วัดปรางค์หลวง ชมพระปรางค์เอนแห่งเมืองนนท์ - National Geographic Thailand

วัดปรางค์หลวง ชมพระปรางค์เอนแห่งเมืองนนท์

เที่ยว วัดปรางค์หลวง ชมพระปรางค์เอนแห่งเมืองนนท์

จังหวัดนนทบุรีนั้นเป็นแหล่งชุมชนชาวสวนที่เชื่อกันว่ามีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ด้วยความที่เป็นหัวเมืองที่อยู่ใกล้กรุงศรีอยุธยาที่สุด ทำให้การอพยพย้ายถิ่นฐานมาเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวก เมื่อมีชุมชนก็ต้องมีวัด เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธด้วย เมืองนนท์เองก็จัดได้ว่ามีวัดมากที่สุดอีกจังหวัดหนึ่ง จากข้อมูลทะเบียนวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติพบว่ามีถึง 195 วัดทีเดียว และหนึ่งในนั้นคือ วัดปรางค์หลวง

นนทบุรีถือเป็นเมืองที่มีบทบาทต่อกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีเส้นทางออกสู่ทะเล นอกจากนี้ก็ยังมีเมืองธนบุรี เมืองนครชัยศรี เมืองสาครบุรี เมืองสมุทรสงคราม เมืองเพชรบุรี เมืองราชบุรี และเมืองสมุทรปราการ โดยเรียกกลุ่มหัวเมืองเหล่านี้ว่า “ปากใต้” ที่ไม่ใช่ “ปักษ์ใต้” นั่นคือเมืองที่อยู่ทางตอนใต้ของกรุงศรีอยุธยา และถือเป็นกลุ่มหัวเมืองที่มีหน้าที่ผลิตและจัดหาอาหารทะเลส่งเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาอีกด้วย

วัดปรางค์หลวง, สถานที่ท่องเที่ยว, วัดไทย, วัด, นนทบุรี

วัดปรางค์หลวง วัดเก่าแก่ที่สุดในเขตปริมณฑล

วัดปรางค์หลวงตั้งอยู่ในอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี นับเป็นวัดเก่าแก่ที่สุดในเขตปริมณฑล เชื่อกันว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น (พ.ศ. 1893 –  1991) ปัจจุบันกรมศิลปากรได้เข้ามาบูรณปฏิสังขรณ์จนงดงาม เดิมทีวัดแห่งนี้มีชื่อว่า “วัดหลวง” ต่อมาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 10  ได้ประทานชื่อใหม่เป็น “วัดปรางค์หลวง”

โบราณสถานสำคัญที่ควรมาชมคือ “ปรางค์ประธาน” ผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะแบบอยุธยาจึงไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ในส่วนของข้อมูลนั้นมีแหล่งที่มาหลากหลาย ทั้งจากการบอกเล่าสืบกันมาจากชุมชนว่าวัดนี้สร้างในปี พ.ศ. 1890 แต่จากข้อมูลในหนังสือประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม 2 ระบุว่าสร้างเมื่อปี พ.ศ. 1904 ซึ่งโดยรวมแล้วก็พอจะบ่งชี้ได้ว่าวัดปรางค์หลวงสร้างในสมัยอยุธยาตอนต้น

วัดปรางค์หลวง, สถานที่ท่องเที่ยว, วัดไทย, วัด, นนทบุรี

พระปรางค์เอนแห่งเมืองนนท์

เพียงแค่ได้เห็นปรางค์ประธาน (เจดีย์ทรงปรางค์) ครั้งแรก ผมก็รับรู้ได้เลยว่า ถ้าพระปรางค์ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์เช่นอดีตคงมีความสวยงามมาก สิ่งที่บ่งบอกว่าปรางค์ประธานองค์นี้น่าจะเป็นสิ่งก่อสร้างในสมัยอยุธยาตอนต้นก็คือรูปแบบการก่อสร้างซึ่งเป็นศิลปะขอม อาณาจักรขอมได้แผ่ขยายอิทธพลเข้ามาในแผ่นดินสยามโดยมีลพบุรีเป็นจุดศูนย์กลางสำคัญ ต่อมาในสมัยสุโขทัยขอมยังคงเรืองอำนาจอยู่ การสร้างบ้านเมืองจึงมีผังเป็นสี่เหลี่ยมมุมฉาก และมีคูน้ำคันดินล้อมรอบ ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวจากสมัยสุโขทัยมาสมัยอยุธยาทำให้การก่อสร้างบ้านเมืองหรือวัดยังติดรูปแบบของทางขอม พูดง่ายๆ ว่ายังไม่มีสไตล์ของตัวเองที่ชัดเจน อย่างปรางค์ประธานองค์นี้คือเป็นแบบขอมโบราณที่เคยมีอิทธิพลต่อลพบุรี ไม่ใช่แบบเขมรที่เป็นเขมร ปัจจุบันยอดปรางค์มี 6 ชั้น ดูรวมๆ แล้วคล้ายปราสาทขอม พระปรางค์ที่มีรูปแบบคล้ายกันก็เช่น วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

วัดปรางค์หลวง, สถานที่ท่องเที่ยว, วัดไทย, วัด, นนทบุรี

องค์พระปรางค์มีซุ้มจระนำทั้งสี่ด้านปิดทึบ เป็นซุ้มที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางประทับยืน ปางอุ้มบาตร ปางประทานอภัยด้วยพระหัตถ์ซ้าย ปางถวายเนตร  สังเกตที่พระพักตร์มีรูปทรงออกแป้นๆ เกือบสี่เหลี่ยม ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งที่คล้ายกับพระพุทธรูปศิลปะขอม ศักดิ์ชัย สายสิงห์ (2556, หน้า  288 – 289) ได้กล่าวถึงพระพุทธรูปปูนปั้นยืนนี้ว่า ปางดังกล่าวไม่ค่อยนิยมนำมาประดับปรางค์สมัยอยุธยามาก่อน แต่กลับพบที่ทางเหนือคือสุโขทัย – ล้านนา เช่น พระพุทธรูปดุนแผ่นทองจังโกบนองค์ระฆังของพระธาตุหริภุญชัย ซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 20

นี่คือข้อสันนิษฐานจากรูปแบบสถาปัตยกรรม แต่ยังมีข้อมูลจากหลายแหล่งที่มีข้อมูลไม่ตรงกันนักว่าถ้าดูองค์พระปรางค์แยกส่วนก็จะบอกได้ว่าแต่ละส่วนควรอยู่ในยุคสมัยใด แต่ถ้าเอาทั้งหมดมารวมกันบ้างก็ว่าวัดปรางค์หลวงนี้น่าจะอยู่ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 21 สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ด้วยเหตุผลที่ว่าพระองค์ทรงเคยเสด็จไปประทับที่เมืองพิษณุโลกในปี พ.ศ. 2006 จึงได้รับอิทธิพลจากศิลปะทางเหนือพร้อมทั้งช่างกลับมาก็เป็นได้

ปัจจุบันพระปรางค์องค์นี้มีลักษณะเอนอันเนื่องมาจากดินทรุด ซึ่งผมว่าทำให้ดูสะดุดตา และพลอยทำให้นึกไปถึงหอเอนแห่งเมืองปิซาที่มีอายุไล่เลี่ยกัน

พระอุโบสถ

พระอุโบสถเก่าที่สร้างมาคู่กับองค์พระปรางค์ โดยสร้างตามคติความเชื่อและตามระเบียบของวัดในสมัยอยุธยาที่มีปรางค์ประธานเป็นที่ตั้งหลักของวัด มีอุโบสถอยู่ด้านหน้าหรือทางทิศเหนือนั่นเอง ด้วยพระอุโบสถหันหน้าไปทางทิศเหนือ แกนทิศหลักของวัดจึงเป็นเหนือ – ใต้ ซึ่งต่างจากวัดทั่วไปที่เจดีย์ประธานและวิหารอุโบสถจะเรียงตามแนวทิศมงคลคือ ตะวันตก – ตะวันออก ภายในพระอุโบสถเก่านั้นประดิษฐาน “หลวงพ่ออู่ทอง” พระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทองปางมารวิชัย หน้าตัก 9 คืบ ปัจจุบัน องค์พระประธานรอการปิดทองอีกครั้งเนื่องจากได้รับความเสียหายในช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่ทำให้องค์พระระเบิด จึงต้องมีการซ่อมแซม

วัดปรางค์หลวง, สถานที่ท่องเที่ยว, วัดไทย, วัด, นนทบุรี

ใบเสมาที่หน้าอุโบสถเป็นหลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่มีความเก่าแก่ และทำให้เชื่อได้ว่ามีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น เพราะใบเสมาแบบนี้มักเป็นที่นิยมและมีให้เห็นที่พิษณุโลก สุโขทัย เป็นใบเสมาที่อยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 – 21   สลักจากหินชนวนสีเทา เดิมอยู่ครบแต่เกิดชำรุดเสียหายจากการเข้าปรับปรุงพื้นที่ ตอนนี้เหลืออยู่หนึ่งอันที่สมบูรณ์ที่สุด ส่วนรอบอาคารพระอุโบสถเป็นกำแพงเก่าที่ดูจากหลักฐานแล้วกำแพงเดิมน่าจะสูงใหญ่มาก เพราะดูจากความหนาของกำแพง นี่คือเทคนิคการก่อสร้างอย่างหนึ่งที่ได้รับอิทธพลมาจากทางโลกตะวันตก อย่างเช่น ตึกพระเจ้าเหาที่อยู่ในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี วัดพุทไธศวรรย์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็มีกำแพงหนาและสูงเช่นกัน

นี่เป็นเพียงข้อมูลบางส่วนที่พอสืบค้นได้ จะตรงและจริงแค่ไหนนั้นตอบยาก เพราะแต่ละข้อมูลก็มีเหตุผลอ้างอิงอธิบายรับรองไว้ สำหรับผมขอแค่เพียงมีเวลาเดินชมแล้วนำข้อมูลมาประกอบการชมอย่างเข้าใจก็พอใจแล้ว

วัดปรางค์หลวง, สถานที่ท่องเที่ยว, วัดไทย, วัด, นนทบุรี

ช่วงนี้การเดินทางท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆ อาจไม่สะดวกนัก โดยเฉพาะต่างประเทศ ยิ่งเป็นประเทศอิตาลีด้วยแล้วน่าจะยังอีกนาน ดังนั้นหากคุณผู้อ่านท่านใดมีแผนจะเดินทางไปชมหอเอนแห่งเมืองปิซา ประเทศอิตาลีแล้วละก็ ผมว่าลองแวะไปชมพระปรางค์เอนแห่งเมืองนนท์ก่อนเป็นไง พระปรางค์องค์นี้ใช้เวลานานกว่าห้าร้อยปีถึงจะเอนนะครับ ส่วนหอเอนแห่งเมืองปิซานั้นสร้างเสร็จปุ๊บก็เอนเลย แสดงให้เห็นถึงความสามารถของช่างไทยว่าเก่งไม่แพ้ใครเลยละ

เรื่อง: ไตรรัตน์ ทรงเผ่า
ภาพถ่าย: เอกรัตน์ ปัญญะธารา


ข้อมูลอ้างอิง

อยุธยาในย่านกรุงเทพฯ โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ประภัสสร์ ชูวิเชียร

ยอดปรางค์ 6 ชั้นตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนาที่ว่าสวรรค์มี 6 ชั้น


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เทคนิคพาลูกเที่ยวในช่วงวันหยุด

เรื่องแนะนำ

การขี่ม้า ร่องรอยทางวัฒนธรรมที่เหลืออยู่บนเกาะสวรรค์

พบกับ คนเลี้ยงม้ารุ่นสุดท้าย แห่งดินแดนเฟรนช์โพลินีเซีย ที่ยังคงรักษา การขี่ม้า ที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานให้คงอยู่บนเกาะที่พวกเขาเรียกว่าบ้าน เป็นเวลากว่าศตวรรษ ที่ชาวมาร์เคซันได้รักษามรดกทางธรรมชาติของพวกเขาเอาไว้ รวมไปถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์อย่าง การขี่ม้า เกาะมาร์เคซัสเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนเฟรนช์โพลินีเซีย ที่นี่ คุณจะไม่พบบังกะโลที่สร้างอยู่เหนือผิวน้ำ หรือลากูนสีเทอร์ควอยส์ อยู่บนเกาะทั้ง 12 เกาะ หกเกาะจากทั้งหมดยังไม่มีมนุษย์อยู่อาศัย ภาพภูเขาสีเขียวครึ้มตัดกับสีน้ำทะเลเป็นทัศนีภาพอันโดดเด่นของเกาะมาร์เคซัส นอกจากมรดกทางธรรมชาติอันล้ำค่าแล้ว ชาวมาร์เคซันยังคงรัษาประเพณีท้องถิ่นไว้อย่างดี ทั้งเรื่องการสักลาย การเต้นรำ ภาษา และการขี่ม้า ม้าได้ถูกนำเข้ามายังเกาะอัวฮูกาในช่วงกลางศตวรรษที่สิบเก้า เป็นของขวัญจากพลเรือเอก Abel Dupetit-Thouars ชาวฝรั่งเศส ที่นำม้ามาจากชิลี ชาวเกาะได้ดูแลเลี้ยงม้าเป็นอย่างดี และใช้ม้าเป็นยานพาหนะเดินทางบนเกาะ ม้ายังช่วยส่งเสริมการล่าสัตว์ป่าของชาวเกาะให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น ทั้งหารล่าแพะและหมูป่า ซึ่งพวกเขานำมาปรุงเป็นอาหารด้วยกรมมวิธีท้องถิ่นที่ทำให้เนื้อสัตว์สุกอย่างช้าๆ ด้วยการอบร้อนในเตาที่ฝังไว้ใต้ดิน หรือที่เรียกว่า อูมู (ชมภาพการปรุงอาหารแบบท้องถิ่นได้ ที่นี่) นอกจากเนื้อสัตว์ที่ล่ามาได้ ชาวเกาะยังมีอาหารประเภทอื่นให้เลือกสรรทั้งผลไม้ อย่างมะพร้าว มะม่วง และผลไม้เขตร้อนชนิดต่างๆ รวมถึงวัตถุดิบจากท้องทะเล ชาวมาร์เคซัน “มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีโดยไม่ต้องพึ่งพาแผ่นดินใหญ่” Julien Girardot ช่างภาพ เล่าและเสริมว่า ทุกวันนี้ ด้วยการพัฒนาของถนนและการเข้ามาของรถยนต์ “ชาวมาร์เคซันส่วนใหญ่ขับรถกระบะสัญชาติญี่ปุ่นไปจ่ายตลาด […]

มาลาปัสกัว หมู่เกาะแห่งความฝันในทะเลฟิลิปปินส์

ความงามที่ล่ำลือใต้ท้องทะเลรอบเกาะ มาลาปัสกัว ดึงดูดให้เราอยากไปชมความงามด้วยตาตัวเองสักครั้ง การเดินทางสู่… มาลาปัสกัว เรื่อง : ชุตินันท์ โมรา ภาพ : ชุตินันท์ โมรา และพลพิชญ์ คมสัน พวกเรานั่งเครื่องบินมาลงที่เกาะเซบู เกาะรูปร่างยาวๆ ตั้งอยู่ท่ามกลางบรรดาหมู่เกาะแห่งประเทศฟิลิปปินส์ ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ประกอบขึ้นด้วยเกาะจำนวนหลายพันเกาะ ร่องน้ำที่พาดระหว่างเกาะหลายแห่งมีความลึกระดับหลายร้อยเมตร เกาะ มาลาปัสกัว อยู่ถัดออกมาจากส่วนเหนือสุดของเกาะเซบู การเดินทางไปให้ถึงต้องนั่งรถผ่านถนนชนบท เลาะไปตามหมู่บ้านต่างๆ ตลอด 5 ชั่วโมง แล้วเดินทางต่อด้วยเรืออีกประมาณ 20 นาที เพื่อข้ามไปให้ถึงเกาะเล็กๆ ที่เป็นจุดหมายโลกใต้ทะเลที่นี่ดึงดูดพวกเราด้วยชื่อเสียงของฉลามหางยาวฉลามลึกลับ ที่อาศัยอยู่ในน้ำลึกเกินกว่า 100 เมตร และมีความยาวของหางเกือบเท่าความยาวของตัว โรงอาบน้ำของฉลาม ความลับของหางที่เหมือนแส้นั้น เพิ่งถูกเปิดเผยเมื่อไม่กี่ปีก่อน มีคนถ่ายคลิปฉลามใช้หางต้อนปลาเหมือนคาวบอยไล่ต้อนฝูงแกะ เมื่อได้จังหวะก็ฟาดให้เหยื่อสลบก่อนจะว่ายวนกลับมากิน เราเปิดคลิปนี้ดูหลายรอบด้วยความทึ่ง หางแส้เรียวยาวของฉลามเคลื่อนไหวพริ้วอยู่ในน้ำ แค่การสะบัดตัวนิดเดียวหางแส้ก็สะบัดตามเหมือนกับคาวบอยในหนังที่เคยได้ดู การดูผ่านจอไม่เหมือนกับการพบหน้าจริง คล้ายกับการคุยเฟซไทม์กับคนรู้จัก ซึ่งให้ความรู้สึกต่างกับการนั่งคุยในห้องเดียวกัน การสั่นสะเทือนของน้ำที่เราสร้างไหลไปถึงฉลาม และการสะบัดหางของฉลามก็ส่งกลับมาถึงเรา เรามาที่นี่เพราะอยากพบกับฉลามหางยาวด้วยตัวของเราเอง ภูเขาใต้ทะเลยอดตัดซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเกาะ เป็นจุดแอบดูฉลามหางยาวที่ดีที่สุด ยอดตัดด้านบนแบนราบมีความลึกประมาณ 20 […]

SLOW BUT SURE พักเยอะก็เห็นเยอะ

หากอยากแบกเป้ขึ้นเขาเข้าป่าแต่ไม่แน่ใจในความฟิตของร่างกาย กับการที่ต้องไปเจอกับทางขึ้นเขาที่ทั้งยาวทั้งชัน อย่าเพิ่งถอดใจไปครับ ลองกระตุ้นความต้องการเดินทาง ด้วยการจินตนาการถึงตัวเองที่กำลังอยู่บนยอดเขาสูงกับวิวกว้างสุดลูกหูลูกตา อาจพอช่วยฉุดความอยากลากสังขารให้ออกไปใช้ชีวิตกลางแจ้งมากขึ้น ไม่ต้องกังวลกับความเหนื่อยล้า เพราะเราจะค่อย ๆ เดินไป โดยปฏิเสธความรีบเร่งทั้งปวง เราจะพักกันเท่าที่เราอยากพัก อย่างน้อยที่สุดการเคลื่อนที่ไปอย่างช้า ๆ มันก็ทำให้เราเห็นนั่นเห็นนี่ข้างทางได้มากกว่าคนอื่น… ต้นทาง จุดที่เรานั่งพักจุดแรกเป็นบริเวณน้ำตกเล็ก ๆ เรียกว่า“ห้วยทองหลาง” ที่นี่คือทำเลที่เหมาะสำหรับมื้อกลางวัน ช่วงเวลานี้อาหารร้านดังที่มีดาวการันตีจากสำนักไหนก็ไม่เด็ดเท่าข้าวเหนียวหมูย่าง นี่คือที่สุด!!! ความสดชื่นจากการได้ล้างหน้าล้างตัวด้วยน้ำเย็น ๆ ในลำธารเหมือนเป็นการชาร์จแบตได้สักหน่อย หากมีภาชนะเหลือแนะนำให้เติมน้ำตรงนี้ไปใช้ต้มประกอบอาหารเพราะนี่คือจุดสุดท้ายที่เราจะเจอลำธาร พี่เจ้าหน้าที่บอกพวกเราว่าลำธารสายนี้คือส่วนหนึ่งของแม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแม่กลองเชียวนะ นี่แหละครับเรื่องน่าทึ่งตั้งแต่ยังไม่ถึงยอดดอย   ระหว่างทาง จะว่าไปในความช้าและพักบ่อยก็มีประโยชน์ มันทำให้ได้เห็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างทางมากขึ้น ได้เห็นดอกไม้ป่าเล็ก ๆ จากการก้มหน้าหอบหายใจ ได้เห็นยอดไม้กับก้อนเมฆตอนแหงนหน้าดื่มน้ำ ช่วงเวลานี้ต้องขอบคุณเทคโนโลยีที่เรียกว่าสมาร์ตโฟน ที่ทำให้เราถ่ายภาพได้ทันทีแบบไม่ยั้ง ไม่ต้องมาคิดมากว่าภาพจะดีหรือไม่ แตกต่างจากสมัยใช้กล้องฟิล์มลิบลับ จะกดชัตเตอร์แต่ละทีก็เกรงใจกลัวฟิล์มจะหมด ภาพที่เห็นตรงหน้าตอนนี้ทุกอย่างดูน่าสนใจไปซะหมด ในแต่ละจุดพักเราใช้เวลากับมันประมาณหนึ่ง จากความช้ากลายเป็นความรื่นรมย์ทำให้ข้างทางน่าสนใจขึ้นกว่าเดิม ไอ้นั่นก็ดีไอ้นี่ก็สวย “ถึงที่หมายช้าก็เพราะแวะถ่ายรูประหว่างทาง” นี่คือข้ออ้างแบบมีฟอร์มแทนที่จะบอกความจริงว่าเหนื่อยพักบ่อยไม่ค่อยฟิต “ถึงจะช้าแต่ก็ชิลล์นะครับ” ผมว่า สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมตอนนี้ไม่ใช่แค่ใบไม้ แต่มันคือความงามตามธรรมชาติแบบมีหลักการ […]

งานวิ่งเทรล “โคลัมเบีย เทรล มาสเตอร์ 2019”

งาน “โคลัมเบีย เทรล มาสเตอร์” ถือเป็นงานที่นักวิ่งสายเทรลต้องไม่พลาด เพราะได้รับการยอมรับว่าเป็น งานวิ่งเทรล ที่ดีที่สุดในเมืองไทย สำหรับการจัด งานวิ่งเทรล ในปีนี้ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ได้รับเกียรติให้ร่วมวิ่งในระยะทาง 11 กิโลเมตร ที่จัดขึ้นเป็นพิเศษให้สื่อมวลชน นักกีฬา และผู้โชคดีจากทางบ้าน ได้ลองวิ่งสำรวจเส้นทางที่จะจัด ณ สวนละไม อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง การวิ่งสำรวจเส้นทางในครั้งนี้ถือว่ามีความพิเศษมาก เพราะมีผู้ร่วมวิ่งด้วยกันเพียงยี่สิบกว่าคนเท่านั้น และถือเป็นการแนะนำเส้นทางวิ่งเทรลที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย หากคุณเบื่อที่จะวิ่งตามท้องถนนหรือสวนสาธารณะ ผมว่าการวิ่งเทรลก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจทีเดียว แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่าการวิ่งรูปแบบนี้ร่างกายจะต้องพร้อมจริงๆ เพราะเส้นทางการวิ่งตลอด 11 กิโลเมตร เป็นแบบขึ้นเขาลงเขา ต้องใช้เวลาวิ่งมากกว่าปกติ (ประมาณสองชั่วโมงสำหรับคนทั่วไป) อุปกรณ์ที่นำติดตัวไปก็ต้องพร้อมเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นกระติกน้ำ เป้น้ำดื่ม เกลือแร่ หรือเจลให้พลังงาน ที่สำคัญคือรองเท้าสำหรับวิ่งเทรลดีๆ สักคู่ เพียงเท่านี้ก็จะทำให้คุณสนุกหรรษาไปกับเส้นทางธรรมชาติที่ไม่สามารถวิ่งเข้าไปได้โดยลำพัง แต่เชื่อเถอะว่าถ้าคุณได้ลองสักครั้งแล้วจะติดใจ ใครเป็นสายวิ่งเทรลเพื่อสะสมแต้มไปวิ่งสนามอัลตร้าแล้ว ยิ่งต้องมาร่วมงานนี้ เพราะที่นี่เป็นสนามที่มีการเก็บแต้มด้วย ส่วนถ้าใครยังไม่พร้อมจะวิ่ง จะมาร่วมสังเกตการณ์ดูลาดเลากันก่อนก็ได้ งานโคลัมเบีย เทรล มาสเตอร์ 2019 […]