ประสบการณ์ไม่รู้จบของการเดินทางผ่านภูมิทัศน์กว้างใหญ่บน รถไฟทรานส์-ไซบีเรีย

ประสบการณ์ไม่รู้จบของการเดินทางผ่านภูมิทัศน์อันกว้างใหญ่บน รถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย

ภาพทิวทัศน์ของรัสเซียที่เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วนั้นดูเลือนราง เมื่อมองผ่านหน้าต่างของรถไฟสุดหรูอย่าง โกลเด้น อีเกิล ทรานส์–ไซบีเรีย

ฝนโปรยปรายขณะที่เราย่างเท้าขึ้นรถไฟ ณ เมืองวลาดีวอสตอค สถานีต้นทางทรานส์-ไซบีเรีย ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกอันห่างไกลของประเทศรัสเซีย เพื่อเดินทางมายังสถานีแห่งนี้ เราต้องนั่งเรือจากเมืองทางเหนือสุดของประเทศเกาหลีเหนือนานถึงเก้าชั่วโมง

ตราสัญลักษณ์ทองคำอันแวววาวระบุชื่อ Golden Eagle Trans-Siberian Express ถูกติดไว้อย่างโก้หรู บริเวณด้านข้างขบวนรถไฟสีเทา-น้ำเงิน ด้านในห้องโดยสารแต่ละห้องตกแต่งด้วยเครื่องเรือนแบบโบราณ พรม ผ้าม่านและผนังถูกออกแบบและตกแต่งอย่างหรูหรามีระดับ

ขับเคลื่อนโดยพนักงานประจำรถไฟจำนวน 50 คน ตั้งแต่พนักงานต้อนรับผู้โดยสาร ผู้เข้าร่วมประชุม บริกร บาร์เทนเดอร์ ผู้จัดการ ไปจนถึงวิศวกร คนทำอาหาร หัวหน้าพ่อครัว คนทำขนม คนอบขนมปัง หรือแม้แต่นักเล่นฮาร์ปและนักเปียโน

ใน 16 วัน ข้างหน้า Golden Eagle Trans-Siberian Express จะแล่นผ่านภูมิทัศน์อันกว้างใหญ่ของทุ่งหญ้าแห่งมองโกเลีย ไปจนถึงเทือกเขายูรัลที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ จากกระท่อมไม้ในไซบีเรีย มุ่งหน้าสู่กรุงมอสโก ที่ตั้งของสถาปัตยกรรมโอ่อ่าระดับโลก ด้วยระยะทางกว่า 9,000 กิโลเมตร นี่คือเส้นทางรถไฟที่ยาวที่สุดในโลก

รถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย
รูปปั้นนักรบผู้ยิ่งใหญ่แห่งมองโกล หรือเจงกิสข่าน ในเมืองอูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย มีความสูง 130 ฟุต และหนักถึง 260 ตัน

เมื่อรถไฟแล่นผ่านชุมชน 51 แห่ง ซึ่งคาบเกี่ยว 2 พรมแดนของรัสเซียและมองโกเลีย ในที่สุดเราก็ได้แวะพักลงจากรถไฟ ยืดเส้นยืดสายและสำรวจวัฒนธรรม ที่อูลานบาตอร์ เมืองหลวงของมองโกเลีย โดยเราได้ไปเยี่ยมแวะชมรูปปั้นนักขี่ม้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก หล่อขึ้นจากเหล็กหนัก 260 ตัน และสูงถึง 130 ฟุต จากนั้นเราได้เยี่ยมชมอุทยานแห่งชาติของมองโกเลีย ที่ทุ่งหญ้าสเตปป์และกองหินมากมายทอดยาวไกลสุดลูกหูลูกตา

จากนั้นเรากลับขึ้นรถไฟ และเดินทางต่อโดยไม่แวะพักที่ใดเลยนานถึง 3 วัน เพื่อข้ามแผ่นดินอันห่างไกลที่สุดของรัสเซีย ที่น่าอัศจรรย์คือระหว่างนั้นเราต้องกรอเข็มนาฬิกาเพื่อเปลี่ยนเขตเวลาถึง 7 ครั้ง

รถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย
Paul Riley และ Trista Bowman ชนแก้วเพื่อให้เกิดเสียงก่อนดื่มวอดก้าพายนัต (Pine-Nut Vodka) ระหว่างรับประทานมื้อกลางวันบนรถไฟ
รถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย
George Munro และ Gloria Shelton ขณะเดินขึ้นบันไดของสถานีในไซบีเรีย
รถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย
หลังจากรับประทานอาหารที่ถูกปรุงแต่งด้วยวัตถุดิบในท้องถิ่น หรืออาหารที่ปรุงแต่งรสชาติขึ้นมาเอง ซึ่งถือเป็นวิถีของคนในหมู่บ้าน Old Believers กลุ่มหนึ่งที่สืบเชื้อสายมาจากผู้ลี้ภัยทางศาสนาในศตวรรษที่สิบเจ็ด พวกเขาต่างเชิญชวน Paul Riley และ Colleen Angelucci ให้สวมเสื้อผ้าแบบชาวพื้นเมือง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงที่สนุกสนาน

คู่สามีภรรยาสูงสัยที่ฉันได้ทำความรู้จักบนรถไฟ คือ Paul Riley และ Trista Bowman จากแคนาดา รวมถึง Curtis และ Emalee Burton จากรัฐเทกซัส สหรัฐฯ พวกเราสนทนากันอย่างสนุกสนานตลอดการเดินทาง รับประทานอาหารไป 43 มื้อ ดื่มวอดก้าไป 86 ช็อต ตลอดเส้นทางเราหยุดพักเป็นระยะ เพื่อซึมซับ รับฟังและชื่นชมวัฒนธรรม รวมถึงขนบธรรมเนียมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแต่ละพื้นที่ ผ่านการช่วยเหลือของมัคคุเทศกว่า 9 คน

และเมื่อรถไฟแล่นถึงทะเลสาบไบคาล ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผู้โดยสารได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์มากกว่า 10 แห่งซึ่งเกือบทั้งหมดมีจุดเด่นในเรื่องการศึกษาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต ก่อนที่ Paul, Trista, Curtis และ Emalee จะตัดสินใจกระโดดลงไปในโพรงน้ำแข็งที่เย็นจัดของทะเลสาบแห่งนี้

แต่ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น เราก็ต้องรีบกลับมายังรถไฟอันอบอุ่น เพราะฝนตกกระหน่ำเทลงมา ทำให้อากาศที่เย็นอยู่แล้วยิ่งหนาวจับใจ แถมฟ้ายังขมุกขมัวไปด้วยเมฆฝน จากที่จะได้รับประทานอาหารข้างนอก เราจึงต้องตัดใจทิ้งตัวลงบนเบาะนุ่มๆ ของรถไฟในมื้อกลางวันแทน

รถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย
Robert Botte สำรวจภาพสามมิติตลอดเส้นทางในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ
รถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย
Emalee Burton และ Paul Riley สวมเสื้อคลุมหลังจากลงว่ายน้ำในทะเลสาบไบคาลที่เย็นจัด ซึ่งขบวนรถไฟจอดใกล้กับน่านน้ำทำให้พวกเขาเข้าถึงชายฝั่งได้ง่าย

เวลาแสนเพลิดเพลินในแต่ละวันผ่านไวอย่างเหลือเชื่อ ทุกค่ำคื่น ผู้โดยสารต่างขอยืดเวลาทำการของบาร์และร้านอาหารบนรถไฟออกไปให้นานอีกหน่อย เพื่อดื่มด่ำค่ำคืนและบทสนทนากับเพื่อนใหม่ที่ดำเนินไปอย่างไม่รู้จบ

เพื่อนใหม่อีกคนของฉัน Kathy Carrithers แบ่งปันประสบการณ์และความทรงจำให้ฟังว่า เธอเติบโตขึ้นในเมืองเล็กๆ แถบชานเมืองของรัฐวอชิงตัน และออกจากบ้านตอนอายุ 18เธอเริ่มต้นอาชีพของเธอในฐานะพนักงานเก็บเงิน ซึ่งทำหน้าที่นับยอดรวมเงินฝากรายวันทั้งหมด และปลดเกษียณในฐานะรองประธานอาวุโสแผนกการเงินที่ธนาคารแห่งอเมริกา “ฉันเริ่มออกเดินทางท่องโลกครั้งแรก ตอนอายุ 58”

Colleen Angelucci เล่าว่า เธอเติบโตในเมืองชิคาโก และคบกับแฟนเก่าคนหนึ่งตอนอายุ 20 ปลายๆ ทุกครั้งที่เขามาช่วยทำงาน และพาเธอออกไปทานมื้อกลางวัน เขามักรบเร้าให้เธอออกเดินทาง “ไปเม็กซิโก ไปอิตาลีกันเถอะ” เธอจึงตัดสินใจเลิกกับเขา และกว่าเธอจะได้ออกเดินทางจริงๆ ก็อีกเกือบ 30 ปีต่อมา “ทุกวันนี้ชีวิตของฉัน คือวันหยุดพักผ่อน” เธอเล่าพร้อมหัวเราะ

รถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย
ช่วงหนึ่งวันสุดท้ายของการเดินทาง Augusto และ Colleen Angelucci เดินสำรวจรอบๆ พระราชวังเครมลิน (Grand Kremlin Palace) หรือที่เรียกว่าจัตุรัสแดงแห่งมอสโก ประเทศรัสเซีย

ภาพทิวทัศน์ป่าสนสีเขียวถูกตัดผ่านไปอย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือนฉากที่ซ่อนอยู่หลังหน้าต่างกระจกที่มีกรอบหน้าต่างของรถไฟล้อมรอบ เสียงล้อเหล็กกระทบกับรางรถไฟราวกับทำหน้าที่เป็นร่องเสียงของเบสไปจนถึงท่วงทำนองอันไพเราะของฮาร์ป

ฉันนั่งฟัง John Chott เล่าถึงชีวิตในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา และตัดสินใจออกเดินทางท่องโลกทันทีที่เกษียณอายุ เขาหันไปบอกบริกรเป็นภาษารัสเซียว่า “vody, pozhaluysta” (ขอน้ำเปล่าหนึ่งแก้ว) ก่อนจะหันบอกฉันพร้อมรอยยิ้มว่า “ผมเข้าเรียนที่รัสเซียก่อนจะเริ่มออกเดินทาง” เขากล่าว

“เรากำลังเดินทางไปดำน้ำรอบโลก” Riley และ Bowman เล่าอย่างกระตือรือร้น ขณะที่เรากำลังจิบไวน์หลังอาหารเย็น และบอกอีกด้วยว่าพวกเขาจะดำน้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าร่างกายหมดเรี่ยวแรงในออกสำรวจสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต

Augusto Angelucci ผู้อพยพมายังสหรัฐฯ ในวัย 30 ต้นๆ เขาทำงานอย่างหนักเก็บหอมรอบริบทรัพย์สินไว้ใช้ในวัยเกษียณ เขาเชื่อเรื่องการเสี่ยงโชคเพื่อหวังจะเปลี่ยนชีวิตให้ต่างไปจากเดิม เขาบอกฉันระหว่างการสนทนาที่ยาวนานว่า “สิ่งสำคัญที่ฉันเรียนรู้ในชีวิต คือการเป็นผู้สร้างและการสร้างสิ่งที่เท่าเทียมกัน”

ฉันเหลียวมองไปรอบตัว ไอร้อนจางๆ ของควันจากแก้วคาปูชิโนเพิ่งชงเสร็จใหม่ๆ และเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เล็กน้อย แก้วไฮบอลทรงสูงถูกแกว่งก่อนดื่ม ทำให้เม็ดคาเวียร์ดำแดงปะทุพุ่งเข้าปากอย่างรวดเร็ว และให้รสสัมผัสที่แผ่ซ่านไปทั่วปาก ส้อมและมีดทำจากเครื่องเงินกระทบกับจานสีขาวและผ้าปูโต๊ะ ทำให้เกิดเสียงกริ๊ง!

รู้ตัวอีกที 16 วันบนทางรถไฟที่ยาวที่สุดในโลกก็สิ้นสุดลง ยามอาทิตย์ส่องสว่าง ขณะลงจากรถไฟในกรุงมอสโกที่แสนวุ่นวาย เราสวมกอด กล่าวขอบคุณและมอบรอยยิ้มแก่กันเป็นครั้งสุดท้าย ถือเป็นจุดสิ้นสุดการเดินทางของ รถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย

เรื่องและภาพ DANIELLE AMY

แปลและเรียบเรียง ปุณยวีร์ เฉลียววงศ์เจริญ

(โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย)


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : บทเรียนทรงคุณค่าของหญิงสาวผู้เดินทางไปยังทุกประเทศบนโลก

ทุกประเทศ

เรื่องแนะนำ

ชีวิตแขวนบนเส้นด้าย

นักปีนเขาใจกล้าเดินข้ามยอดเขาระยะทาง 20 เมตร ในเทือกเขาแอลป์ของสวิตเซอร์แลนด์ ด้วยการยืนบนเชือกเพียงเส้นเดียวที่มีความกว้างเพียง 2.5 เซนติเมตร

ธงมนต์ จิตวิญญาณแห่งดินแดนหิมาลัย

ในดินแดนอันกว้างใหญ่และสงบบนเทือกเขาหิมาลัยที่ครอบคลุมหลายประเทศ เราพบจุดร่วมทางสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่มีร่วมกัน แม้แต่ละประเทศในภูมิภาคนี้มีความเชื่อทางศาสนาแตกต่างกัน ทั้งฮินดู ซิกข์ พุทธ สัญลักษณ์นั้นคือ ธงมนต์ ที่โบกสะบัดในทุกที่เพื่อแสดงออกถึงความอ่อนน้อมต่อธรรมชาติ ความเคารพในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และประกาศความศรัทธาให้ขยายออกไป ครั้งแรกที่ไปเยือนดินแดนแถบเทือกเขาหิมาลัยนั่นคือเมืองเลห์ แคว้นลาดัก ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ที่นี่ถูกขนานนามว่าทิเบตน้อย ธงมนต์ ถูกผูกตรึงอยู่ในหลายที่ พบได้ทั้งศาสนสถาน พื้นที่เปลี่ยวร้างบนภูเขาสูง เหนือแม่น้ำ บนต้นไม้ใหญ่ และบนสะพาน ธงมนต์สะบัดไหวไม่เคยหยุดนิ่งยกเว้นในช่วงฤดูกาลหนาวที่หิมะปกคลุม ช่วงนั้นผืนผ้าแห่งธงมนต์จะผูกนิ่งแต่ยังคงสีสันตัดกับหิมะสีขาวเฝ้ารอฤดูกาลใหม่ที่จะได้สะบัดปลิวอีกครั้ง เมื่อได้เห็นธงมนต์ในหลายสถานที่ก็อดไม่ได้ที่จะสอบถามคนท้องถิ่นถึงความเป็นมา และได้คำตอบว่านั่นคือธงมนต์ ธงมนตรา หรือธงมนตราธวัช ตัวแทนความศรัทธา ความหวัง และคำขอพรจากผู้ที่นำผ้าหลากสีไปผูกไว้ ทุกครั้งที่ธงมนต์สะบัดปลิว ผู้คนบนเทือกเขาหิมาลัยเชื่อว่า นั่นคือบทสวดมนต์ที่พวกเขาได้เขียนไว้บนผืนผ้า กำลังเปล่งบทสวดดังตามแรงปลิวของสายลมแห่งเทือกเขาหิมาลัย ในสมัยก่อนพุทธกาล ประวัติของธงมนต์ได้กำเนิดขึ้นแถบเทือกเขาหิมาลัยในทิเบต ในยุคนั้น ชาวบ้านใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ไม่มีการสัญจรและการเข้าถึงสาธารณูปโภคอื่นใด เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจได้ถูกกำหนดขึ้นโดยนักบวชในลัทธิบอน ที่ยังคงบูชาภูติผีวิญญาณ ธงมนต์ในยุคแรกถูกย้อมสีด้วยสีธรรมชาติกำหนดขึ้นจากธาตุทั้งห้า นั่นคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศธาตุ เพื่อใช้เป็นเครื่องปัดเป่ายามเจ็บไข้ได้ป่วย ขอพรยามมีความสุข และเป็นสัญลักษณ์ของความเคารพต่อธรรมชาติ เพื่อให้ภูติผีวิญญาณคุ้มครอง ต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษที่สิบสอง สมัยกษัตริย์ซงซัน […]

ดูดาว ที่ริมน้ำ และล่าช้างบนเนินช้างศึก

แสงดาราระยิบพรายที่กาญจนบุรี ดูดาว แสงแดดกำลังส่องแสงอย่างเต็มกำลังในช่วงฤดูร้อนของเมืองไทย ใบไม้กำลังปลิดปลิวและร่วงโรยตามวงรอบของมันที่เวียนมาอีกรอบในปีนี้ ที่สังขละบุรี ระดับน้ำในแม่น้ำซองกาเรียลดระดับลงมาก เผยให้เห็นโครงสร้างเดิมและซากไม้ยืนต้นตายโผล่พ้นผิวน้ำ วิถีชีวิตในช่วงหลังการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวที่นี่ซบเซาไม่ต่างจากสถานที่อื่นๆ ดูดาว นักเดินทางและคนในท้องถิ่นหลายคนกล่าวว่า “อำเภอสังขละบุรีเป็นเมืองสามหมอก ดินแดนสามวัฒนธรรม เมืองแห่งสายน้ำ ขุนเขา และผืนป่าอันอุดม” ความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นความงดงามอย่างหนึ่งที่ทำให้สังขละบุรีเป็นเมืองที่หลายคนอยากมาเยี่ยมชม ครั้งนี้ เราออกเดินทางมาถึงสังขละตอนบ่ายคล้อย เที่ยวชมวัดวาที่ผสานเอกลักษณ์ของคนท้องถิ่นพร้อมเรื่องราวของคนมอญ และเดินตลาดชมวิถีชีวิตของชาวบ้านในช่วงที่นักท่องเที่ยวยังมีจำนวนน้อย สิ่งที่ชาวบ้านในอำเภอสังขละบุรีพยายามนำเสนอคือ เรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม ที่เราได้เห็นผ่านอาหาร การแต่งกาย และภาษาพูด แต่หมุดหมายสำคัญของการเดินทางของเราครั้งนี้คือ การดูดาวยามค่ำคืนบนวัดจมน้ำ หรือวัดวังก์วิเวการาม (เดิม) ในอดีต วัดวังก์วิเวการาม (เดิม) เป็นศาสนสถานที่หลวงพ่ออุตตมะและชาวบ้านอพยพ ชาวกะเหรี่ยง และมอญ ได้ร่วมกันสร้างขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2496 ในบริเวณที่เรียกว่า สามประสบ ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำสามสายคือ แม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำรันตี ไหลมาบรรจบกัน ใน พ.ศ. 2527 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีโครงการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อเขื่อนเขาแหลม เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งเมื่อเก็บกักน้ำหลังเขื่อนแล้ว […]

ใช้ชีวิตง่ายๆ กับธรรมชาติในเมือง ดาลัต เวียดนาม

เดินดงพงไพร พร้อมดื่มด่ำกับบรรยากาศเมือง ดาลัต ในวันที่อยากหลีกหนีความวุ่นวาย จากการตรากตรำทำงานในออฟฟิศกลางเมืองหลวง ความเบื่อหน่ายจึงทำให้เราออกเดินทางอีกครั้ง แผนการสั้นๆ ในช่วงเสาร์อาทิตย์และควบวันลาพักร้อนเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้หลักลี้ไปหามุมหลบพักได้บ้าง ปลายทางของเราครั้งนี้คือเมือง ดาลัต ประเทศเวียดนาม ที่เมืองดาลัต นอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ติดอันดับของคนไทยแล้ว ยังมีธรรมชาติให้ค้นหาอีกมากมาย เพียงแต่การเดินทางไปยังแหล่งธรรมชาติด้วยขนส่งสาธารณะค่อนข้างลำบาก และ สภาพสังคมที่เข้าสู่การพัฒนาประเทศ การหักร้างถางพงเพื่อเปลี่ยนพื้นที่ธรรมชาติจึงมีมากขึ้น ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ การเดินทางของเราเริ่มต้นที่สนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่เช้าตรู๋ บินตรงไม่กี่ชั่วโมงก็มาถึงสนามบินเลียงเคือง สนามบินแห่งเดียวของเมืองดาลัต เมื่อเดินออกมาจากอาคารผู้โดยสารก็มีรถบัสเข้าเมืองจอดรออยู่นอกประตู เราเลือกนั่งรถโดยสารนี้ไปลงที่น้ำตกดาตันลา เพื่อแวะดูนก และรับประทานอาหารกลางวันรอเวลาที่จะเข้าที่พักในช่วงเย็น ในตอนที่เราไปถึงน้ำตกดาตันลานั้น บรรยากาศก็ไม่สู้ดีเสียเท่าไร เมฆครึ้มและฝนที่โปรยลงมาเล็กน้อย แม้เรารู้สึกหวั่นๆ อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้เราล้มเลิกแผนการ เราจัดแจงหยิบอุปกรณ์และสำรวจนกบริเวณโดยรอบทันที นกกินปลีหางยาวคอดำ และนกติ๊ดหัวแดง รอต้อนรับนักดูนกต่างแดนอย่างพวกเรา เราใช้เวลาที่น้ำตกจนเวลาล่วงเข้าสู่เที่ยงวัน จึงเข้าไปยังร้านอาหารที่อยู่บริเวณทางเข้าน้ำตก เลือกนั่งโต๊ะริมระเบียงที่มีต้นไม้ขึ้นอยู่ไม่ห่าง เพื่อหวังมองหานกระหว่างรับประทานอาหาร ซึ่งถือว่าเราประสบความสำเร็จ นกศิวะปีกสีฟ้าบินเข้ามาหากินอยู่ที่ต้นไม้ริมระเบียงตรงที่พวกเรานั่งรับประทานอาหารเที่ยงกัน พร้อมกับนกแซงแซวสีเทา และนกพญาไฟคอเทา ตามมาด้วยนก Indochinese Barbet นกโพระดกเฉพาะถิ่นของเวียดนาม มาเกาะหลบฝนอยู่ด้วย เมื่อมองไปด้านล่างก็มีนก White cheeked Laughingthrush ฝูงใหญ่กระโดดหากินไปมาตามพื้นและพุ่มไม้ จากโต๊ะกินข้าวมองไปไกลๆ […]