เดินเท้าในเมือง ย่างกุ้ง ที่กลายเป็นสนามรบจากการต้านรัฐประหารของชาวเมือง

เดินเท้าในเมืองย่างกุ้ง ที่กลายเป็นสนามรบจากการต้านรัฐประหารของชาวเมือง

ในเมือง ย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ชายผู้นี้เดินเท้าไปในเส้นทางแห่งความเจ็บปวดและสูญเสีย

ย่างกุ้ง , เมียนมา – คุณจะเริ่มต้นการเดินท่องเที่ยวที่ในเมืองที่กลายเป็นสนามรบจากที่ใด

บางทีอาจจะเป็นแท่นรำลึกชั่วคราวของผู้ที่เสียชีวิต เช่นอนุสรณ์สถานรำลึกชั่วคราวของ Khant Nyar Hein

Khant Nyar Hein เป็นผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยและนักศึกษาแพทย์อายุ 17 ปี ที่ถูกตำรวจยิงจนเสียชีวิตเมื่อเดือนที่แล้วในย่านที่ชื่อว่า Tamwe ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของคนชนชั้นกลางในเมืองย่างกุ้ง เพื่อนของเด็กหนุ่มผู้นี้รีบลนลานออกจากที่กำบังเพื่อวางช่อดอกไม้อาลัยบนถนนลาดยางจุดที่เขาล้มลงและเสียชีวิต กองกำลังรักษาความปลอดภัยติดอาวุธหนักสอดส่ายสายตาเหนือกำแพงของสถานีตำรวจที่อยู่ใกล้ๆ และเพียงไม่กี่ก้าวจากจุดที่มีรอยคราบเลือด คนงานในร้านน้ำชาแห่งหนึ่งยังคงเสิร์ฟไข่และก๋วยเตี๋ยวเป็นมื้อเช้า

“ฉันก็ไม่รู้ว่าร้านจะเปิดได้อีกนานแค่ไหน” เธอพูดด้วยน้ำเสียงกระซิบราบเรียบราวกับคนนอนละเมอ “ความรุนแรงครั้งนี้คงดำเนินต่อไปจนถึงจุดสิ้นสุด ซึ่งไม่ใช่แค่ที่นี่ แต่เป็นในทุกที่ ทุกเมือง และทุกหมู่บ้าน” จากนั้น ด้วยการสะท้อนถึงมารยาทและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคนพม่า เธอรินชาให้ผมเพิ่ม

ผมเดินทางไปรอบโลกเพื่อโปรเจกต์เล่าเรื่องสารคดีที่ชื่อว่า Out of Eden Walk ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ย่างกุ้ง
นี่คือหนึ่งใน 45 จุดบนเส้นทางที่ พอล ซาโลเพก เดินเท้าเป็นระยะทางราว 16 กิโลเมตร ผ่านย่านใจกลางเมืองของย่างกุ้ง อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย ESRI

ในบางครั้ง ด้วยการใช้เทคโนโลยีจีพีเอส ผมวางแผนการเดินเท้าเพื่อเยี่ยมชมแหล่งวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ในเมืองใหญ่ๆ ตามเส้นทางที่แผ่ขยายไปในทวีป ทั้งเมืองเจดดาห์ ซาอุดิอาระเบีย, กรุงทบิลิซิ ประเทศจอร์เจีย, เมืองโกลกาตา ประเทศอินเดีย และเมืองใหญ่ หลายเมืองที่การเดินเท้าได้เผยถึงเสน่ห์ของมวลหมู่ผู้คนผ่านบรรยากาศตลาดที่ละลานตา สวนสาธารณะ และตรอกขายอาหาร แต่เมื่อผมมาถึงเมืองย่างกุ้งของเมียนมาเพื่อเตรียมอุปกรณ์และข้าวของสำหรับการเดินทางอันเชี่องช้าและกินเวลาอีกหลายปีในทวีปเอเชีย ผมก็ได้เข้าสู่โลกของความเจ็บปวดอันน่าลำบากใจอย่างไม่ได้ตั้งใจ

พลเมืองกว่า 700 คนถูกฆ่าโดยกลุ่มนายพลที่ยึดอำนาจโดยการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธุ์ที่ผ่านมา พวกเขาอ้างว่าการเลือกตั้งในปีที่แล้ว –ซึ่งพรรคการเมืองของพวกเขาพ่ายแพ้อย่างหมดรูป – ถูกโกงการเลือกตั้ง กองทัพได้กักขังผู้นำพลเรือนของประเทศที่ได้รับรางวัลโนเบลอย่างอองซานซูจี และกักขังผู้ต่อต้าน, นักกิจกรรมประชาธิปไตย, ศิลปิน, สื่อมวลชน กว่า 3,300 คน ในเวลาต่อมา คณะรัฐประหารได้เผยแพร่ภาพใบหน้าที่ถูกทุบตีของผู้ที่ถูกควบคุมตัวผ่านโทรทัศน์ ผู้เชี่ยวชาญบางท่านกล่าวว่าประเทศที่ยากจนที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้อาจเข้าสู่สภาวะรัฐล้มเหลวได้

ชาวเมืองย่างกุ้งวางดอกไม้บนจุดที่กองกำลังรักษาความปลอดภัยยิงผู้ประท้วงเมื่อเดือนที่แล้ว ภาพถ่ายโดย PAUL SALOPEK

ภายใต้สถานการณ์ที่ชวนให้ใจสลาย อาจเป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่จะดำเนินโปรเจกต์การเดินเท้าในเมืองของผม แต่ในเดือนที่แล้ว ผมตัดสินใจก้าวไปยังโลกที่ทั้งชวนและเศร้าสลดและสวยงามในเวลาเดียวกัน จากนั้น ผมได้ร่วมมือกับเพื่อนร่วมทางชาวพม่าที่ผมไม่สามารถระบุตัวตนของพวกเขาได้เพื่อความปลอดภัยในการเดินเท้าในพื้นที่ที่มีการปะทะในกรุงย่างกุ้งราว 16 กิโลเมตรเพื่อบันทึกสิ่งที่ผมพบเจอในเมืองที่มีประชากรเจ็ดล้านคน

ผลลัพธ์ที่ได้ : การเดินเท้าชมเมืองที่ไม่เหมือนกับเส้นทางการเดินเท้ารอบโลกใดๆ ซึ่งผมได้เดินทางมาแล้วกว่า 38,000 กิโลเมตร

บรรดาผู้ประท้วง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวที่มีอุดมการณ์ เฝ้าระวังแนวป้องกันถนนซึ่งสร้างอย่างเร่งรีบจากถังขยะ และตกแต่งด้วยผ้าอนามัย (ผลจากความเชื่อโบราณของชาวเมียนมาที่ผู้ชายจะสูญเสียพลังอำนาจความเป็นชายหากพวกเขาเข้าใกล้สิ่งของเครื่องใช้ของผู้หญิง; ผู้ประท้วงได้ใช้ความเชื่อนี้เป็นอาวุธต่อต้านตำรวจและทหาร)

ย่างกุ้ง, มินอ่องหล่าย, ประท้วงพม่า
ภาพถ่ายของผู้นำรัฐประหาร พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ถูกเหยียบย่ำด้วยความโกรธแค้น ภาพถ่ายโดย PAUL SALOPEK

คนขับแท็กซี่ที่รู้สึกเวทนากับกำแพงที่ดูเหมือนยุคกลางซึ่งสร้างขึ้นพร้อมกับไม่ไผ่ที่เหลาจนแหลมคม เจ้าของร้านชาวพุทธที่ต้องจมอยู่กับเศรษฐกิจที่ล่มสลายให้อาหารนกบนทางเดินเท้าที่ว่างเปล่า ซึ่งหวังว่าจะเป็นการทำบุญเพื่อช่วยเหลือตัวเขา

ถนนส่วนใหญ่อยู่ในสภาพร้างผู้คน การเดินขบวนประท้วงอันห้าวหาญที่เคยเขย่าเมืองย่างกุ้งให้สั่นไหวซึ่งเกิดขึ้นอย่างทันทีหลังการรัฐประหารตกอยู่ในช่วงการถูกปราบปรามที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน

“เรากำลังทุกข์ทรมาน เนื่องจากผู้คนต่างก็กำลังทุกข์ทรมาน” พระสงฆ์รูปหนึ่งที่ทรุดตัวใต้ร่มไม้กล่าวขึ้น ท่านกำลังผวาจากการที่ตำรวจได้ขว้างระเบิดแสง (flash-bang grenades) ในพื้นที่ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล

ประท้วงพม่า, ย่างกุ้ง
สถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่ในเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา: เมืองแห่งเครื่องกีดขวางชั่วคราวที่สร้างขึ้นโดยผู้ประท้วงที่สนับสนุนประชาธิปไตย ภาพถ่ายโดย STR, AFP/GETTY

ในการเดินทางที่เต็มไปด้วยความกลัว ความโกรธ ความบริสุทธิ์ ความขมขื่น และความเจ็บปวด ย่างกุ้งดูกลายเป็นเมืองอัมพาตเนื่องจากการเฝ้ารอคอย ไม่มีผู้ใดรู้ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นต่อไป ผมเดินเตร็ดแตร่ไปบนถนนที่ถูกทอดทิ้งและถูกทาสีโดยกลุ่มผู้ประท้วงเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า ‘เราต้องการประชาธิปไตย’ (WE WANT DEMOCRACY) ในบรรยากาศของเมืองย่างกุ้งที่มีการปิดประตูบ้านเรือนเอาไว้ ผมไม่มีทางรู้เลยว่าจะมีสิ่งใดรออยู่ในอนาคตอันใกล้

คลิกเพื่อชมทางเดินทางเสมือน (virtual tour) ของเมืองย่างกุ้งได้ที่นี่

เรื่อง PAUL SALOPEK 


อ่านเพิ่มเติม “ฉันทำสิ่งนี้เพื่อประชาธิปไตย” – เสียงจากผู้ประท้วงในเมียนมา

ผู้ประท้วงในเมียนมา

เรื่องแนะนำ

ชมภาพอันน่าขนลุกภายในเมืองร้างกลางทะเลทรายที่นามีเบีย

ทะเลทรายนามิบในสภาพที่แห้งแล้งยังคงรักษาการตกแต่งของเมืองในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เอาไว้ได้ แต่กองทรายที่ถาโถมเข้ามาในเมืองได้กลืนกินสิ่งต่างๆ ที่หลงเหลืออยู่ ที่ประเทศ นามีเบีย ในเมืองโคลมานสค็อพ (Kolmanskop) ทรายที่ปกคลุมตึกรามบ้านช่องที่เคยเป็นเหมืองเพชรเก่าดึงดูดนักท่องเที่ยวนับพัน วอลเปปอร์สีสันสดใสหลุดร่อนออกจากผนัง กองทรายไหลท่วมบรรดาซากบ้านเรือนที่ปรักหักพัง นี่คือภาพของเมืองโคลมานสค็อพ เมืองร้างกลางทะเลทรายนามิบในบริเวณแอฟริกาตอนใต้ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม “เขตต้องห้าม” ในประเทศ นามีเบีย โดยสาเหตุที่ทำให้โคลมานสค็อพมีสภาพเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดเช่นเดียวกับสภาพของเมืองในปัจจุบัน เรื่องราวของเมืองที่แสนเจ็บปวดและน่าประหลาด เย็นวันหนึ่งในปี 1908 ในขณะที่คนงานการรถไฟชาว นามีเบีย นาม Zacherias Lewala กำลังขุดดินเพื่อปรับเส้นทางรางรถไฟและเกลี่ยเนินทราย เขาได้พบก้อนหินจำนวนหนึ่งเปล่งประกายในยามที่แสงธรรมชาติรอบตัวของเขามืดสลัว นายจ้างชาวเยอรมันของ Lewala บอกว่านี่คือเพชร อัญมณีที่มีมูลค่า แต่ Lewala ก็ไม่ได้รับรางวัลใดๆ จากการบอกข่าวดีนี้ให้กับเจ้านายของเขา เวลาต่อมา บรรดาผู้สำรวจแร่ได้แห่กันเข้ามาที่เมืองนี้ ในปี 1912 เมืองนี้ก็เจริญขึ้น และสามารถผลิตเพชรได้นับล้านกะรัตต่อปี ซึ่งเป็นอัตราส่วนร้อยละ 11.7 ของการผลิตเพชรทั้งหมดบนโลกในเวลานั้น โคลมานสค็อพกลายเป็นเมืองหรูหรากลางทะเลทรายอันเวิ้งว้าง ภายในเมืองมีทั้งร้านขายเนื้อ ร้านขายขนมอบ ที่ทำการไปรษณีย์ และโรงน้ำแข็งที่ผลิตจากน้ำสะอาดที่ขนส่งมาทางรถไฟ คนยุโรปมากมายย้ายเข้ามาทำงานในเมืองนี้และบริโภคพลังงานไฟฟ้าอย่างบ้าคลั่ง นอกจากนี้มีเรื่องเล่าว่า ครอบครัวหนึ่งได้เลี้ยงนกกระจอกเทศเพื่อข่มขวัญชาวเมือง และใช้มันลากรถลากเลื่อนบนหิมะในคืนวันคริสต์มาส แต่ความเจริญของเมืองนั้นไม่ยั่งยืน […]

TOHOKU เป็นอยู่อย่างเป็นสุข ทริปท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับธรรมชาติและหัวใจ

โทโฮคุ (Tohoku) ภูมิภาคแห่งความอิ่มใจที่รอให้ผู้คนเข้าไปค้นพบ สัมผัส และซึมซับคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติแบบรอบด้าน ถ้ายังจำกันได้ ช่วงที่การเดินทางข้ามประเทศยังเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่พาพวกเราก้าวข้ามออกจากชีวิตแสนจำเจไปสู่โลกใบใหม่  ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของคนไทย และเทรนด์การท่องเที่ยวญี่ปุ่นก็เติบโตไปพร้อมกับแนวโน้มที่ว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยเริ่มมองหาสถานที่นอกแผนที่ท่องเที่ยว ที่มอบประสบการณ์แปลกใหม่ ทั้งจากสถานที่สวยงามแปลกตา ค้นหาแหล่งต้นกำเนิดวัตถุดิบเลอค่า หรือทำความเข้าใจการใช้ชีวิตแบบญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้งมากขึ้นกว่าที่เคย ระหว่างทางจากโตเกียวมุ่งหน้าขึ้นสู่ฮอกไกโด (Hokkaido) เป็นที่ตั้งของโทโฮคุ ภูมิภาคแห่งวิถีความเป็นอยู่ของผู้คนกับกิจวัตรที่ยังคงความสัมพันธ์กับทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ที่รายล้อมในทุกมิติของชีวิต มนต์ขลังแห่งความสงบและงดงามนี่เองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยให้เข้าไปเปิดแผนที่เที่ยวชม จนทำให้ปี 2562 จำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปยังโทโฮคุเพิ่มขึ้นถึง 48% จากปีก่อนหน้า ใบไม้เปลี่ยนสี อนเซ็นส่วนตัว ซัปบอร์ดกับฉากหลังตื่นตา ฟาร์มสเตย์ของเกษตรกร และอีกเรื่องราวอีกมากมายของโทโฮคุล้วนเกี่ยวพันกับธรรมชาติทั้งสิ้น และเราเชื่อว่าธรรมชาติ จะเป็นสื่อกลางที่สร้างความหมายบทใหม่ให้กับชีวิตผ่านการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนที่เกื้อกูลกับทั้งคน สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม   ทัศนียภาพ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจภูมิประเทศของภูมิภาคโทโฮคุกันก่อน โทโฮคุแบ่งเป็นสองส่วน คือส่วนเหนือ – อาโอโมริ (Aomori) อาคิตะ (Akita) อิวาเตะ (Iwate) และส่วนใต้ – ยามากาตะ (Yamagata) มิยากิ (Miyagi) ฟุกุชิมะ (Fukushima) กินพื้นที่ถึง […]

ลอดหนึ่งถ้ำ ย่ำหนึ่งน้ำตกในกาญจนบุรี สองเส้นทางที่ไม่ง่ายนัก แต่ไม่ยากเกินไปถ้าใจถึง

ถ้าวัดระดับความยากของการเดินทางไปยังถ้ำเสาหิน ที่ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติลำคลองงู และน้ำตกผาแตก ที่ตั้งอยู่ อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ เรื่องระยะทางอาจไม่ไกลเท่าการเดินขึ้นเขาสันหนอกวัว เขาช้างเผือก หรือเขากำแพง ก็จริง แต่ใช่ว่าจะง่ายหรือเดินสบายแต่อย่างใด ถึงกระนั้น แม้ระดับความโหดคือน้อง ๆ ของสามยอดเขาสูงข้างต้น แต่ความสวยงามได้เป็นสองรองใครเสียที่ไหน ซึ่งทั้งสองเส้นทางนี้ ทุกคนต้องเผื่อเวลาเอาไว้ 2 วัน 1 คืน เป็นอย่างน้อย อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ถ้ำเสาหิน อุทยานแห่งชาติลำคลองงู อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ก่อนไปถ้ำเสาหิน สิ่งแรกคือต้องเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมเปียก ไม่ต้องขนหรือแบกอะไรไปนอกจากไฟฉายกันน้ำคาดหัว เพราะเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ทุกคนต้องใส่เสื้อชูชีพลอดถ้ำ ว่ายน้ำผ่านกระแสน้ำเย็นไหลเชี่ยวเพื่อไปพิชิตเสาหินภายในถ้ำ ซึ่งเป็นเสาหินปูนความสูงประมาณ 62.5 เมตร ที่นับว่าเป็นเสาหินสูงที่สุดในประเทศไทยและสูงที่สุดในโลก ใครไม่ชอบมูลค้างคาว กลัวความมืด ไม่อยากลื่นล้มเจ็บตัว หรือเจอคมหินบาด ที่นี่อาจไม่เหมาะ ที่สำคัญเหมาะกับผู้ที่มีอายุระหว่าง 15 – 60 ปีที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และสามารถว่ายน้ำได้ ระดับความยาก: ยากรองลงมาจากการเดินขึ้นเขา เพราะระยะทางการเดินไป-กลับยาวประมาณ 7 กิโลเมตร ใช้เวลาเฉพาะในการเดินเท้ารวม ๆ ประมาณ […]

The Jumper : เด็กโดดแห่งสังขละบุรี

เรื่องและภาพ วีรวัฒน์  เวียงไชย (รางวัลชมเชยโครงการ 10 ภาพเล่าเรื่องปี 7) หนึ่งในจุดหมายปลายทางในฝันของนักท่องเที่ยวมักจะมี อ. สังขละบุรี จ. กาญจนบุรี อยู่ในรายการด้วยเสมอ  นอกจากวัฒนธรรมอันหลากหลายของชาวไทยหลากเชื้อชาติในท้องถิ่นแล้ว นักท่องเที่ยวยังเดินทางมาเพื่อสัมผัสกับอากาศที่เย็นสบาย วิวของเขื่อนวชิราลงกรณ์ และการกระโดดสะพานมอญของเด็กโดดแห่งสังขละบุรี ในขณะที่เด็กไทยเชื้อสายมอญบางส่วนแต่งชุดประจำถิ่น อาสาเป็นไกด์บรรยายประวัติความเป็นมาของสะพานมอญหรือสะพานอุตตมานุสรณ์และเมืองสังขละบุรี แต่ยังมีเด็กชายล้วนอีกกลุ่มหนึ่งอาศัยความกล้าเพื่อกระโดดจากสะพานมอญซึ่งสูงหลายสิบเมตรเพื่อเรียกเสียงฮือฮาจากนักท่องเที่ยว  ทั้งหมดสวมเฉพาะกางเกงและปราศจากอุปกรณ์ป้องกันตัวเมื่อกระโดดจากที่สูงลงสู่พื้นน้ำข้างล่างที่มีเรือแล่นผ่านไปมาไม่ขาดสาย  นอกจากคำถามต่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของเด็กๆ ที่แลกกับการท่องเที่ยวแล้ว วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปเพราะรายได้พวกเขา เช่น การขาดเรียน การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย การทะเลาะวิวาท ใช้ยาเสพติด ฯลฯ ยังทำให้เกิดข้อสงสัยต่ออนาคตของพวกเขาเองด้วย