ชุบชีวิตเส้นทางโบราณ ที่มาสมญานาม 'ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม' ในอิตาลี

ชุบชีวิตเส้นทางโบราณ ที่มาสมญานาม ‘ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม’ ในอิตาลี

ถนนอัปเปียคือสัญลักษณ์แห่งอํานาจของจักรวรรดิโรมัน ตอนนี้อิตาลีกําลังฟื้นฟูทางหลวงโบราณสายนี้โดยหวังให้เป็น เส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์

แถบชานกรุงโรมมีร้านแมคโดนัลด์อยู่แห่งหนึ่งที่ เราอาจมองทะลุพื้นกระจกลงไปไม่กี่เมตรเบื้องล่าง  และเห็นแผ่นหินเรียบๆ สีเทาของถนนโรมันโบราณกับโครงกระดูกบิดเบี้ยวที่ฝังอยู่ในท่อระบายนํ้าอายุ 2,000 ปี

นี่คือเศษซากของถนนอัปเปีย  ทางหลวงสำคัญสายแรกในยุโรป  ซึ่งเริ่มสร้างเมื่อ 312 ปีก่อนคริสตกาล  และลัดเลาะออกจากเมือง  ข้ามตอนใต้ของอิตาลีไปจนถึงเมืองท่าบรินดีซีทางตะวันออก  ถนนสายนี้มีส่วนผลักดันให้เกิดสำนวน “ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม”  ทว่ามรดกตกทอดของถนนสายนี้กลับถูกละเลยเป็นส่วนใหญ่  โดยฝังอยู่ใต้ประวัติศาสตร์ยาวนานหลายพันปี

ขณะนี้  รัฐบาลอิตาลีมีโครงการแปลงโฉมถนนอัปเปีย หรือวีอาอัปเปีย (Via Appia) ในภาษาอิตาลี  ให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวจากกรุงโรมอันอึกทึกไปสู่บรินดีซี  เมืองชายฝั่งเงียบสงบ  เส้นทางที่ทอดยาวราว 580 กิโลเมตรนี้ มีรูปแบบหลากหลาย  ทั้งถนนดินกลางป่า  จัตุรัสกลางเมือง  และทางหลวง  ซึ่งมิได้สวยงามหรือรื่นรมย์เสมอไป  แต่เป็นการดื่มดํ่ารสชาติของอิตาลีที่นักท่องเที่ยวน้อยคนได้สัมผัส

ประตูโค้งดรูซุสในกรุงโรมซึ่งสร้างในศตวรรษที่สาม ถือเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางเดินเท้า 580 กิโลเมตรที่วางแผนไว้ บนถนนอัปเปีย
ในยุคโรมัน  อัปเปียคือเส้นทางลำเลียงสินค้า ทหาร  ปศุสัตว์  และแนวคิดต่างๆ  ข้ามตอนใต้ของอิตาลี  คนเลี้ยงสัตว์ยังคงต้อนฝูงสัตว์ไปกินหญ้าริมถนนในบริเวณที่ปัจจุบันคืออุทยานโบราณคดีอัปเปียอันตีกาในกรุงโรม

แต่ก่อนจะเปิดรับนักท่องเที่ยว  รัฐบาลอิตาลีต้องขุดถนนสายนี้และหาให้เจอก่อนในบางกรณี  ด้วยเหตุนี้  เช้าวันหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วง  ฉันจึงได้ก้มมองถนนสายนี้จากเมืองด่านหน้าของ “จักรวรรดิแฮมเบอร์เกอร์”  ในกรุงโรม ถนนอัปเปียทอดยาวเกือบ 18 กิโลเมตรตลอดอุทยานโบราณคดีที่อนุรักษ์ไว้อย่างดี  โดยถนนช่วงสุดท้ายในอุทยานเป็นทางขึ้นเนิน  ผ่านดงไม้  ก่อนที่ส่วนใหญ่จะหายไปใต้ถนนลาดยาง 80 กิโลเมตร  จุดสุดท้ายที่ถนนปรากฏให้เห็นในเมืองที่ได้สมญาว่าอมตนครแห่งนี้  ก็คือ ใต้ร้านแมคโดนัลด์แห่งนี้เอง

ถนนอัปเปียตัดผ่านเมือง หมู่บ้าน  ทุ่งนา  และป่าเขา ขณะทอดข้ามสี่ภูมิภาคของอิตาลี  โดยส่วนใหญ่ถูกถมทับจนลืมเลือนอยู่ใต้ถนนสตราดาสตาตาเล 7 อันจอแจ  แต่บางครั้ง  ถนนปูหินดั้งเดิมก็ปรากฏขึ้นข้างบาร์เหล้าในจัตุรัสของหมู่บ้านใต้ผ้าใบหนาหนักในทุ่งรกเรื้อ

สำหรับอัปปีอุส  เคลาดีอุส  รัฐบุรุษชาวโรมัน  อัปเปียคือเครื่องมือขยายอำนาจทางการทหาร  แรงงานและทาสขุดดินและหินราว 45,300 ลูกบาศก์เมตรออกไปทุกๆ หนึ่งไมล์ (หรือ 1.6 กิโลเมตร  ไมล์คือหน่วยวัดระยะทางที่ชาวโรมันคิดค้นขึ้น) ของการสร้างถนน  เคลาดีอุสตั้งชื่อถนนสายนี้ตามชื่อของตน  ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ไม่ค่อยพบในยุค้นและบ่งชี้นัยสำคัญของถนน  แต่เขาตาบอดและลาโลกไปก่อนถนนจะแล้วเสร็จ  อัปเปียตัดผ่านอิตาลีเกือบเป็นเส้นตรง  ลำเลียงกองทัพโรมันที่รุกคืบพิชิตดินแดนตอนใต้ของอิตาลี  ก่อนหักเลี้ยวไปทางตะวันออก  มุ่งหน้าสู่ทะเลเพื่อขยายแสนยานุภาพสู่ต่างแดน  นี่คือถนนอันจอแจ สายแรกในจำนวน 29 สายที่พุ่งออกจากกรุงโรม

ซากปรักของเครือข่ายสะพานส่งนํ้าสำคัญของกรุงโรมยุคโบราณได้รับการอนุรักษ์ไว้ในอุทยานอัปเปียอันตีกา  ขณะที่นักท่องเที่ยวแห่ชมสถานที่โด่งดังกว่าในเมืองหลวง  จึงมีแต่คนท้องถิ่นเพลิดเพลินกับที่นี่
สำหรับคู่รัก  อัปเปียหมายถึง “เส้นทางที่พวกเขาต้องเดินด้วยกันครับ”  อันเจโล คอร์บี  ช่างภาพงานแต่งงานผู้มีสตูดิโออยู่ริมถนนอัปเปีย ในหมู่บ้านแตร์ราชีนา  บอก “จะมีที่ไหนเหมาะสมไปกว่าวีอาอัปเปียอีกล่ะครับ” จัตุรัสประจำเมืองกลายเป็น สถานที่จัดงานแต่งงานยอดนิยม  และคอร์บีก็ยืนยันว่า  อัปเปียคือฉากหลังแห่งประวัติศาสตร์

เรื่องราวการเดินทางท่องถนนอัปเปียเริ่มจากกวีละติน โฮเรซ  เมื่อราว 35 ปีก่อนคริสตกาล  และดำเนินสืบมาไม่เคยขาด  แต่ความประทับใจที่มีต่อความสำเร็จทางวิศวกรรมของถนนกลับจางหายหลังจักรวรรดิโรมันเริ่มล่มสลายใน ค.ศ. 395  และถนนอัปเปียก็ค่อยๆ ถูกเลิกใช้ในหนังสือที่เขียนเมื่อปี 1846  ชาร์ลส์  ดิกเกนส์บรรยายว่า “สุสานและอารามถูกปล้นชิงและทิ้งร้าง”

จากนั้น  ในปี 2015  นักเขียนชาวอิตาลี  เปาโล  รูมิซ ตัดสินใจเดินเท้าท่องถนนอัปเปียให้หนังสือพิมพ์ลาเรปุบบลิกา  แต่ปัญหาข้อเดียวคือ  ไม่มีแผนที่สมัยใหม่ของเส้นทางนี้  เขาติดต่อริกคาร์โด  คาร์โนวาลีนี  นักปีนเขาชื่อดังที่เดินทางทั่วอิตาลีตลอดระยะเวลาเกือบสี่สิบปี  คาร์โนวาลีนีใช้เวลาสองเดือนศึกษาแผนที่ทหาร  เส้นทางเลี้ยงแกะโบราณและภาพถ่ายดาวเทียม  เพื่อร่างแผนที่แสดงเส้นทางอัปเปีย จากนั้นก็โหลดใส่อุปกรณ์จีพีเอสและออกเดินไปกับรูมิซ

การเดินทางของรูมิซทำให้กระทรวงมรดกวัฒนธรรมสนใจ และในปี 2015  รัฐบาลอิตาลีก็ประกาศแผนฟื้นฟูถนน การก่อสร้างที่ไร้กฎหมายควบคุมตลอดหลายร้อยปีทำให้มรดกทางโบราณคดีต่างๆ ตกเป็นสมบัติส่วนบุคคล  และหมู่บ้านโบราณก็ได้รับการแปลงโฉมตามใจชอบ  การอนุรักษ์เริ่มขึ้นแล้ว  แต่ถ้าไม่มีนักท่องเที่ยว  อัปเปียอาจถูกลืมอีกครั้ง

แฟนเจมส์  บอนด์อาจจำสะพานปอนเตเดลลักเกวดอตโต ที่พระเอกกระโดดลงมาในเรื่อง 007 พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ ได้การดึงดูดกองถ่ายภาพยนตร์คือทางหนึ่งที่จะใช้เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ
อีลาเรีย  คาวาแตร์รา นักศึกษาด้านการอนุรักษ์ซ่อมแซมพื้นโมเสกที่วิลลา เดย์กวินตีลี  ที่นี่น่าอยู่เสียจนกระทั่งว่ากันว่า  จักรพรรดิ คอมโมดุสสังหารเจ้าของและย้ายเข้าไปอยู่ในศตวรรษที่สอง  “ถ้าอนุรักษ์ให้ดี  วังแห่งนี้จะทำให้นักท่องเที่ยว และคนทั่วไปเห็นภาพชีวิตของคนในกรุงโรมยุคโบราณได้ค่ะ”  เซเรนา  ดี  กาเอตาโน  ผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โมเสกที่ดูแล โครงการนี้  บอก

“การเดินคือการแสดงออกทางการเมืองที่ดีที่สุดที่เราทำได้เพื่อเปลี่ยนภูมิทัศน์ครับ”  คาร์โนวาลีนีบอกฉันเมื่อเราพบกันในเวลาต่อมาบนถนนอัปเปีย  แต่อุปสรรคสารพัดทำให้คนเดินถอดใจ  ตั้งแต่เส้นทางที่หายาก  ที่พักที่มีอยู่ไม่กี่แห่ง  และการมีโครงสร้างพื้นฐานอำนวยความสะดวกเพียงน้อยนิด

ทางด้านอันเจโล  คอสตา  ผู้ก่อตั้งสตูดิโอคอสตา  หนึ่งในสามบริษัทสถาปนิกที่รับภารกิจเปลี่ยนอัปเปียเป็นเส้นทางเดินเท้า  ข้อเสนอของเขามีตัวอย่างมาแล้วในประวัติศาสตร์ กล่าวคือ  ชาวโรมันโบราณผู้ใช้ถนนอัปเปียจะพบสถานีเปลี่ยนม้าทุก 10 ไมล์ (ราว 16 กิโลเมตร)  และพบเรือนพัก ทุก 20 ไมล์(ราว 32 กิโลเมตร)  คอสตาวาดภาพเส้นทางอัปเปียยุคใหม่ที่มีเส้นทางเดินเท้า 29 ช่วง  แต่ละช่วงใช้เวลาราวหกชั่วโมง

นิกโคโล  บัสซอตตีฝึกซ้อมกับทีมฟุตบอลบนสนามเจรีนีกวาดราโร  ซึ่งอยู่ในฉากเปิดภาพยนตร์เรื่อง ลาดอลเชวีตา ของผู้กำกับภาพยนตร์เฟเดรีโก  เฟลลีนี  ห่างจากสะพานส่งนํ้าโบราณในกรุงโรมไปไม่กี่เมตร
ถนนอัปเปียน่าจะทอดไปสู่และอาจทะลุผ่านประตูสู่บรินดีซี  ก่อนจะกลายเป็นถนนสายหลักในเมืองที่เรียกว่า เดคูมานุสในยุคโรมัน  เสาแกะสลักอย่างวิจิตรสองต้นตั้งอยู่ด้านบนท่าเรือบรินดีซีซึ่งเชื่อกันว่าเป็นจุดสิ้นสุดของถนนอัปเปีย  ทุกวันนี้เหลือเพียงต้นเดียว  โดยอีกต้นหนึ่งมอบให้เมืองใกล้เคียงไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน

นักเดินทางจะได้สำรวจเวทีประลองอันโด่งดังของเหล่า แกลดิเอเตอร์  นอนในเรือนพักเรียบง่าย  และลิ้มรสอาหารโอชะในภูมิภาค  จุดพักรถและที่พักแรม  ทั้งที่มีอยู่เดิมและสร้างขึ้นใหม่  รวมทั้งจุดท่องเที่ยว  จะได้รับการระบุในแอปพลิเคชัน  แนวคิด “น้อยแต่มาก” นี้เน้นความเรียบง่ายและหยิบยื่นการสัมผัสประสบการณ์จริง  โดยไม่พยายามปกปิดหรืออำพรางสิ่งใด

คอสตาไม่ใช่นักออกแบบถนนอัปเปียหน้าใหม่คนแรกที่ชี้ว่า  การแข่งขันแบบเงียบๆ กำลังก่อตัว  เส้นทางสายนักบุญของสเปนที่ชื่อ กามีโนเดซานเตียโก  ปกติจะดึงดูดนักท่องเที่ยวปีละ 300,000 คน  ขณะที่จุดหมายปลายทางอย่างเมืองซานเตียโกเดกอมโปสเตลา  มีผู้ไปเยือนปีละกว่าสองล้านคน

จากโรมถึงบรินดีซี  ถนนอัปเปียคือการท่องเที่ยวทางโลกผ่านประวัติศาสตร์อิตาลี  แต่ถ้าเดินย้อนกลับจะเป็นการตามรอยเส้นทางจาริกจากนครเยรูซาเลมสู่กรุงโรมของนักบุญเปาโล  เมื่อเทียบกับกามีโนเดซานเตียโก  คอสตาโอ่ว่า “ธรรมชาติสวยยิ่งกว่า  ประวัติศาสตร์ดีกว่า 200 เท่า  แถมมีพระสันตะปาปารออยู่ปลายทางด้วยครับ”

เรื่อง นีนา สตรอคลิก
ภาพถ่าย อันเดรอา ฟรัซเซตตา

ติดตามสารคดี ชุบชีวิตมรรคาสู่โรม ฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกรกฎาคม 2565

สั่งซื้อนิตยสารได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/549797


อ่านเพิ่มเติม ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม แผนที่เก่าในศตวรรษที่ 4 คือเครื่องยืนยัน

แผนที่พิวติงเจอร์ฉบับจำลอจากแผนที่ต้นฉบับที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 4 แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโรมัน ถนนทุกเส้นจากตะวันตก ถึงสุดขอบตะวันออกไกลเชื่อมเข้าหาศูนย์กลางคือกรุงโรม

เรื่องแนะนำ

ตั้งแคมป์บนมหาสมุทร อาร์กติก

“นํ้าแข็งหนาประมาณหนึ่งเมตร เรานอนกันบนมหาสมุทรที่ อาร์กติก โดยมีกระแสนํ้าม้วนตัวอยู่ด้านล่าง” — จอน  โกลเดน ขี่จักรยานเสือภูเขาในอุทยานแห่งชาติอายูอิตทุก ใน อาร์กติก ที่ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่าการเดินทางในฤดูหนาว “มักเป็นไปไม่ได้” นับถอยหลังหกเดือน เตรียมพร้อมผมตั้งใจจะถ่ายภาพทีมนักผจญภัยสุดขั้วขี่จักรยานเสือภูเขาข้ามมหาสมุทรอาร์กติกในแคนาดาที่เย็นจนเป็นนํ้าแข็ง ผมจะ นั่งรถหิมะ ซึ่งก็ยังเป็นงานหนักอยู่ดี ผมจึงต้องดูแลสภาพร่างกายให้ดี ก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือนผมเริ่มซ้อมวิ่งและฝึกฝนร่างกายช่วงกลางลำตัวในอาร์กติก ถ้าเหนื่อยคุณจะนั่งลงไม่ได้ ต้องเคลื่อนที่ต่อไปหรือไม่ก็เข้าไปอยู่ในถุงนอนเลย ผมยังขออุปกรณ์บางอย่างจากผู้สนับสนุนด้วย นั่นคือแผ่นรองนอนบุขนเป็ดและถุงมือที่ผมใส่ตอนถ่ายภาพได้ นับถอยหลังสองสัปดาห์ รายการสัมภาระที่จำเป็น: แคมป์ของเราในอายูอิตทุกอยู่ห่างจากความเจริญราว 80 กิโลเมตรในทุกทิศทางดังนั้นผมจึงนำทุกอย่างที่ต้องการไปด้วสำหรับการเดินทางสองวันครึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ • ไฟสัญญาณฉุกเฉิน • โทรศัพท์มือถือผ่านดาวเทียม (ซึ่งจะใช้ได้เพียงวันละสองชั่วโมง ผมจึงทบทวนข้อตกลงด้านความปลอดภัยกับครอบครัวของผมไว้ล่วงหน้า) • ถั่วแมกคาเดเมีย (ซึ่งมีปริมาณไขมันสูงที่สุด) • แปรงสีฟันที่มาพร้อมยาสีฟันแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง • แบตเตอรี่กล้องหนึ่งโหลความเย็นทำให้พลังงานหมดเร็ว ผมจึงเก็บมันไว้ในเสื้อกั๊กหรือถุงนอน • ชุดชั้นในแบบยาวสองชุด นับถอยหลังสองวัน พร้อมออกเดินทาง: ผมตื่นเต้นเป็นช่วงๆ แต่ไม่รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องจริงจนกระทั่งอยู่บนเครื่องบินไปเวอร์จิเนีย เมื่อเราลงจอดที่คีร์คิกทาร์จูอัก ผมไปที่บ้านแม่มัคคุเทศก์ชาวอินูอิตของเราเพื่อบรรจุสัมภาระใหม่ สมาชิกในทีมจัดเตรียมจักรยาน เราทบทวนสัญญาณมือเพื่อให้ผมกำกับพวกเขาในเฟรมกล้อง ขณะที่พวกเขาขี่ จักรยานได้ ก่อนออกเดินทาง […]

เดินป่า 4 วัน 49 กิโลเมตร บนเส้นทางชีวิตสัมพันธ์คนดอย คนเมือง และธรรมชาติ

บันทึกเส้นทางเดินป่า Fjallraven Thailand Trail 2020 ที่ไม่ได้ให้เพียงความท้าทาย แต่รวมไปถึงการเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยง และวิถีการอนุรักษ์ธรรมชาติในมุมมองใหม่ (เชิญชมวิดีโอ ‘เดินป่า 4 วัน 49 กิโลเมตร บนเส้นทางชีวิตสัมพันธ์คนดอย คนเมือง และธรรมชาติ’ จ. แม่ฮ่องสอน ได้ที่นี่) ลองนึกภาพว่าคุณเป็น “คนเมือง” ที่ต้องไปเดินและอาศัยอยู่ป่าเป็นเวลา 4 วัน 4 คืน ในเส้นทางราว 49 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเส้นทางที่ค่อยๆไต่ระดับสู่ยอดดอยอันสูงชันบนทางเท้าในป่าคับแคบ เส้นทางบางช่วงค่อนข้างอันตรายจากทางลาดบนสันเขา (ทั้งช่วงขึ้นและลง) ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆ ก็อาจมีโอกาสเท้าบวมเนื่องจากการเดินโดยใส่รองเท้าเดินป่าหนาเตอะอย่างยาวนานตั้งแต่เช้าจรดเย็น (บางคนก็ค่ำ) เมื่อยามหลับใหล ก็มีโอกาสเผชิญกับน้ำค้างเกาะเต็นท์ที่ส่งอุณหภูมิหนาวเย็นเหลือประมาณจับไปทั่วร่างกาย จนไม่อาจข่มตาได้สนิทตลอดทั้งคืน บางคนต้องล้มเลิกการเดินทางกลางคันด้วยสภาพร่างกายที่ไม่อาจฝืนทน และมีคนอีกไม่น้อยที่ยังพอประคับประคองสภาพร่างกาย แต่กลับต้องสู้กับจิตใจของตัวเองด้วยการถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า “เรามาทำอะไรที่นี่” นี่คือประสบการณ์ส่วนตัวที่ผมได้รับจากการเดินป่าในเส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผ่านงานเดินป่า Fjallraven Thailand Trail 2020 ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 3 แล้ว แม้จะมีเรื่องราวอันยากลำบากมากมายเกิดขึ้นบนเส้นทาง ในอีกด้านหนึ่ง […]

งานวิ่งเทรล “โคลัมเบีย เทรล มาสเตอร์ 2019”

งาน “โคลัมเบีย เทรล มาสเตอร์” ถือเป็นงานที่นักวิ่งสายเทรลต้องไม่พลาด เพราะได้รับการยอมรับว่าเป็น งานวิ่งเทรล ที่ดีที่สุดในเมืองไทย สำหรับการจัด งานวิ่งเทรล ในปีนี้ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ได้รับเกียรติให้ร่วมวิ่งในระยะทาง 11 กิโลเมตร ที่จัดขึ้นเป็นพิเศษให้สื่อมวลชน นักกีฬา และผู้โชคดีจากทางบ้าน ได้ลองวิ่งสำรวจเส้นทางที่จะจัด ณ สวนละไม อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง การวิ่งสำรวจเส้นทางในครั้งนี้ถือว่ามีความพิเศษมาก เพราะมีผู้ร่วมวิ่งด้วยกันเพียงยี่สิบกว่าคนเท่านั้น และถือเป็นการแนะนำเส้นทางวิ่งเทรลที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย หากคุณเบื่อที่จะวิ่งตามท้องถนนหรือสวนสาธารณะ ผมว่าการวิ่งเทรลก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจทีเดียว แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่าการวิ่งรูปแบบนี้ร่างกายจะต้องพร้อมจริงๆ เพราะเส้นทางการวิ่งตลอด 11 กิโลเมตร เป็นแบบขึ้นเขาลงเขา ต้องใช้เวลาวิ่งมากกว่าปกติ (ประมาณสองชั่วโมงสำหรับคนทั่วไป) อุปกรณ์ที่นำติดตัวไปก็ต้องพร้อมเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นกระติกน้ำ เป้น้ำดื่ม เกลือแร่ หรือเจลให้พลังงาน ที่สำคัญคือรองเท้าสำหรับวิ่งเทรลดีๆ สักคู่ เพียงเท่านี้ก็จะทำให้คุณสนุกหรรษาไปกับเส้นทางธรรมชาติที่ไม่สามารถวิ่งเข้าไปได้โดยลำพัง แต่เชื่อเถอะว่าถ้าคุณได้ลองสักครั้งแล้วจะติดใจ ใครเป็นสายวิ่งเทรลเพื่อสะสมแต้มไปวิ่งสนามอัลตร้าแล้ว ยิ่งต้องมาร่วมงานนี้ เพราะที่นี่เป็นสนามที่มีการเก็บแต้มด้วย ส่วนถ้าใครยังไม่พร้อมจะวิ่ง จะมาร่วมสังเกตการณ์ดูลาดเลากันก่อนก็ได้ งานโคลัมเบีย เทรล มาสเตอร์ 2019 […]

รินด์จานี : ความฝัน ความทรงจำ และคราบน้ำตา

การเดินทางที่เคล้าด้วยการผจญภัย และคราบน้ำตา บนภูเขาไฟ รินด์จานี สวัสดี รินด์จานี ปี 2015 ข่าวการระเบิดครั้งใหญ่ทำให้เรารู้จักกับภูเขาไฟลูกหนึ่ง ปี 2017 เราเดินทางไปพิชิตภูเขาไฟลูกนั้น และนี่คือเรื่องราวทั้งหมด ยินดีที่ได้รู้จัก กุหนุงรินด์จานี คือภูเขาไฟที่ยังปะทุอยู่ และสูงที่สุดในเกาะลอมบอก ประเทศอินโดนิเซีย เมื่อปี 2015 เรารู้จักกันผ่านข่าวการระเบิดของเธอที่เผยแพร่ผ่านทางจอโทรทัศน์ แม้เป็นการรู้จักที่ไม่น่ายินดีสักเท่าไร แต่ก็คงต้องกล่าวว่า ยินดีที่ได้รู้จักต่อกันจริงๆ การเดินทางตลอดสิบหกชั่วโมง จากดอนเมืองถึงมาตารัม เราหวังใจไว้ว่า อยากยลโฉมรินด์จานีในทันทีที่เดินทางไปถึง แต่กลับกลายเป็นเรื่องเพ้อฝัน ราตรีกาลบดบังนางเอาไว้จนเรามองไม่เห็น และนางยังคงหลับไหลซ่อนตัวอยู่ในนั้น 6 นาฬิกา 30 นาทีของวันถัดมา คือเวลาที่เรามองเห็น รินด์จานี จากหน้าห้องพักด้วยตาของตัวเองเป็นครั้งแรก เราผินมองยอดสูงสุดพร้อมคิดว่า เราต้องไปถึงตรงนั้นในอีก 24 ชั่วโมงต่อจากนี้ ความประหม่ากลับเกิดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ จากจุดที่ตั้งของร้านจอห์นส์แอดเวนเจอร์ (John’s Adventure) เราต้องนั่งรถต่อไปอีกราวหนึ่งชั่วโมงจนถึงเซมบาลุน ซึ่งเราเริ่มเดินเท้าจากตรงนั้น สิ่งที่น่าอัศจรรย์คือความแข็งแรงของพอร์เตอร์ (porter) หรือลูกหาบ ที่ฉีกทุกทฤษฎีของกระเป๋าเดินเขาไปอย่างสิ้นเชิง ไม้ไผ่ถูกสานขัดกันเพื่อใช้ในการแบกของ และเท้าเปล่าก็เพียงพอสำหรับการขึ้นให้ถึงเบสแคมป์   […]