8 วิธีการเดินทาง ที่จะกลายเป็นแนวโน้มสำหรับการเดินทางหลังการระบาดใหญ่

นี่คือ 8 วิธีการเดินทาง ที่จะเปลี่ยนไปหลังภาวะโรคระบาด

วิธีการเดินทาง ในอนาคตจะเป็นอย่างไร เราลองไปดูคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญและบล็อกเกอร์เหล่านี้

เนื่องจากผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนายังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศ ทำให้การเดินทางข้ามพรมแดนนานาชาติกลายเป็นเรื่องซับซ้อน แม้บางประเทศอาจทำความตกลงร่วมกันเรื่องการเปิดพรมแดนทางอากาศยานอยู่บ้าง แต่นักท่องเที่ยวยังไม่สามารถวางแผน วิธีการเดินทาง ได้อย่างสะดวกเหมือนช่วงก่อนการระบาด

เรื่อง STEVE BROCK

เหตุการณ์เช่นนี้จะกินเวลานานแค่ไหน ยังไม่มีใครทราบ Elizabeth Becker ผู้เขียนหนังสือ Overbooked: The Exploding Business of Travel and Tourism ตั้งข้อสังเกตว่า การระบาดใหญ่ “ทำลายล้าง” อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกมูลค่า 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในชั่วข้ามคืน

“ปัจจัยสำคัญของการเดินทางทั่วโลกในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ การเปิดพรมแดน เปิดสถานที่ท่องเที่ยว การเดินทางท่องเที่ยวแบบไม่ต้องขอวีซ่า เพื่อให้นักเดินทางไม่ต้องเดินทางกลับประเทศต้นทางเพื่อต่ออายุวีซ่า หรืออำนวยความสะดวกให้สามารถต่อวีซ่าได้ในประเทศที่นักเดินทางคนนั้นกำลังพำนักอยู่” เธอกล่าว

นั่นหมายความว่าอย่างไรสำหรับอนาคตของการเดินทาง แม้จะมีความไม่แน่นอน แต่ผู้เชี่ยวชาญก็พอมองเห็นความสดใสของการท่องเที่ยวอยู่บ้าง Bruce Poon Tip ผู้เขียน Unlearn: The Year the Earth Stood Still และผู้ก่อตั้งบริษัทท่องเที่ยว G Adventures กล่าวว่า ไม่เพียงเราจะออกเดินทางอีกครั้ง แต่เราจะทำให้ดีขึ้น “ผมยังเชื่อว่าการเดินทางสามารถเป็นตัวกระจายความมั่งคั่งที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา” และเสริมว่า “การหยุดเพียงชั่วคราวนี้ทำให้เรามีเวลาพิจารณาว่า เราจะเดินทางอย่างมีสติมากขึ้นได้อย่างไร”

จากความมุ่งมั่นที่จะสร้างการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนไปจนถึงวิธีการสร้างสรรค์ในการเดินทางทั่วโลก นี่คือวิธีการเดินทางที่บล็อกเกอร์และพอดแคสต์กำลังแนะนำ

ความยั่งยืนจะเป็นแรงผลักดัน

ผู้บริโภคกำลังให้ความสนใจเรื่องความยั่งยืน Becker คาดการณ์ว่า นักเดินทางจะสวมบทบาทเป็น “พลเมืองที่มีความตระหนัก” เรียกร้องนโยบายการเดินทางที่มีความรับผิดชอบ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอาจต้องตอบสนองนักเดินทางด้วยมาตรการที่ชัดเจน ในการจัดลำดับความสำคัญเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมมากกว่าเรื่องของผลกำไร “อย่าแปลกใจถ้าประเทศต่างๆ ออกมาตรการ ‘วันปลอดการบิน’ และมาตรการอื่นๆ เพื่อควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เธอกล่าว

การเดินทางของเราจะครอบคลุมเรื่องความหลากหลายของบุคคลมากขึ้น

กรณีการเคลื่อนไหวของ Black Lives Matter ทำให้ประเด็นเรื่องความเท่าเทียมชัดเจนขึ้นในทุกอุตสาหกรรม รวมถึงการเดินทาง Sarah Greaves-Gabbadon กล่าวว่า อุตสาหกรรมจะก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่เธอก็กังวลว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ในระยะสั้น “เมื่อการแพร่ระบาดผ่านพ้นไปและแฮชแท็กไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป ผู้ประกอบการจะยังคงกระตือรือร้นที่จะตอบสนองนักเดินทางที่มีความหลากหลายหรือไม่” เธอเขียนในอีเมล “ ฉันเป็นคนมองโลกในแง่ดี แต่ก็ไม่มั่นใจอย่างเต็มที่”

Martinique Lewis จากบริษัท Black Travel Alliance รู้สึกว่า อุตสาหกรรมกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้องและยังคงมีความหวัง เธอตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทต่างๆ กำลังตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย และบอกว่าถึงเวลาแล้ว “เป็นครั้งแรกที่พวกเขากำลังพิจารณาว่า ผู้หญิงข้ามเพศต้องผ่านอะไรบ้างไม่เพียงแต่เลือกห้องน้ำที่จะเข้าในร้านอาหารเท่านั้น แต่เมื่อเธอเช็คอินในโรงแรมและเอกสารแสดงตัวตนไม่ตรงกับเพศสภาพ” Lewis กล่าว “ตอนนี้ มีนักเดินทางที่มีร่างกายอวบใหญ่ที่ต้องการเล่นเซิร์ฟและดำน้ำลึก แต่ทำไม่ได้เพราะยังไม่มีชุดที่พอดีตัวของพวกเขา ตอนนี้ มีนักท่องเที่ยวที่เป็นผู้พิการทางสายตา ต้องการสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวและกีฬาผาดโผน แต่พวกเขาก็ทำได้แค่นั่งจินตนาการ”

การเดินทาง, วิธีการเดินทาง, รูปแบบการเดินทาง, ท่องเที่ยวชุมชน, ท่องเที่นยวอย่างยั่งยืน, ท่องเที่ยวอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ภาพถ่าย Taufik Abdullah / Pixabay

ชุมชนขนาดเล็กจะมีบทบาทมากขึ้น

นักท่องเที่ยวสามารถสร้างความแตกต่างในเมืองเล็กๆ ที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจก่อนการระบาดใหญ่ได้ Caz Makepeace แห่ง Y Travel Blog กล่าวว่า เธอและครอบครัวมักจะเดินทางอย่างช้าๆ ไปยังพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก “แทนที่จะแย่งชิงพื้นที่ถ่ายรูปในจุดหมายปลายที่ยอดนิยม” ตอนนี้เธอให้การสนับสนุนสถานที่เหล่านี้โดยการสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่นและบริจาคให้กับองค์กรการกุศล

Kate Newman จาก Travel for Difference แนะนำให้นักท่องเที่ยวมุ่งเน้นไปที่ “global south” หรือประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาการท่องเที่ยว “เราจำเป็นสร้างความหลากหลายของหมุดหมายปลายทาง เพื่อหลีกเลี่ยงการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยว และให้ความสนใจไปยังสถานที่ที่เราเดินทางไป” เธอกล่าว “การได้เห็นชุมชนจำนวนมากประสบปัญหาในช่วงการระบาดโควิด-19 ทำให้ [ปัญหานี้] กระจ่างขึ้น”

เราจะแสวงหาคุณภาพมากกว่าปริมาณ

นักเดินทางที่มีประสบการณ์สูงจะคิดใช้ความคิดมากขึ้นในการวางแผนการเดินทาง “โควิด-19 ทำให้ผมต้องคิดใหม่ว่า ผมจะเดินทางอย่างไรและทำไม” Erick Prince จากบริษัท The Minority Nomad กล่าว “ทำให้ผมมีอิสระในการสำรวจโครงการท่องเที่ยวด้วยความหลงใหล มากกว่าเรื่องของตัวเงินที่ต้องจ่าย” แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่เรื่องค่าใช้จ่าย บล็อกเกอร์ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยกล่าวว่า เขามองหาโครงการท่องเที่ยวที่เน้นเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน และเงินจากนักท่องเที่ยวตรงถึงมือของชาวบ้าน

การเดินทาง, วิธีการเดินทาง, รูปแบบการเดินทาง, ท่องเที่ยวชุมชน, ท่องเที่นยวอย่างยั่งยืน, ท่องเที่ยวอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ภาพถ่าย ROCCO RORANDELLI, TERRAPROJECT/REDUX

Eulanda Osagiede จาก Hey Dip Your Toes In กำลังหยุดพักการเดินทางระหว่างประเทศ เธอบอกว่า การเดินทางเป็นสิทธิพิเศษที่หลายฝ่ายยอมรับ “สิทธิพิเศษมีหลายรูปแบบ และการตระหนักเรื่องผลกระทบจากการท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่เราควรกลับมานั่งทบทวนอย่างกันอย่างถี่ถ้วน เพื่อไม่ให้สิ่งแวดล้อมกลับไปเป็นเหมือนช่วงก่อนการระบาด”

การเดินทางแบบ Road Trip จะกลับมาเป็นที่นิยมมากขึ้น

สำหรับหลายๆ คน การเดินทางบนท้องถนนอาจเป็นทางเลือกเดียวที่เป็นไปได้สำหรับการเดินทางในขณะนี้ ตัวอย่างเช่น Gabby Beckford จาก Packs Light กล่าว่า การขับรถข้ามรัฐอาจเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นพอๆ กับการบินข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ มันเกี่ยวกับทัศนคติ “การเดินทางแบบ Road trip แสดงให้ฉันเห็นว่า หัวใจหลักของการเดินทาง นั่นคือความอยากรู้อยากเห็น การเปิดรับความแปลกใหม่ และความน่าค้นหา [คือ] มุมมอง ไม่ใช่จุดหมาย” เธอกล่าว

การเดินทาง, วิธีการเดินทาง, รูปแบบการเดินทาง, ท่องเที่ยวชุมชน, ท่องเที่นยวอย่างยั่งยืน, ท่องเที่ยวอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ภาพถ่าย DESIGN PICS INC, NATIONAL GEOGRAPHIC IMAGE COLLECTION

ที่ปรึกษาด้านการเดินทางจะกลับมามีความสำคัญ

Juliet Kinsman บรรณาธิการด้านความยั่งยืนของ Conde Nast Traveller คาดการณ์ว่า นักเดินทางอาจหันไปใช้บริการผู้ให้คำปรึกษาด้านการท่องเที่ยวมากขึ้น “ฉันคิดว่า สิ่งที่ปี 2020 ได้แสดงให้เห็นและสอนเรา คือเรื่องความเชี่ยวชาญของผู้ให้คำปรึกษาด้านการท่องเที่ยวมีค่ามากกว่าค่าคอมมิชชันที่เราเสียไป” เธอกล่าว นอกจากนี้เธอหวังว่า นักท่องเที่ยวจะมองหาผู้ให้คำปรึกษาที่เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม “หรือผู้ที่ใส่ใจเรื่องการวางแผนการเดินทาง และมีความรับผิดชอบที่พวกเขาส่งนักเดินทางไปยังสถานที่ที่พวกเขาแนะนำ ซึ่งตัวลูกค้ามองว่า ต้องเชื่อมโยงกับเรื่องของห่วงโซ่อุปทาน” เธอกล่าว

เราจะโปรดปรานสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้บ้านมากขึ้น

บางคนค้นพบประโยชน์ของการเดินทางแม้อยู่ที่บ้าน บล็อกเกอร์ Jessie Festa จาก Epicure & Culture และ Jessie on a Journey มักจะเดินทางไปต่างประเทศเดือนละครั้ง ทุกวันนี้ การเรียนทำอาหารพื้นเมืองออนไลน์ เกม และประสบการณ์เสมือนจริง ช่วยให้เธอ “รักษาจิตวิญญาณแห่งการเดินทางให้คงอยู่ได้ โดยพิจารณาถึงความรู้สึกของการเดินทาง” เธอกล่าวและเสริมว่า การแลกเปลี่ยนโปสต์การ์ดกับกลุ่มคนท่องเที่ยว หรือชุมชนที่ทำเรื่องการท่องเที่ยว ก็เป็นหนึ่ง “วิธีที่สวยงาม” ที่ช่วยสร้างบรรยากาศการเดินทางได้อย่างปลอดถัย

“เมื่อเรานึกถึงการถูกกักขังอยู่ในบ้านของตัวเองอย่างไม่มีกำหนด การออกไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะก็ให้ความรู้สึกเหมือนการเดินทาง” บล็อกเกอร์ Chris Mitchell แห่ง Travelling Mitch กล่าว “ตอนนี้ ผู้คนเพลิดเพลินใจและรู้สึกอัศจรรย์กับอาหารที่เสิร์ฟในร้านอาหารข้างทาง”

การวางแผนการเดินทางจะกลายเป็นเรื่องสนุกอีกครั้ง

แม้ว่าบางคนจะพยายามทำตัวปกติที่สุด แต่ช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้คือการเตือนพวกเราว่า การเดินทางมีความสำคัญต่อการส่งเสริมสุขภาพจิตและสุขภาพกาย การสำรวจในปี 2013 ของผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา 483 คน พบว่า การเดินทางช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการตั้งสมาธิหรือเพ่งความสนใจ การวางแผนการเดินทางก็มีให้ผลเช่นเดียวกัน การศึกษาของมหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ในปี 2014 พบว่า การรอคอยที่จะเดินทางเพิ่มความสุขมากกว่าการคาดหวังว่าจะซื้อสินค้าที่เป็นวัตถุ

Joanna Penn นักเขียนและนักจัดรายการพ็อดแคสต์จากสหราชอาณาจักร ผู้อยู่เบื้องหลัง The Creative Penn and Books and Travel มักออกเดินทางเพื่อค้นคว้าข้อมูลสำหรับการเขียนหนังสือของเธอ “สำหรับฉัน ชีวิตด้านงานเขียนล้วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ระหว่างเดินทาง” เธอกล่าวในพ็อดแคสต์ล่าสุด “แนวคิดต่างๆ เกิดจากการเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ๆ” ในอนาคต เธอคิดว่าการเดินทางของเธอจะรวมถึงการเดินเล่นที่สวนพฤกษศาสตร์ การนั่งดูหมุดหมายต่างๆ ในแผนที่และวางแผนการเดินทางทำให้เธอรู้สึกว่า เธอกำลังทำงานไปสู่เป้าหมายที่แท้จริง “ฉันสามารถขยายขอบเขตความสะดวกสบายได้โดยไม่ต้องเครียดมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าฉันยอมรับว่าสิ่งต่างๆ อาจถูกยกเลิก หรือเปลี่ยนแปลงได้” เธอกล่าว


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : การเดินทาง และท่องเที่ยว เป็นสิ่งจำเป็น

เรื่องแนะนำ

เที่ยวสกลนคร ดินแดนแห่งธรรมมะ ธรรมชาติ และวัฒนธรรม

พาเที่ยวจังหวัดสกลนคร เมืองรองแห่งภาคอีสานที่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยว ธรรมชาติ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่น่าสนใจไม่แพ้จังหวัดใหญ่ ในบรรดา 20 จังหวัดของภาคอีสาน มีเพียงไม่กี่จังหวัดเท่านั้นที่มีชื่อเสียงในฐานะปลายทางของนักเที่ยว มีหลายจังหวัดที่ถูกจัดลำดับความสำคัญว่าเป็น เมืองรอง คือจังหวัดที่เป็นเพียงแค่ทางผ่านไปสู่จังหวัดใหญ่ๆ ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากกว่า แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเมืองรองเหล่านี้ไม่มีเรื่องราวหรือกิจกรรมให้เราได้เปิดประสบการณ์ด้วยตัวเอง สกลนครเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในแถบภาคอีสานตอนบน ถูกขนาบข้างด้วยจังหวัดที่เป็นเมืองหลัก ไม่ว่าจะเป็นอุดรธานี หนองคาย นครพนม ซึ่งดูมีจำนวนผู้ไปเยือนมากกว่า หรือแค่มาเยี่ยมชมความตื่นตาตื่นใจของหนองหาร ทะเลสาบน้ำจืด อันเป็นพื้นที่มีชื่อเสียง แล้วก็จากไป ถึงแม้จะเป็นจังหวัดเล็กๆ แต่ความจริงแล้ว สกลนครมีสิ่งที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวผู้ที่กำลังมองหาการเดินทางที่ให้ประสบการณ์ใหม่ ซึ่งผมได้รับคำเชิญจากสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสกลนคร ให้ออกไปสัมผัสเสน่ห์ของสกลนครด้วยตัวเอง ดินแดนแห่งธรรมมะ “สกลนครเป็นเมือง 3 ธรรม คือธรรมมะ ธรรมชาติ และวัฒนธรรม” คุณชนม์บันลือ วรรธนพันธุ์ ผู้อำนวยการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสกลนคร กล่าวประโยคนี้กับผมและคณะสื่อมวลชนที่ได้รับเชิญมาให้ถ่ายทอดเรื่องราวของสกลนครที่ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร อันเป็นสถานที่แห่งแรกซึ่งผมได้มาเยือน วัดแห่งนี้ได้ประดิษฐานหลวงพ่อองค์แสน วัดคู่บ้านคู่เมืองประจำจังหวัดสกลนคร ที่ผู้มาเยือนต้องแวะมาสักการะเพื่อเสริมสิริมงคลก่อนเดินทางไปยังที่ต่างๆ บรรยากาศโดยรอบมีคนพื้นถิ่นที่แวะเวียนเข้ามาทำบุญ พึ่งพาความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อฯ เพื่อเสริมดวงให้ชีวิตราบรื่น เส้นทางสายธรรมมะแห่งต่อไปของสกลนครคือ วัดป่าสุธาวาส แม้จะชื่อว่าเป็นวัดป่าแต่ก็ตั้งอยู่ในเมือง จึงเดินทางมาได้อย่างสะดวก วัดแห่งนี้มีชื่อเสียงขึ้นมาจากการเป็นที่ละสังขารของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระเกจิอาจารย์ระดับตำนานของเมืองไทย […]

ชมภาพอันน่าขนลุกภายในเมืองร้างกลางทะเลทรายที่นามีเบีย

ทะเลทรายนามิบในสภาพที่แห้งแล้งยังคงรักษาการตกแต่งของเมืองในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เอาไว้ได้ แต่กองทรายที่ถาโถมเข้ามาในเมืองได้กลืนกินสิ่งต่างๆ ที่หลงเหลืออยู่ ที่ประเทศ นามีเบีย ในเมืองโคลมานสค็อพ (Kolmanskop) ทรายที่ปกคลุมตึกรามบ้านช่องที่เคยเป็นเหมืองเพชรเก่าดึงดูดนักท่องเที่ยวนับพัน วอลเปปอร์สีสันสดใสหลุดร่อนออกจากผนัง กองทรายไหลท่วมบรรดาซากบ้านเรือนที่ปรักหักพัง นี่คือภาพของเมืองโคลมานสค็อพ เมืองร้างกลางทะเลทรายนามิบในบริเวณแอฟริกาตอนใต้ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม “เขตต้องห้าม” ในประเทศ นามีเบีย โดยสาเหตุที่ทำให้โคลมานสค็อพมีสภาพเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดเช่นเดียวกับสภาพของเมืองในปัจจุบัน เรื่องราวของเมืองที่แสนเจ็บปวดและน่าประหลาด เย็นวันหนึ่งในปี 1908 ในขณะที่คนงานการรถไฟชาว นามีเบีย นาม Zacherias Lewala กำลังขุดดินเพื่อปรับเส้นทางรางรถไฟและเกลี่ยเนินทราย เขาได้พบก้อนหินจำนวนหนึ่งเปล่งประกายในยามที่แสงธรรมชาติรอบตัวของเขามืดสลัว นายจ้างชาวเยอรมันของ Lewala บอกว่านี่คือเพชร อัญมณีที่มีมูลค่า แต่ Lewala ก็ไม่ได้รับรางวัลใดๆ จากการบอกข่าวดีนี้ให้กับเจ้านายของเขา เวลาต่อมา บรรดาผู้สำรวจแร่ได้แห่กันเข้ามาที่เมืองนี้ ในปี 1912 เมืองนี้ก็เจริญขึ้น และสามารถผลิตเพชรได้นับล้านกะรัตต่อปี ซึ่งเป็นอัตราส่วนร้อยละ 11.7 ของการผลิตเพชรทั้งหมดบนโลกในเวลานั้น โคลมานสค็อพกลายเป็นเมืองหรูหรากลางทะเลทรายอันเวิ้งว้าง ภายในเมืองมีทั้งร้านขายเนื้อ ร้านขายขนมอบ ที่ทำการไปรษณีย์ และโรงน้ำแข็งที่ผลิตจากน้ำสะอาดที่ขนส่งมาทางรถไฟ คนยุโรปมากมายย้ายเข้ามาทำงานในเมืองนี้และบริโภคพลังงานไฟฟ้าอย่างบ้าคลั่ง นอกจากนี้มีเรื่องเล่าว่า ครอบครัวหนึ่งได้เลี้ยงนกกระจอกเทศเพื่อข่มขวัญชาวเมือง และใช้มันลากรถลากเลื่อนบนหิมะในคืนวันคริสต์มาส แต่ความเจริญของเมืองนั้นไม่ยั่งยืน […]