื่นชิ้นที่ชาวไทยถวายบรรจุไว้เป็นพุทธบูชา โดยเฉพาะยอดฉัตรทองคำมีน้ำหนักถึง 110 กิโลกรัม

องค์พระธาตุพนมนอกจากจะเป็นศูนย์รวมจิตใจของชนชาวพุทธแล้ว รูปแบบการก่อสร้างขององค์พระธาตุพนมยังเป็นต้นแบบให้กับการก่อสร้างพุทธเจดีย์ในภาคอีสานและในสปป. ลาว อีกมากมายหลายแห่ง

พระธาตุพนม, ที่เที่ยวนครพนม, โบราณสถาน, วัด, วัดธาตุพนม, นครพนม

กล่าวได้ว่า องค์พระธาตุพนมเป็นสัญญลักษณ์ของอาณาจักรศรีโคตรบูร อันรุ่งเรืองแห่งอดีตกาล ก่อนจะมาเป็นจังหวัดนครพนม

ประวัติการบูรณะ องค์พระธาตุพนมมีมาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้า และหลังจากการพังทลายคราวนั้นอีกหลายครั้ง คือ

ครั้งที่หนึ่ง พ.ศ.500 – พญาสุมิตรธรรมวงศา แห่งเมืองมรุกนคร และพระอรหันต์ 5 องค์ เป็นพระประธานในการบูรณะ เติมยอดพระธาตุองค์เดิมขึ้นไปอีกประมาณ 24 เมตร แล้วอัญเชิญพระอุรังคธาตุจากที่บรรจุไว้ตั้งแต่สมัยพระมหากัสสปะเถระ นำไปประดิษฐานใหม่ที่ใจกลางพระธาตุชั้นที่ 2 ซึ่งครั้งนี้ได้มีการปิดประตูองค์พระธาตุอย่างมิดชิดถาวร

ครั้งที่สอง พ.ศ.2157 – พระยานครหลวงพิชิตราชธานีศรีโคตรบูร แห่งเมืองศรีโคตรบูร เป็นประธาน ได้สร้างกำแพงแก้วรอบองค์พระธาตุพนม พร้อมทั้งซุ้มประตูและเจดีย์หอข้าว

ครั้งที่สาม พ.ศ.2236 – 2245  มีพระครูหลวงโพนสะเม็ก แห่งเมืองนครเวียงจันทน์ เป็นประธาน ได้ใช้อิฐต่อเติมขึ้นไปจนองค์พระธาตุสูง 47 เมตร ปรับปรุงที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุใหม่ บรรจุพระพุทธรูปเงิน ทอง แก้วมรกต และอัญมณีต่าง ๆ ไว้ และจารึกชื่อไว้ว่า “ธาตุประนม”

ครั้งที่สี่ ใน พ.ศ.2350 – 2356  -มีเจ้าอนุวงศ์ แห่งเวียงจันทน์เป็นประธาน ได้ทำฉัตรใหม่ ด้วยทองคำประดับด้วยเพชรพลอยสีต่าง ๆ ได้ทำพิธียกฉัตรขึ้นสู่ยอดพระเจดีย์ เมื่อ พ.ศ.2356  แต่ฉัตรนี้ได้นำลงมาเก็บรักษาไว้ที่วัดพระธาตุพนม เมื่อ พ.ศ.2497

ครั้งที่ห้า  พ.ศ.2444 – มีพระครูวิโรจนรัตโนบล  วัดทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธาน ได้ซ่อมแซมโบกปูนองค์พระธาตุใหม่ ลงรัก ปิดทอง ซ่อมแซมกำแพงชั้นใน ชั้นนอก

ครั้งที่หก พ.ศ.2483 – 2484 ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมี หลวงวิจิตรวาทการเป็นหัวหน้า ได้สร้างเสริมครอบพระธาตุองค์เดิมด้วยคอนกรีต เสริมเหล็กตั้งแต่ชั้นที่ 3 ขึ้นไป และต่อยอดให้สูงขึ้นไปอีก 10 เมตร รวมเป็น 57 เมตร มีฐานกว้างด้านละ 16 เมตร สูงจากพื้นดินถึงบัวล่าง 8 เมตร จำหลักลายวิจิตรงดงามทั้ง 4 ด้าน เป็นรูปของกษัตริย์โบราณเกี่ยวพันด้วยรูปสัตว์ และกนกลายก้านขดลายในผักกูดตรงกลาง

-4-

พระธาตุพนม ในวันนี้…ยังเปี่ยมล้นไปด้วยศรัทธา จากพุทธศาสนิกชน อยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย และยิ่งนับวันยิ่งเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้นๆ

ดินแดนแห่งนครพนม…ขึ้นชื่อลือนามมาแต่อดีตแล้วว่า เป็นดินแดน แห่งพระธาตุ และพระบรมสารีริกธาตุมากมายเปี่ยมล้น ไปเกือบจะถ้วนทั่วในทุกอำเภอ มีพระธาตุถูกสร้าง และประดิษฐานครบทั้ง 12 ปีเกิดและ ครบทั้ง 7 วัน

นครพนม… อีกนัยหนึ่งถือได้ว่า คือดินแดนแห่งความศักดิ์สิทธิ์ ที่ยืนยง มาเป็นเวลานานหลายพันปี และสิ่งต่างๆทั้งหมดทั้งมวลเหล่านั้น จะยืนยาวต่อไป ตราบอีกนานเท่านาน

-5-

โบราณวัตถุ  ที่สำคัญและน่าสนใจในวัดพระธาตุพนม

กลองมโหระทึก  ตั้งอยู่ภายในศูนย์วัฒนธรรมวัดพระธาตุพนม มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 51 เซนติเมตร ลวดลายของกลองมโหระทึกใบนี้ เหมือนที่พบในประเทศเวียดนาม อายุประมาณ พุทธศตวรรษที่ 1 – 5  มีการค้นพบอีก 1 ใบ ในท้องที่อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม  ขณะนี้เก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติขอนแก่น มีอายุ และขนาดไล่เลี่ยกับใบที่พบที่ธาตุพนม

พระธาตุพนม, ที่เที่ยวนครพนม, โบราณสถาน, วัด, วัดธาตุพนม, นครพนม

ใบเสมาหินทราย ชุมชนชาวพุทธที่ใช้ใบเสมา เป็นกลุ่มชนที่ตั้งถิ่นฐานบริเวณสองฟากลำน้ำก่ำ อยู่ในพื้นที่เขตอำเภอนาแก อำเภอธาตุพนม ลักษณะคล้ายใบหอกป้าน มีลายสลักรูปสันนูน แหล่งโบราณคดี ที่พบที่บ้านทู้ บ้านโปร่ง บ้านหลักศิลา เป็นต้น

เสาอินทขีล  ทำจากศิลาทราย ในตำนานกล่าวไว้ว่า ท้าวพญาทั้ง 5 ที่ริเริ่มสร้างองค์พระธาตุพนมนั้น ได้ให้คนไปนำมาจากที่ต่าง ๆ รวมกัน 4 ต้น แล้วฝังไว้ในบริเวณรอบ ๆ พระธาตุทั้ง 4 มุม ดังนี้ ต้นที่ 1  นำมาจากเมืองกุสินารา  ฝังไว้ที่มุมตะวันออกเฉียงเหนือ และสร้างรูปอัจจมุขี ไว้ที่โคนเสา 1 ตัว  ต้นที่ 2  นำมาจากเมืองพาราณสี ฝังไว้ที่มุมตะวันออกเฉียงใต้  และสร้างรูปอัจจมุขี ไว้ที่โคนเสา 1 ตัว ต้นที่ 3  นำมาจากเมืองลังกา  ฝังไว้ที่มุมตะวันตกเฉียงใต้  และต้นที่ 4  นำมาจากเมืองตักศิลา ฝังไว้ที่มุมตะวันตกเฉียงเหนือ

ยังทีโบราณวัตถุที่สำคัญอีก คือประติมากรรมรูปม้า  ตามตำนานกล่าวาถึงม้าพลาหก  และม้าอาชาไนย ที่สลักจากศิลา พบที่วัดพระธาตุพนม เวลานี้อยู่ข้างบันไดทางขึ้นวิหารหอพระแก้ว ม้าดังกล่าวมีรูปแบบศิลปกรรมเฉพาะถิ่นต่างไปจากชุมชนโบราณแห่งอื่น เรียกว่าแบบนี้มีเฉพาะสองตัวนี้เท่านั้น

ประติมากรรมรูปสิงห์  หรืออัจจมุขี พบที่วัดธาตุพนม ที่โคนเสาอินทขีล ต้นที่ 1 และ 2 เป็นศิลปกรรมเฉพาะถิ่น ไม่เคยพบในชุมชนโบราณแห่งอื่น ๆ

นอกจากนี้ยังพบเหรียญเงินฟูนัน  เป็นเหรียญโลหะเล็ก ๆ พบบริเวณกำแพงแก้ว และเหรียญฟูนันแบบเดียวกันนี้ ได้พบที่เวียดนาม ชายฝั่งทะเล อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 – 18 ช่วงสมัยลพบุรี และยังพบพระพิมพ์ดินเผา อีกเป็นจำนวนมาก

-6-

พระธาตุพนม เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนเกิดปีวอก และเป็นพระธาตุประจำวันเกิดของคนเกิดวันอาทิตย์ มีพระคาถาบูชาชื่อ คาถาพระนารายณ์แปลงรูป ใช้ทางเมตตามหานิยม ให้สวดภาวนาวันละ 6 จบ คือ “อะ วิต สุ นุต สา นุส ติ”

ใครได้ไปนมัสการซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้เกิดปีวอก หรือเกิดวันอาทิตย์ก็ตาม เชื่อว่าจะได้รับอานิสงฆ์บุญ บารมีและผู้คนให้ความเคารพนับถือ  สิ่งของบูชาพระธาตุ ประกอบด้วย ข้าวตอก น้ำอบ ข้าวเหนียวปิ้ง ดอกไม้สีแดง ธูป 6 ดอก เทียน 2 เล่ม

เรื่อง: เจนจบ ยิ่งสุมล
ภาพถ่าย: อิสรชน พงไพร

ข้อมูลเพิ่มเติม

สำนักงานการกีฬาและท่องเที่ยว จังหวัดนครพนม – https://nakhonphanom.mots.go.th/

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครพนม – https://www.facebook.com/TATNakhonphanomFanpage/


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : สระแก้ว มหัศจรรย์สุดแดนดินถิ่นบูรพา

เรื่องแนะนำ

หน้าหนาวเที่ยว น่าน อยู่เที่ยวกันนานๆ

น่าน เมืองเล็กๆ ที่เต็มเปี่ยมด้วยวิถีชีวิตสงบและเรียบง่าย จังหวัด น่าน เป็นอีกหนึ่งจังหวัดทางภาคเหนือที่มีเสน่ห์ไม่น้อย ด้วยความที่เป็นเมืองท่ามกลางหุบเขา มีธรรมชาติสวยงาม อีกทั้งยังอบอวลด้วยกลิ่นอายของศิลปวัฒนธรรมที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร เป็นเมืองที่การดำเนิชีวิตอขงผู้คนเป็นไปอย่างไม่เร่งรีบ และเรียบง่าย หากได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมและพักผ่อนที่เมืองน่าน ลองใช้ชีวิตอยู่กันนานๆ หน่อย เพื่อสัมผัสกับธรรมชาติ  และความสบายอารมณ์ที่หาไม่ได้ในชีวิตเมือง พระธาตุแช่แห้ง ไปเยือนเมืองน่าน ต้องไม่พลาดแวะไปสักการะ พระธาตุแช่แห้ง พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองน่าน ตั้งอยู่บนเนินทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน บริเวณที่เป็นศูนย์กลางเมืองน่านเดิม ภายในวัดงดงามไปด้วยสถาปัตกรรมและศิลปกรรมสกุลช่างน่านที่สวยงามและอ่อนช้อย ไม่เหมือนเมืองไหนๆ นอกจากนี้พระธาตุแช่แห้งยังเป็นพระธาตุประจำปีเถาะ ซึ่งชาวล้านนาเชื่อว่า หากได้เดินทางไป “ชุธาตุ” หรือนมัสการพระธาตุประจำปีเกิดจะได้รับอานิสงส์อย่างยิ่ง วัดภูมินทร์   เป็นวัดสวยงามอันดับต้นๆ แห่งเมืองน่าน ตั้งอยู่ที่ตำบลในเวียง ข้างๆ ข่วงเมืองน่าน เอกลักษณ์โดดเด่นของวัดนี้คือ เป็นวัดเพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่สร้างทรงจตุรมุข ดูแล้วคล้ายตั้งอยู่บนหลังพญานาคขนาดใหญ่ 2 ตัว อาคารเป็นทั้งพระอุโบสถและพระวิหาร ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ 4 องค์หันออกด้านประตูทั้ง 4 ทิศ จุดเด่นของวัดนอกจากความงามไม่เหมือนวัดใดแล้ว ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังปู่ม่าย่าม่าน หรือภาพกระซิบรัก อันเลื่องลือ ที่ห้ามพลาด อำเภอบ่อเกลือ ณ […]

เคล็ดลับถ่ายภาพ :  10 จุดหมายปลายทางในฝันทั่วโลก

การได้ไปเยือนจุดหมายปลายทางในฝัน ไม่ว่าจะเป็นทัชมาฮาล มาชูปิกชู ปราสาทนครวัด หรือสโตนเฮนจ์ ถือเป็นรางวัลชีวิต แน่นอนว่าหลายคนย่อมไม่พลาดที่จะบันทึกภาพแห่งความทรงจำนั้นไว้ ปัญหาอย่างหนึ่งของสถานที่ในฝันเหล่านั้นคือ เราเห็นภาพถ่ายงดงามราวกับโปสการ์ดของสถานที่เหล่านั้นกันจนชินตา แล้วภาพถ่ายของเราจะมีอะไรน่าสนใจหรือแตกต่างออกไป มากกว่าจะเป็นแค่บันทึกเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิต จิม ริชาร์ดสัน ช่างภาพเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก แบ่งปัน เคล็ดลับถ่ายภาพ ที่เขาได้จากการไปเยือนสถานที่สำคัญเหล่านั้น หากคุณมีโอกาสได้ไปสักครั้ง

หวนคืนสู่ กดานสค์ – มองมรดกยุคคอมมิวนิสต์แห่งโปแลนด์

โปแลนด์สมัยใหม่ได้แรงบันดาลใจจาก กดานสค์ เมืองที่ให้กำเนิดสหภาพแรงงานเสรีโซลิดาริตีเมื่อ 40 ปีก่อน นานเหลือเกินที่ฉันมอง กดานสค์ ในฐานะเมืองที่ฉันเคยถูกตำรวจโปแลนด์จับเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ปี 1982 ในปีนั้น รัฐบาลโปแลนด์เริ่มผ่อนปรนข้อจำกัดต่างๆ หลังประกาศใช้กฎอัยการศึก ด้วยการปล่อยตัว เลค เวนซา ผู้นำสหภาพแรงงานเสรีโซลิดาริตี (Solidarity) ซึ่งถูกคุมขังอยู่นาน 11 เดือน โฆษกรัฐบาลเรียกวาเวนซา อย่างเย้ยหยันว่า “อดีตผู้นำของอดีตสหภาพแรงงาน” วาเวนซามีกำหนดขึ้นปราศรัยในวันนั้น และพวกเราราว 40 คน ซึ่งได้แก่ผู้สื่อข่าวต่างชาติ ช่างภาพ และผู้ช่วยชาวโปแลนด์ ออกันอยู่ตรงทางเข้าตึกอพาร์ตเมนต์ เพื่อรอเข้าสัมภาษณ์เขา แต่ตำรวจกั้นไม่ให้เราเข้าไป เพราะตอนนั้นสหภาพแรงงานเสรีโซลิดาริตีเป็นองค์กรผิดกฎหมาย การปราศรัยของวาเวนซา และการที่เราพยายามเข้าพบเขาจึงเป็นเรื่องผิดกฎหมายไปด้วย การเผชิญหน้าในตอนแรกชวนตื่นตระหนก เพราะที่ผ่านมามีชาวโปแลนด์จำนวนไม่น้อยถูกจับกุมคุมขังในช่วงปราบปรามหลังการประกาศกฎอัยการศึก แต่ในสถานการณ์ตึงเครียดก็มีเรื่องชวนผ่อนคลายเกิดขึ้น เพราะตอนนั้นฉันตั้งครรภ์ได้สี่เดือน และเพื่อนชาวโปแลนด์ ในกลุ่มของเราพากันโกรธขึ้งที่ตำรวจทำให้ฉันเครียด จากนั้นไม่นาน คนเกือบครึ่งตึกอพาร์ตเมนต์ก็รู้ว่าฉันตั้งครรภ์ และพากันตะโกนด่าทอตำรวจ กระนั้น พวกเราก็ถูกก็ถูกต้อนขึ้นไปนั่งเบียดเสียดในรถตู้ไร้หน้าต่างและถูกนำตัวไปที่สถานีตำรวจ พวกเราแค่ได้รับการตักเตือนให้อยู่ห่างจากวาเวนซาแล้วปล่อยตัวไป ตอนนี้ฉันหวนกลับมาที่กดานสค์อีกครั้ง 40 ปีหลังการหยุดงานประท้วงของคนงานอู่ต่อเรือในเดือนสิงหาคม ที่ให้กำเนิดสหภาพแรงงานโซลิดาริตี […]

หญิงสาวปั่นจักรยาน 1,900 กม. เพื่อตามหาพ่อจากสงครามเวียดนาม

Rebecca Rusch เจ้าของฉายา “ราชินีแห่งความเจ็บปวด” เป็นนักกีฬามาตลอดชีวิต ตัวเธอผ่านการเล่นกีฬามาแล้วหลายประเภท จนเมื่อเร็วๆ นี้ ในวัย 38 ปี เธอกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญการขี่จักรยานทางไกลแบบ ultra-endurance หลังเมื่อปี 2015 Rusch ขี่จักรยานอย่างทรหดรวมเป็นระยะทางมากถึง 1,930 กิโลเมตร ไปยังนครโฮจิมินห์ ในเวียดนามร่วมกับ Huyen Nguyen คู่หูนักปั่นของเธอ โดยมีเป้าหมายเพื่อตามหาจุดที่เครื่องบินที่พ่อของเธอโดยสารไปด้วยนั้นถูกยิงตก ในสมัยสงครามเวียดนาม ซึ่งในตอนนั้นเธอเพิ่งจะมีอายุแค่ 3 ขวบเท่านั้น เรื่องราวการเดินทางของเธอถูกถ่ายทอดออกมาเป็นสารคดี “เส้นทางสีเลือด” (Blood Road) สารคดีที่บอกเล่าชีวิตของเธอ ตลอดจนประวัติศาสตร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   อ่านเพิ่มเติม : ภาพถ่ายอันทรงพลังแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากระเบิดนิวเคลียร์, พบเทวรูปโบราณอายุ 800 ปี ใกล้นครวัด