ฤดูหนาว : มนตร์สะกดแห่งแดนหนาวเหน็บ - National Geographic Thailand

ฤดูหนาว : มนตร์สะกดแห่งแดนหนาวเหน็บ

ฤดูหนาว : มนตร์สะกดแห่งแดนหนาวเหน็บ

ปล่อยเขตร้อนกับทะเลทรายให้คนอื่นเขาไปเถอะ สายเลือดทรหดคนบึกบึนอย่างเรา ต้องไปขั้วโลก ยิ่งหนาว…ยิ่งดี

วันใน ฤดูหนาว เช่นวันนี้ เลียบชายฝั่งอ่าวฮัดสันของแคนาดา  เราห้าคนนั่งอยู่ในพาหนะที่สั่งทำขึ้นเฉพาะส่งเสียงกระหึ่มเหนือดินแดนทุนดราเพื่อตามหาหมีขั้วโลก พายุหิมะปั่นป่วนจนสภาพข้างนอกขาวโพลน จนบางคนในพวกเราบอกว่า เหมือนขับรถอยู่ในลูกปิงปองอย่างนั้น

แต่แล้วความอุ่นในรถบั๊กกีตะลุยหิมะก็หายไป ต่อให้พยายามกู้ชีพสักกี่ครั้ง ก็หาได้ฟื้นคืนกลับมาไม่ มีเพียงกระจกบางๆ ชั้นเดียวกับโลหะที่ปกป้องเราจากลมฟ้าอากาศข้างนอก

พระอาทิตย์กำลังตก และอากาศหนาวจับใจ

แต่พวกเราปลอดภัยแน่นอน เพราะอยู่ไม่ไกลจากที่พักอันอบอุ่น ต่อให้เราเริ่มรู้สึกถึงความเหน็บหนาวตอนไปถึงที่นั่นแล้วก็ตาม เราซุกกายในเสื้อพาร์กาตัวหนา เจอไวน์ขวดหนึ่งกับวิสกีอีกขวด  เราล้อมวงปล่อยมุกฮากระจายว่าด้วยสถานการณ์ของพวกเราเอง

มันหนาว แต่เราก็เป็นสุข และผมได้อยู่ในถิ่นของผม

จากการฝ่าน้ำแข็งทะเลอาร์กติกในเรือตัดน้ำแข็ง ถึงการต้านพายุกระหน่ำในแอนตาร์กติกา จากการพักแรมในกระท่อมที่อะแลสกาถึงการไปยืนอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ  เหตุการณ์สำคัญส่วนใหญ่ในชีวิตผมล้วนเกี่ยวข้องกับความหนาวเย็นจับขั้วหัวใจ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสถานที่และสิ่งแวดล้อมที่ผมรู้สึกว่าเป็นบ้านมากที่สุด เป็นที่ที่ผมเลือกใช้ชีวิตและตั้งตาคอยที่จะได้ไปเยี่ยมเยือน และเป็นถิ่นที่ผมต้องกลับไปเสมอ

แต่ใช่ว่าผมจะโอบกอดความหนาวเย็นอย่างไม่มีข้อจำกัด  แม้จะมีค่ำคืนที่ผมเดินเตะหิมะให้ฟุ้งกระจายเหมือนเด็กเล่นสนุก  แต่ก็มีวันที่ผมลนลานวางเครื่องทำความร้อนให้เป่าท่อที่กลายเป็นน้ำแข็ง และนึกในใจว่าผมน่าจะได้อยู่ในที่อุ่นๆอย่างฮาวาย  ผมไม่ปฏิเสธว่า ช่วงของ ฤดูหนาว ที่ผมโปรดปรานที่สุดคือ ตอนที่ฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาแทนที่  และกระทั่งในหมู่ “ชิโอโนไฟล์” (chionophile – คำศัพท์เรียกคนที่รักความหนาวเย็น) ด้วยกัน ผมก็ไม่ได้เป็นแบบนี้อยู่คนเดียว เอลีซา แมกคอล เพื่อนผมบอกว่า “ฉันรักความเงียบสงัด” ของชีวิตในภูมิอากาศหนาวเย็น เธอเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานกับองค์กรหมีขั้วโลกสากล ประจำอยู่ที่เยลโลว์ไนฟ์ แคนาดา (ที่อุณหภูมิในฤดูหนาวอาจลดต่ำลงถึงลบ 40 องศา) และเป็นหนึ่งในผู้โดยสารบนรถบั๊กกีหนาวสะท้านที่กล่าวถึงตอนต้น  แต่เธอก็สารภาพว่า “ฉันเคยรอรถบัสข้างนอกกลางฤดูหนาว และหวังว่าอากาศจะไม่หนาวจนบาดผิว”

เพื่อนอีกคนพูดหนักกว่านั้น  เอริก ลาร์เซน เคยสกีไปถึงขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ ปีนขึ้นเอเวอเรสต์ และข้ามพืดน้ำแข็งในไอซ์แลนด์  ประโยคลงท้ายอีเมลของเขาก็คือ “หนาวสิเท่!”  แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็พูดไปขำไปว่า “เอาจริงๆ ผมไม่ชอบหนาวหรอก  ผมเกลียดตอนตัวเองหนาว ผมชอบความอุ่นในที่ที่หนาวเหน็บต่างหาก”

ฤดูหนาว
“ลมกระโชกพัดอย่างเกรี้ยวกราดต้องผิวหน้าบริเวณที่ไม่มีอะไรปกคลุม เราขยับผ้าพันคอกับฮู้ดขึ้นมาคลุมศีรษะไว้ แล้วจู่ๆ ลมก็สงบลง  เพียงขณะหนึ่งที่มีแต่ความเงียบ เรามองหน้ากันแล้วยิ้มออกมา” (ภาพถ่าย: CMANNPHOTO, GETTY IMAGES)

ความสุขที่สุดของการอยู่ท่ามกลางความหนาว ก็คืออยู่อย่างอบอุ่น ทนฝ่าฟันผ่านฤดูหนาว เพื่อจะโผล่ที่ปลายทาง แล้วดื่มด่ำกับความรู้สึกที่ได้ฉลองชัยร่วมกัน

ผมไม่เคยคิดอย่างนั้นมาก่อน  จนเอริกเอ่ยขึ้นมา แต่เขาพูดถูก  ความสุขที่สุดของการอยู่ท่ามกลางความหนาวก็คืออยู่อย่างอบอุ่นนั่นแหละ  การประสบความยากลำบากด้วยกันเช่นนี้  ย่อมก่อให้เกิดมิตรภาพที่พิเศษสุด นั่นคือการไว้เนื้อเชื่อใจกันและความเป็นหุ้นส่วนกัน การที่คนแปลกหน้ามองตาแล้วรู้ใจกัน การประโคมใส่เสื้อผ้าจนเหลือแต่ลูกตา หรือการเดินสวนกันบนถนนน้ำแข็ง  ทนฝ่าฟันผ่านฤดูหนาวเพื่อจะโผล่ที่ปลายทาง แล้วดื่มด่ำกับความรู้สึกที่ได้ฉลองชัยร่วมกัน

ในโลกที่คล้ายจะหมุนเร็วขึ้นทุกที อย่างที่สมาร์ตโฟนกับโซเชียลมีเดียต้องการการตอบสนองทันทีนั้น ความหนาวเย็นบังคับให้เราทำอะไรช้าลง มันทำให้เราหรือกระทั่งบีบให้เรารู้เนื้อรู้ตัว และรู้สึกถึงสภาพแวดล้อมรอบตัวในแบบที่สิ่งแวดล้อมอื่นๆ อีกไม่กี่แห่งจะทำได้

เอริกบอกว่า การใช้ชีวิตในที่ที่อุณหภูมิต่ำจำเป็นต้องมีความรอบคอบมากกว่าเดิม  เพราะ “การปราศจากความปลอดภัยในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น”  เขามองว่า “ความลำบากยากเข็ญนั่นแหละที่ดึงดูดเรา เพราะยิ่งเป็นสิ่งท้าทาย”

ฤดูหนาว
กระต๊อบสำหรับตกปลาในแคนาดา จากชุดภาพ Ice Huts โดยริชาร์ด จอห์นสัน (ภาพถ่ายทั้งหมด: RICHARD JOHNSON GALLERY)

“เอาจริงๆ ผมไม่ชอบหนาวหรอก  ผมเกลียดตอนตัวเองหนาว ผมชอบความอุ่นในที่ที่หนาวเหน็บต่างหาก”

มันยังเป็นความท้าทายที่น้อยคนนักในหมู่พวกเราจะมีโอกาสรับมือ  ขณะที่อันตรายจากการหายไปของถิ่นที่หนาวเย็นในโลกยังไม่ปรากฏในอนาคตอันใกล้  แต่ขนาด ระยะเวลา และความลึกล้ำของช่วงเวลาที่หนาวเหน็บที่สุดอาจกำลังหดสั้นลง  โลกกำลังร้อนขึ้น

ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ยี่สิบเป็นต้นมา อุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูหนาวของสหรัฐอเมริกาสูงขึ้นเกือบสองเท่าของอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในฤดูร้อน  ตลอดห้าหรือหกทศวรรษที่ผ่านมา อาร์กติกอุ่นขึ้นเกินสองถึงสามองศา มากกว่าที่อื่นใดในโลกอย่างมีนัยสำคัญ  ขอบเขตน้ำแข็งทะเลของอาร์กติกที่น้อยที่สุดในแต่ละปีกำลังลดลงราวร้อยละ 13 ต่อทศวรรษ  ขณะที่ผมเขียนอยู่นี้  ฤดูร้อนปี 2019 ในซีกโลกเหนือ พืดน้ำแข็งในกรีนแลนด์กำลังประสบกับอัตราการละลายที่แบบจำลองพยากรณ์ไว้ในปี 2070

พอถึงตรงนี้ ผมควรจะแก้ไขสิ่งที่ผมเขียนไว้ตอนต้นเกี่ยวกับการยืนอยู่ตรงขั้วโลกเหนือให้ถูกต้องว่า โดยประมาณแล้ว ผมยืนอยู่ใกล้ขั้วโลก  ตอนที่ผมอยู่ตรงนั้นเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2017 พื้นที่บริเวณขั้วโลกเป็นทะเลเปิดเกือบหมด

ผมคิดถึงคำพูดของเอริกถึงการเดินทางไปขั้วโลกเหนือครั้งสุดท้ายที่แตกต่างจากหนอื่นๆ คิดถึงตอนที่เขาหล่นทะลุน้ำแข็งที่บางลงและแตกมากกว่าที่เคยพบมา  ผมคิดถึงเพื่อนอีกคนที่ใช้เวลานานเป็นทศวรรษๆ ในการศึกษาแมวน้ำบนน้ำแข็งทะเลอาร์กติก ซึ่งโอดครวญว่า ลูกชายจะไม่มีโอกาสได้ทำอย่างเดียวกัน

ฤดูหนาว
กระต๊อบสำหรับตกปลาในแคนาดา จากชุดภาพ Ice Huts โดยริชาร์ด จอห์นสัน (ภาพถ่ายทั้งหมด: RICHARD JOHNSON GALLERY)

ผมคิดใหม่อีกทีถึงประสบการณ์ของการอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บของตัวเอง  คิดถึงความแห้งแล้งของชีวิต  หากไม่มีประสบการณ์เหล่านั้น  ผมคิดถึงทะเลรอสส์ในแอนตาร์กติกาเมื่อเดือนมกราคม ปี 1993  ถึงตอนปีนหน้าผาริมทะเลกับเพื่อนสมาชิกลูกเรือ กรีนพีซ และนั่งอยู่บนยอด มองลงมายังอ่าวเบื้องล่าง  การเดินทางทั่วมหาสมุทรอันยาวนานและยากลำบากของพวกเราที่เสาะหาเรือล่าวาฬซึ่งไม่อยากให้เราเจอ  ก่อนหน้านั้นหลายปี แอนตาร์กติกาก็หันด้านที่ร้ายที่สุดให้เรา ด้วยการถล่มเรือของเราด้วยพายุและคลื่นที่เย็นจัดแทบเป็นน้ำแข็ง  เมื่อพายุสงบลงและน้ำแข็งถูกกวาดออกไป เพื่อนลูกเรือกับผมถึงมีโอกาสได้เหยียบแผ่นดิน

ลมกระโชกพัดอย่างเกรี้ยวกราดต้องผิวหน้าบริเวณที่ไม่มีอะไรปกคลุม เราขยับผ้าพันคอกับฮู้ดขึ้นมาคลุมศีรษะไว้ แล้วจู่ๆ ลมก็สงบลง  เพียงขณะหนึ่งที่มีแต่ความเงียบ เรามองหน้ากันแล้วยิ้มออกมา

เราไม่ได้พูดอะไรสักคำ และก็ไม่จำเป็นด้วย  เราแค่นั่งอยู่ตรงนั้น ตรงยอดผาในแอนตาร์กติกา  ยิ้มอยู่ในความเงียบ

อยู่ในความหนาวเย็น

เรื่อง เคียราน มัลเวนี

——————————————————————–

 เคียราน มัลเวนี เป็นนักเขียนสายสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือเช่น At the Ends of the Earth: A History of the Polar Regions  ยามที่ไม่ได้เดินทางในอาร์กติกหรือแอนตาร์กติกา ซึ่งปีนี้เป็นครั้งที่เก้าแล้ว เขาอยู่ที่เวอร์มอนต์ที่หนาวน้อยกว่าขั้วโลกนิดหน่อย

ฤดูหนาว
กระต๊อบสำหรับตกปลาในแคนาดา จากชุดภาพ Ice Huts โดยริชาร์ด จอห์นสัน (ภาพถ่ายทั้งหมด: RICHARD JOHNSON GALLERY)

สดุดีนักสำรวจผู้บริภาษความหนาว

ภูมิภาคที่หนาวเย็นของโลกทำให้คนเราทรมานได้พอๆ กับที่ต้องตกตะลึง ดังที่นักสำรวจหลายคนเคยกล่าวเอาไว้

“ที่นั่นดูเหมือนดินแดนในเทพนิยาย” โรอัลด์ อามุนด์เซน กล่าวระหว่างที่เขากำลังเดินทางไปขั้วโลกใต้เพื่อเอาชนะ โรเบิร์ต ฟอลคอน สกอต ในปี 1911  ส่วนสกอตเห็นต่างออกไป เขาระบายความโกรธไว้ในสมุดบันทึกว่า “พระเจ้า! ที่นี่ช่างเลวร้ายมาก” หลังจากที่รู้ว่าอามุนด์เซนเอาชนะเขาได้

ชอง-บัปติสต์ ชาร์โกต์ มีความสัมพันธ์หวานอมขมกลืนกับแอนตาร์กติกา ซึ่งเขาสำรวจช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ  “ทำไมตอนนั้นเราถึงรู้สึกว่าแรงดึงดูดอันน่าประหลาดต่อขั้วโลกทั้งสองเป็นความรู้สึกอันทรงพลัง ซึ่งพอเมื่อเรากลับบ้านก็ลืมความลำบากทางกายและใจเสียสิ้น และไม่อยากทำอะไรอีก นอกจากหวนกลับไปที่นั่น นักสมุทรศาสตร์ชาวฝรั่งเศส กล่าว  “ทำไมเราถึงหวั่นไหวต่อเสน่ห์ของภูมิทัศน์เหล่านั้น ทั้งๆที่มันช่างเวิ้งวางและน่ากลัว”

***อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนธันวาคม 2562


สารคดีแนะนำ

ไอซ์แลนด์ ดินแดนแห่งภูเขาไฟและน้ำแข็ง

เรื่องแนะนำ

อากาศเป็นพิษ ชีวิตถึงตาย

มลพิษทางอากาศ อากาศเป็นพิษ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรปีละเจ็ดล้านรายและอาจเป็นอันตรายได้แม้จะอยู่ในระดับต่ำ แต่เป็นปัญหาที่เราแก้ได้ ตอนที่โควิด-19 เริ่มระบาดไปทั่วโลก ฟรานเชสกา โดมินิซี สงสัยว่ามลพิษทางอากาศทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสูงขึ้น ผู้คน ในเขตที่มีมลพิษมีแนวโน้มจะเป็นโรคเรื้อรังมากกว่า และผู้ป่วยเหล่านั้นก็เสี่ยงต่อโควิด-19 มากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะ อากาศเป็นพิษ อาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอและทำให้ทางเดินหายใจอักเสบ ลดทอนความสามารถของร่างกายในการต้านทานไวรัสทางเดินหายใจ โดมินิซี อาจารย์ด้านชีวสถิติจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มีความพร้อมเป็นพิเศษที่จะทดสอบเรื่องนี้ เธอกับเพื่อนร่วมงานใช้เวลาหลายปีสร้างฐานข้อมูลพิเศษ ซึ่งเปรียบเทียบข้อมูลสุขภาพของคนอเมริกันหลายสิบล้านคนกับข้อมูลของอากาศที่พวกเขาหายใจแบบวันต่อวันมาตั้งแต่ปี 2000 โดมินิซีซื้อข้อมูลที่ละเอียดยิบ (แต่นิรนาม) ของผู้สูงอายุชาวอเมริกันราว 60 ล้านคน นั่นเป็นครึ่งหนึ่งของฐานข้อมูล ส่วนอีกครึ่งเป็นความสำเร็จน่าทึ่งในตัวเอง นั่นคือนักวิทยาศาสตร์หลายสิบคน นำโดยโดมินิซีกับโจเอล ชวาร์ตซ์ นักระบาดวิทยาจากฮาร์วาร์ด ทำโครงการที่แบ่งประเทศสหรัฐฯออกเป็นตารางขนาดหนึ่งกิโลเมตรเป็นครั้งแรก จากนั้นก็ให้โปรแกรมคำนวณระดับสารก่อมลพิษประจำวันในตารางแต่ละช่องติดต่อกันนานกว่า 17 ปีแล้ว ข้อมูลสองส่วนนี้เอื้อให้โดมินิซีกับเพื่อนร่วมงานศึกษาผลกระทบของมลพิษทางอากาศในทุกซอกมุมของสหรัฐฯได้เป็นครั้งแรก และพวกเขาก็ได้ข้อสรุป ที่น่ากังวลบางประการ ในการศึกษาเมื่อปี 2017 พวกเขาพบว่า แม้กระทั่งในพื้นที่ที่คุณภาพอากาศได้มาตรฐานระดับประเทศแล้ว มลภาวะยังเกี่ยวข้องกับอัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้น นั่นหมายความว่า “มาตรฐานก็ยังไม่ปลอดภัย” โดมินิซีอธิบาย สองปีต่อมา ทีมวิจัยรายงานว่า การเข้ารับการรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ พุ่งสูงเมื่อระดับมลพิษเพิ่มขึ้น ข้อค้นพบเหล่านี้สนับสนุนหลักฐานกองโตที่บ่งชี้ถึงอันตรายของพีเอ็ม […]

การสร้างเขื่อน ส่งผลกระทบต่อการไหลของแม่น้ำ ซึ่งเป็นอันตรายต่อมนุษย์

เขื่อน Xiaowan ที่มีความสูงราว 291 เมตร ซึ่งสร้างเสร็จในปี 2010 เป็นแหล่งพลังงานให้กับบรรดาเมืองและอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตบริเวณชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศจีน การสร้างเขื่อนนี้ทำให้ชาวบ้านกว่า 38,000 คน ต้องอพยพ ภาพถ่ายโดย DAVID GUTTENFELDER, AP/NAT GEO IMAGE COLLECTION  การศึกษาครั้งใหม่แสดงให้เห็นว่า แม่น้ำ ซึ่งให้ประโยชน์หลายอย่างกับมนุษย์ เป็นแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และช่วยป้องกันน้ำท่วม กำลังอยู่ในภาวะเสี่ยง เนื่องจากการสร้างเขื่อน และการเปลี่ยนเส้นทางน้ำ มี แม่น้ำ สายใหญ่ที่สุดในโลกจำนวนเพียงหนึ่งในสามสายเท่านั้นที่ยังไหลตามธรรมชาติ เพราะแม่น้ำเหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างเขื่อนกั้นหรือขัดขวางทางน้ำโดยฝีมือมนุษย์ บรรดานักวิทยาศาสตร์เตือนว่าแม่น้ำสาขา ของแม่น้ำสายใหญ่หลายแห่งของโลก ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากการสร้างเขื่อนกั้นทางน้ำ ได้คุกคามระบบนิเวศที่ทั้งมนุษย์และสัตว์ต้องพึ่งพิงเพื่อความอยู่รอด เหล่านักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า สายน้ำที่ไหลตามธรรมชาตินั้นสามารถก่อให้เกิดแหล่งอาหารของคนนับร้อยหรือนับล้านคน พัดพาตะกอนดินซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำการเกษตร และบรรเทาความเสียหายจากน้ำท่วมและภัยแล้ง และเกื้อหนุนความระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ “ประโยชน์ของ แม่น้ำ ที่ไหลตามธรรมชาตินั้นมีมากมายครับ” เดเนียล เพอร์รี นักภูมิศาสตร์แหล่งน้ำแห่งมหาวิทยาลัยนอร์ธเทิร์นแอริโซน่า ใน Flagstaff กล่าวและเสริมว่า “แม่น้ำคือเส้นเลือดของโลก” จากการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลอื่นๆ เพื่อสำรวจแม่น้ำทั่วโลกที่มีความยาวราว 12 ล้านกิโลเมตร นักวิจัยพบว่ายิ่งแม่น้ำมีความยาวมากเท่าไร […]

เบอร์นี เคราส์ กับสรรพเสียงธรรมชาติที่เงียบงันลงทุกที

ครั้งหน้าเมื่อออกไปในธรรมชาติ ลองหยุดนิ่ง หลับตา และเงี่ยหูฟังสิ เบอร์นี เคราส์ อยากให้เราทำอย่างนั้น ก่อนสายเกินไปที่จะฟังเสียงซิมโฟนีแห่งโลกธรรมชาติ  เคราส์เป็นนักดนตรีแจ๊สผู้โด่งดัง ระหว่างเรียนปริญญาเอกสาขา Bioacoustics เขาก่อตั้งสาขา “นิเวศวิทยาของเสียงจากสิ่งแวดล้อม” เคราส์อัดเสียงต่างๆ จากป่าดงพงไพร ทั้งบนบกและในทะเล มาตั้งแต่ พ.ศ. 2511  เขารวบรวมเสียงจากถิ่นที่อยู่ต่างๆ มากกว่า 5 พันชั่วโมง บันทึกเสียงจากสิ่งมีชีวิตอย่างน้อย 15,000 ชนิด  บางคนถือว่าห้องสมุดเสียงของเขาเป็นสมบัติของชาติ  แต่ที่น่าเศร้าคือการรบกวนของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นทุกทีกำลังทำให้เสียงธรรมชาติเหล่านั้นแผ่วลง  จากเสียงนกร้องถึงเสียงหมาป่าหอนและเสียงขยับจังหวะของแมลง และเสียงที่บันทึกจากระบบนิเวศหลายแห่งที่เคราส์เรียกว่า “biophonies”—เสียงสรรพชีวิต—ก็หยุดบรรเลงไปตลอดกาลเสียแล้ว  “ออร์เคสเตรธรรมชาติกำลังสาบสูญไป ไม่ใช่แค่เสียง แต่เป็นตัวผู้บรรเลงเองด้วย”  เคราส์ เคยให้สัมภาษณ์ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ว่าทำไมเสียงของธรรมชาติจึงสำคัญ   เสียงจากสิ่งแวดล้อม (soundscape) บอกอะไรเราต่างไปจากภูมิทัศน์ (landscape) ? แน่นอน  มีตัวอย่างหนหนึ่งที่บริษัทตัดไม้เข้าไปยังเซียราเนวาดา เมื่อ พ.ศ. 2531  ผมบันทึกเสียงธรรมชาติตอนรุ่งอรุณทั้งก่อนและหลังการตัดไม้  ถ้ามองด้วยตาเปล่า ป่าดูเหมือนเดิมหลังจากต้นไม้ที่ถูกเลือกตัดบางต้นถูกขนย้ายออกไป แต่เสียงนกที่เคยร้องหายไปอย่างมากและแม้อีกทศวรรษให้หลัง เสียงนกร้องแบบที่เคยมีดั้งเดิมก็ยังไม่หวนกลับมาอีกเลย […]

New River Gorge จากเหมืองถ่านหินทิ้งร้างสู่อุทยานแห่งชาติแห่งใหม่ของสหรัฐฯ

ชุบชีวิตเหมืองถ่านหินทิ้งร้างเป็น New River Gorge อุทยานแห่งชาติและเขตอนุรักษ์แห่งใหม่ของสหรัฐอเมริกา บางครั้งการจะทำให้สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ซึ่งไม่ค่อยมีคนรู้จักให้พลิกตาลปัตรกลับกลายมาเป็นสถานที่ที่น่าสนใจ ก็เพียงแค่เปลี่ยนชื่อมันซะ นั่นคือกรณีเดียวกับอุทยานแห่งชาติที่เกิดขึ้นล่าสุดของสหรัฐอเมริกา อุทยานแห่งชาติ New River George ในรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย ที่อดีตเคยเสื่อมโทรมจากเหมืองถ่านหินที่ถูกทิ้งร้าง การตั้งชื่อ New River ไม่ได้หมายความว่าแม่น้ำที่เกิดขึ้นใหม่แต่อย่างใด แต่กลับกันแม่น้ำสายหลักนี้ที่มีชื่อว่า Pangaea มีอายุอยู่มากกว่า 300 ล้านปีแล้วต่างหาก การกัดเซาะจากแม่น้ำที่เกิดขึ้นโดยผ่านระยะเวลาหลายล้านปีนั้นกลายเป็นงานแกะสลักอันล้ำค่า ทำให้เกิดช่องเขาลึกที่รายล้อมไปด้วยถ่านหินบิทูมินัสและหน้าผาที่สูงชันของหินทรายควอทซ์ เวลาผ่านล่วงมาเนิ่นนานจนในช่วงปลายทศวรรษที่ 1800 เป็นช่วงยุคที่เหมืองถ่านหินมากมายหลายบริษัทเกิดขึ้น ซึ่งส่วนมากจะถูกสร้างบริเวณที่มีหุบเขาพร้อมกับแม่น้ำไหลผ่านเหตุเพราะบริเวณโดยรอบๆนั้ นจะมีถ่านหินเยอะ จุดเริ่มต้นก่อนจะมาเป็นอุทยานแห่งชาตินั้นเริ่มต้นจากการเป็นเหมืองถ่านหินมาก่อน ปัจจัยหลักที่สำคัญก็คือถ่านหินบิทูมินัสตามหุบเขา ซึ่งเป็นถ่านหินที่สีดำอ่อนสามารถติดไฟพร้อมกับควันที่น้อย จึงเป็นชั้นที่โรงงานเหมืองต้องการมากที่สุด และเนื่องจากบริเวณโดยรอบนั้นประกอบด้วยหุบเขามากมาย ทำให้มีการสร้างทางรถไฟเกิดขึ้น หลังจากนั้นเหมืองขุดหลายสิบแห่งผุดขึ้นมา ตั้งแต่ช่วงปลายปีทศวรรษที่ 1800-1900 ได้มีการขุดเจาะถ่านหินหลายล้านตันจากผนังของช่องเขา แต่เบื้องหลังของการขุดเจาะก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างโหดร้าย ทางบริษัทได้ตอบแทนค่าขุดเจาะคิดเป็น 45 เปอร์เซ็นต่อตัน เฉลี่ยนักขุดเจาะระดับมืออาชีพนั้นได้ค่าแรงเฉลี่ยแค่วันละ 2 ดอลล่าห์เพียงเท่านั้น เหมืองและเมืองถ่านหินทั้งหมดในช่องเขา New River George ได้ถูกทิ้งร้างในช่วงทศวรรษ 1960 ถ่านหินมากมายถูกปลกคลุมไปด้วยพืชและพันธ์ไม้นานาชนิดทำให้ภายนอกดูน่ากลัว […]