เพราะภาพยนตร์... ทำให้ฉันต้องออกเดินทาง - National Geographic Thailand

เพราะภาพยนตร์… ทำให้ฉันต้องออกเดินทาง

บันทึกจากใจยาซุโกะ คานาซาวะ สาวญี่ปุ่นผู้ตกหลุมรักประเทศไทย

ฉันชื่อ ยาซุโกะ คานาซาวะ เกิดที่เมืองโตเกียวแต่ไปเติบโตที่จังหวัดชิบะ ช่วงชีวิตที่อยู่ในญี่ปุ่น ฉันทำงานในวงการบันเทิง จนกระทั่งเมื่อถึงจุดอิ่มตัว ฉันตัดสินใจแต่งงานและมีลูกชาย 1 คนค่ะ ตอนนี้ฉันพำนักอยู่ที่ประเทศไทยในฐานะนักท่องเที่ยวและนักเรียนที่หลงใหลเสน่ห์ของเมืองไทยจนยากจะถอนตัว

เพื่อนคนไทยตั้งชื่อให้ฉันว่า “บัว” เพราะหวังดีอยากให้มีชื่อไทยอย่างคนอื่นเขาและจะได้เรียกง่ายๆ ด้วย จุดเริ่มต้นการเดินทางของฉันเกิดจากการดูภาพยนตร์เมื่อ 7 ปีก่อน เรื่อง “The Beach” และ “Sayonara Itsuka” สองเรื่องนี้ถ่ายทำในประเทศไทย แม้ต่างกันโดยเนื้อหา แต่เหมือนกันในความสวยงามของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฉันหลงรักประเทศไทยแทบจะทันทีที่ดูจบ พอได้เห็นธรรมชาติในประเทศไทยแล้วมันเหมือนกระตุ้นการเดินทางขึ้นมาทันใด นอกจากนี้ยังมีวัดสวยๆเต็มไปหมด ที่ญี่ปุ่นไม่ค่อยมีให้เห็นมากนัก ทะเลที่ประเทศไทยก็สวยมาก อีกอย่างการเดินทางจากญี่ปุ่นมาประเทศไทยใช้เวลาเพียงแค่ 6 ชั่วโมงเท่านั้น รู้สึกว่าไม่ไกลกันเท่าไร

นับถึงตอนนี้ฉันเดินทางมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทย 18 ครั้งแล้ว ในแต่ละครั้งที่มาก็ชอบมาคนเดียว ฉันคิดว่ามันทำให้เราได้ประสบการณ์แปลกๆใหม่ๆ อีกอย่างหากเราต้องรอคนอื่น บางครั้งถ้าเวลาไม่ตรงกันก็ทำให้เสียโอกาสในการเดินทาง ฉันจึงเลือกทำอะไรคนเดียวมาโดยตลอด ทั้งเที่ยวคนเดียว กินบุพเฟ่ต์คนเดียวก็ทำมาแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยได้วางแผนด้วย พอเปิดดูสถานที่จากอินเทอร์เน็ต เห็นแล้วว่าสวยถูกใจก็พร้อมจะเดินทางได้เลย นี่คือข้อดีของการเดินทางท่องเที่ยวคนเดียว

หลังจากได้ดูภาพยนตร์สองเรื่องนั้นแล้ว ฉันมีคำถามในใจว่า นอกจากชื่อเสียงและทรัพย์สินเงินทองแล้ว เราต้องการอะไรมากกว่านี้ ฉันเฝ้าถามตัวเอง นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันอยากค้นหาตัวเอง ในที่สุดฉันพบว่าความสงบเงียบและความราบเรียบของชีวิตเป็นสิ่งที่ฉันต้องการมากกว่าสิ่งอื่นใด พอฉันได้ลองเดินทางมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทย ฉันก็ประทับใจในธรรมชาติและความเรียบง่ายของวิถีไทยในแต่ละชุมชน

ตอนนี้ฉันกำลังคิดว่าอยากไปตามรอยสถานที่ต่างๆ ในภาพยนตร์สองเรื่องนั้น เพื่อเป็นการทำตามความฝัน ฉันไม่เคยคิดว่าที่เมืองไทยจะมีสถานที่สวยงามเยอะมากขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นวัด ภูเขา หรือทะเล ถ้าเลือกได้ก็อยากจะอยู่ที่ประเทศไทยตลอดไป

การเดินทางของฉันเริ่มต้นอีกครั้งเมื่อสิบเดือนที่แล้ว ซึ่งเป็นการเดินทางที่ค่อนข้างมั่นใจว่าจะต้องอยู่ที่ประเทศไทยให้ได้ จากครั้งแรกที่มาคนเดียว วันนี้มากันทั้งครอบครัวพร้อมด้วยลูกชายและสามี ฉันโชคดีมากที่สามีเข้าใจการตัดสินใจขอมาใช้ชีวิตที่เมืองไทย เขาไม่ขัดข้องและตามมาด้วย ชีวิตความเป็นอยู่ของเราในประเทศไทยก็เรียบง่าย ยิ่งในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ด้วยแล้ว ทำให้ฉันได้เห็นอะไรหลายๆ อย่างของคนไทยและประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดการด้านสาธารณสุข ฉันถูกใจมากกับการจัดการของที่นี่ คนไทยยังนิสัยดี ยิ้มเก่ง อัธยาศัยดี ถ้าไม่รู้จักก็คุยกันได้ การได้มาสัมผัสด้วยตัวเองจะรู้เลยว่าสังคมญี่ปุ่นมีความกดดัน มีการแข่งขันสูง หากไม่รู้จักกันก็จะไม่คุยกันและไม่ค่อยช่วยเหลือกัน คือต่างคนต่างอยู่

ฉันชอบกินอาหารไทย ที่ญี่ปุ่นก็มีร้านอาหารไทย พอลองกินดูรู้สึกว่าการกินอาหารไทยถ้าจะให้ได้รสชาติที่อร่อยจริงๆ ต้องมากินที่ประเทศไทย ปกติฉันชอบไปจ่ายกับข้าวที่ตลาดคลองเตย เพื่ออยากสัมผัสวิถีชีวิตของคนไทย และด้วยเหตุผลที่ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด เรายังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรบ้าง ครอบครัวของเรากินอยู่แบบธรรมดาค่ะ แต่บางวันที่พิเศษๆ เราก็ไปกินในที่ที่สวยๆ บ้าง

การอยู่เมืองไทยครั้งนี้ถือว่านานที่สุดคืออยู่มา 10 เดือนแล้ว เลยคิดเรียนภาษาไทยไปด้วย หากถามว่าทำไมถึงชอบประเทศไทย ฉันคิดว่าฉันเข้ากับประเทศไทยได้ดี ไม่ว่าจะเป็นอาหาร วัฒนธรรมไทย หรือสถานที่ท่องเที่ยว อีกอย่างค่าครองชีพก็ถูก ฉันชอบเที่ยวตลาดสำเพ็งกับเยาวราช ส่วนอีกที่หนึ่งก็เป็นวัดอรุณราชวราราม ฉันคิดว่าเป็นวัดที่มีความงดงามมาก ส่วนต่างจังหวัดก็ชอบอุดรธานี หนองคาย กาญจนบุรี เกาะพงัน เกาะภูเก็ต เชียงใหม่ บางครั้งอยู่กรุงเทพฯ นานๆ แล้วเหมือนโตเกียว คือทันสมัยไปหมดทุกอย่าง อยากสัมผัสธรรมชาติบ้าง ก็เลยเลือกไปตามที่ต่างๆ ดังที่กล่าวมา ค่าที่พักก็ถูก

สกายวอล์ก วัดผาตากเสื้อ จังหวัดหนองคาย

หลังจากที่มาอยู่เมืองไทยเป็นเวลานานเกือบปี ฉันได้รับประสบการณ์ดีๆจากเพื่อนคนไทยมากมาย อย่างวันลอยกระทง พวกเราไปปูเสื่อนั่งกินข้าวกันริมน้ำ บรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเองมาก นั่นเพราะคนไทยมีวัฒนธรรมความเป็นอยู่ที่สวยงาม ซึ่งหาไม่ได้ที่ญี่ปุ่น อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ประทับใจคือตอนนั้นลูกเพิ่งจะอายุ 6 เดือน แล้วร้องไห้ไม่หยุด ฉันก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ปรากฏว่ามีผู้หญิงไทยสองคนเข้ามาถามว่าเป็นอะไรไหม เขาเข้ามาช่วยดูให้ เราดีใจมาก ทำให้รู้สึกว่าคนไทยใจกว้าง ใจดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จริงๆอยากอยู่เมืองไทยตลอดไป แต่ยังเป็นห่วงคุณแม่ที่ยังอยู่ญี่ปุ่น ท่านอยู่คนเดียว อยากชวนคุณแม่มาอยู่ด้วย และถ้าฉันได้อยู่ไทยก็อยากเป็นไกด์ เพราะฉันชอบเที่ยว

หลังจากเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยมาหลายครั้ง ฉันคิดว่าคนไทยโชคดีที่มีวัฒนธรรมและธรรมชาติที่สวยงามให้ชื่นชม ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี ธรรมชาติที่ประเทศไทยก็ยังสวยงามเหมือนเดิม
ฉันอิจฉาคนไทย

หวังว่าเมื่อหลายคนได้ฟังเรื่องราวการเดินทางของคุณบัว สาวญี่ปุ่นคนนี้แล้ว จะทำให้เราคนไทยหวนกลับมาคิดว่าจริงๆแล้วบ้านเราน่าอยู่และน่าเที่ยวที่สุด โดยเฉพาะหลังช่วงโควิด – 19 หลายสถานที่รอการกลับมาของนักท่องเที่ยว ช่วงนี้นับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะออกมาเที่ยวเมืองไทย ใช้ชีวิตแบบเต็มที่ มาสนับสนุนการท่องเที่ยวในบ้านเรากันเถอะ

เรื่องและภาพ : YASUKO KANAZAWA
IG : noon_bua

เรื่องแนะนำ

ย้อนรอยเส้นทางเหนือกาลเวลาใน อิตาลี

ในแคว้นปุลยา ประเทศ อิตาลี และภูมิภาคทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์อื่นๆ ทั่วโลก การอพยพเคลื่อนย้ายสัตว์ตามฤดูกาลยังคงเป็น ธรรมเนียมปฏิบัติของชุมชนท้องถิ่น เดือนมิถุนายนของทุกปี นุนซีโอ มาร์เชลลี จะต้อนฝูงแกะ 1,300 ตัวของเขา และออกจากบ้านใกล้หมู่บ้านยุคกลางชื่อ อันเวร์ซาเดลยิอาบรุซซี ในเทือกเขาแอปเพนไนน์ทางตอนกลางของ อิตาลี  ในการเดินเป็นระยะทางราว 50 กิโลเมตรตลอดสามวัน  มาร์เชลลีวัย 65 ปี และคนเลี้ยงแกะจำนวนหนึ่ง รวมถึงแขกผู้มาเยือนสองสามคนที่สนใจวิถีชีวิตดั้งเดิมของผู้คนในภูมิภาคแถบนี้ จะต้อนแกะไปยังทุ่งหญ้าบนเขาสูงเหนือไร่ของมาร์เชลลี เส้นทางจากไร่ไปยังทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ฤดูร้อนทอดตามรอย ตรัตตูโร (tratturo) ภาษาอิตาลีที่ใช้เรียกเส้นทางซึ่งเกิดจากการอพยพตามฤดูกาลเหล่านี้ที่ดำเนินสืบมากว่า 2,300 ปี  หลังผ่านถนนปูหินในอันเวร์ซามาแล้ว ขบวนแกะกับคนต้อนจะเริ่มเดินขึ้นเนิน  สัญจรคดเคี้ยวไปมาผ่านทุ่งดอกไม้ป่า หมู่ต้นบีชและป่าสนเก่าแก่ ไปจนถึงหมู่บ้านหินทรุดโทรม เมื่อถึงบ่ายของวันที่สาม พวกเขาก็เดินทางขึ้นไปถึงที่ราบสูง ณ ระดับ 2,000 เมตร ใต้ยอดเขามอนเตเกรโคที่ยังมีหิมะห่มคลุม แม้จะห่างจากโรมเพียง 150 กิโลเมตร ที่ราบสูงแห่งนี้กลับให้ความรู้สึกเหมือนโลกที่ถูกลืม ผึ้งหึ่งบินตอมออริกาโนและไทม์ป่า อินทรีและเหยี่ยวโผบินบนท้องฟ้าสีครามเหนือแอปเพนไนน์  สมุนไพรหลายร้อยชนิด หญ้า และดอกไม้ป่านานาพันธุ์งอกงามขึ้นที่นี่ นี่คือสถานที่ที่เมื่อมาเยือนแล้วคุณจะไม่อยากจากไป แต่มาร์เชลลียังมีงานที่ฟาร์มต้องกลับไปสะสาง […]

พิพิธภัณฑ์ 10 แห่ง ที่เปิดใช้เข้าชมในรูปแบบเสมือนจริง

หากคุณรู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องรักษาระยะห่างทางสังคม และต้องอยู่แต่ในบ้านเป็นส่วนใหญ่ ลองเช้าชม พิพิธภัณฑ์ ที่เปิดระบบ Virtual Reality Tour เหล่านี้ ผลกระทบจากการรักษาระยะห่างทางสังคมทิ้งร่องรอยในแง่ของอารมณ์ไว้หลากหลายรูปแบบ บ้างรู้สึกดี บ้างรู้สึกเหงา หรือบางครั้งก็เกิดความอึดอัด แม้ว่าเราจะพยายามทำตัวให้ยุ่งอยู่ตลอดเวลา ด้วยการสรรหากิจกรรมต่างๆ มาทำในช่วงนี้ หรือบางคนต้องทำงานอยู่ที่บ้าน เป็นเรื่องปกติที่จะเกิดความรู้หดหู่ และนักจิตบำบัดแนะนำว่า อนุญาตให้ตัวเองได้รู้สึกแบบนั้นได้ แต่รู้สึกอย่างรู้เท่าทัน ในขณะเดียวกัน พิพิธภัณฑ์ หลายแห่งได้จัดทำการท่องเที่ยวเสมือนจริง หรือ Virtual Reality Tour เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าชมงานจัดนิทรรศการผ่านช่องทางออนไลน์ และสัมผัสประสบการณ์เสมือนว่าคุณกำลังเดินเข้าไปชมในสถานที่จริง วันนี้ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย รวบรวมพิพิธภัณฑ์ 10 แห่ง ที่เปิดให้ชมในรูปแบบ VR tour เพื่อให้คุรผู้อ่านได้เดินเที่ยวชมพิพิทธภัณฑ์ชื่อดังจากที่บ้านของคุณเอง พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ คุณไม่จำเป็นต้องจองตั๋วไปถึงปารีส เพื่อเข้าชมงานศิลปะชิ้นเอกที่รววบรวมไว้ภายใน ตอนนี้พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เปิดให้ผู้ชมสามารถเข้าเยี่ยมผ่านช่องททางออนไลน์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในส่วนงานจีดแสดงสามส่วน ซึ่งรวมถึงส่วนการจัดแสดงอียิปต์โยราณ https://www.louvre.fr/en/visites-en-ligne#tabs พิพิธภัณฑ์โซโลมอน อาร์. กุเกนไฮม์ ภายในจัดแสดงผลงานของปาโบล ปีกัสโซ, Piet Mondrian, […]