ประสบการณ์ไม่รู้จบของการเดินทางผ่านภูมิทัศน์กว้างใหญ่บน รถไฟทรานส์-ไซบีเรีย

ประสบการณ์ไม่รู้จบในการเดินทางผ่านภูมิทัศน์กว้างใหญ่บน รถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย

ภาพทิวทัศน์ของรัสเซียที่เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วนั้นดูเลือนราง เมื่อมองผ่านหน้าต่างของรถไฟสุดหรูอย่าง โกลเด้น อีเกิล ทรานส์–ไซบีเรีย

ฝนโปรยปรายขณะที่เราย่างเท้าขึ้นรถไฟ ณ เมืองวลาดีวอสตอค สถานีต้นทางทรานส์-ไซบีเรีย ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกอันห่างไกลของประเทศรัสเซีย เพื่อเดินทางมายังสถานีแห่งนี้ เราต้องนั่งเรือจากเมืองทางเหนือสุดของประเทศเกาหลีเหนือนานถึงเก้าชั่วโมง

ตราสัญลักษณ์ทองคำอันแวววาวระบุชื่อ Golden Eagle Trans-Siberian Express ถูกติดไว้อย่างโก้หรูบริเวณด้านข้างขบวนรถไฟสีเทา-น้ำเงิน ด้านในห้องโดยสารแต่ละห้องตกแต่งด้วยเครื่องเรือนแบบโบราณ พรม ผ้าม่านและผนังถูกออกแบบและตกแต่งอย่างหรูหรามีระดับ

รถไฟสายนี้ขับเคลื่อนโดยพนักงานประจำรถไฟจำนวน 50 คน ตั้งแต่พนักงานต้อนรับผู้โดยสาร ผู้เข้าร่วมประชุม บริกร บาร์เทนเดอร์ ผู้จัดการ ไปจนถึงวิศวกร คนทำอาหาร หัวหน้าพ่อครัว คนทำขนม คนอบขนมปัง หรือแม้แต่นักเล่นฮาร์ปและนักเปียโน

ใน 16 วัน ต่อจากนี้ Golden Eagle Trans-Siberian Express จะแล่นผ่านภูมิทัศน์อันกว้างใหญ่ของทุ่งหญ้าแห่งมองโกเลีย ไปจนถึงเทือกเขายูรัลที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ จากกระท่อมไม้ในไซบีเรีย มุ่งหน้าสู่กรุงมอสโก ที่ตั้งของสถาปัตยกรรมโอ่อ่าระดับโลก ด้วยระยะทางกว่า 9,000 กิโลเมตร นี่คือเส้นทางรถไฟที่ยาวที่สุดในโลก

รถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย
รูปปั้นนักรบผู้ยิ่งใหญ่แห่งมองโกล หรือเจงกิสข่าน ในเมืองอูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย มีความสูงเกือบ 40 เมตร และหนักถึง 260 ตัน

เมื่อรถไฟแล่นผ่านชุมชน 51 แห่ง ซึ่งคาบเกี่ยว 2 พรมแดนของรัสเซียและมองโกเลีย เราก็ได้แวะพักลงจากรถไฟ ยืดเส้นยืดสายและสำรวจวัฒนธรรมที่อูลานบาตอร์ เมืองหลวงของมองโกเลีย เราได้ไปเยี่ยมแวะชมรูปปั้นเจงกิสข่านที่ใหญ่ที่สุดในโลก หล่อขึ้นจากเหล็กหนัก 260 ตัน และสูงเกือบ 40 เมตร จากนั้นเราได้เยี่ยมชมอุทยานแห่งชาติของมองโกเลีย ที่ทุ่งหญ้าสเตปป์และกองหินมากมายทอดยาวไกลสุดลูกหูลูกตา

จากนั้นเรากลับขึ้นรถไฟ และเดินทางต่อโดยไม่แวะพักที่ใดเลยนานถึง 3 วัน เพื่อข้ามแผ่นดินอันห่างไกลที่สุดของรัสเซีย ที่น่าอัศจรรย์คือระหว่างนั้นเราต้องกรอเข็มนาฬิกาเพื่อเปลี่ยนเขตเวลาถึง 7 ครั้ง

รถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย
Paul Riley และ Trista Bowman ชนแก้วก่อนดื่มวอดก้าพายนัต (Pine-Nut Vodka) ระหว่างรับประทานมื้อกลางวันบนรถไฟ
รถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย
George Munro และ Gloria Shelton ขณะเดินขึ้นบันไดของสถานีในไซบีเรีย
รถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย
หลังจากรับประทานอาหารที่ถูกปรุงแต่งด้วยวัตถุดิบในท้องถิ่น หรืออาหารที่ปรุงแต่งรสชาติขึ้นมาเอง ซึ่งถือเป็นวิถีของคนในหมู่บ้าน Old Believers กลุ่มหนึ่งที่สืบเชื้อสายมาจากผู้ลี้ภัยทางศาสนาในศตวรรษที่สิบเจ็ด พวกเขาต่างเชิญชวน Paul Riley และ Colleen Angelucci ให้สวมเสื้อผ้าแบบชาวพื้นเมือง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงที่สนุกสนาน

คู่สามีภรรยาสูงวัยที่ฉันได้ทำความรู้จักบนรถไฟ คือ Paul Riley และ Trista Bowman จากแคนาดา รวมถึง Curtis และ Emalee Burton จากรัฐเทกซัส สหรัฐฯ พวกเราสนทนากันอย่างสนุกสนานตลอดการเดินทาง รับประทานอาหารไป 43 มื้อ ดื่มวอดก้าไป 86 ช็อต ตลอดเส้นทางเราหยุดพักเป็นระยะ เพื่อซึมซับ รับฟังและชื่นชมวัฒนธรรม รวมถึงขนบธรรมเนียมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแต่ละพื้นที่ ผ่านการช่วยเหลือของมัคคุเทศกว่า 9 คน

และเมื่อรถไฟแล่นถึงทะเลสาบไบคาล ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผู้โดยสารได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์มากกว่า 10 แห่งซึ่งเกือบทั้งหมดมีจุดเด่นในเรื่องการศึกษาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต ก่อนที่ Paul, Trista, Curtis และ Emalee จะตัดสินใจกระโดดลงไปในโพรงน้ำแข็งที่เย็นจัดของทะเลสาบแห่งนี้

แต่ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น เราก็ต้องรีบกลับมายังรถไฟอันอบอุ่น เพราะฝนตกกระหน่ำเทลงมา ทำให้อากาศที่เย็นอยู่แล้วยิ่งหนาวจับใจ แถมฟ้ายังขมุกขมัวไปด้วยเมฆฝน จากที่จะได้รับประทานอาหารข้างนอก เราจึงต้องตัดใจทิ้งตัวลงบนเบาะนุ่มๆ ของรถไฟในมื้อกลางวันแทน

รถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย
Robert Botte สำรวจภาพสามมิติตลอดเส้นทางในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ
รถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย
Emalee Burton และ Paul Riley สวมเสื้อคลุมหลังจากลงว่ายน้ำในทะเลสาบไบคาลที่เย็นจัด ซึ่งขบวนรถไฟจอดใกล้กับน่านน้ำทำให้พวกเขาเข้าถึงชายฝั่งได้ง่าย

เวลาแสนเพลิดเพลินในแต่ละวันผ่านไปไวอย่างเหลือเชื่อ ทุกค่ำคืน ผู้โดยสารต่างขอยืดเวลาทำการของบาร์และร้านอาหารบนรถไฟออกไปให้นานอีกหน่อย เพื่อดื่มด่ำค่ำคืนและบทสนทนากับเพื่อนใหม่ที่ดำเนินไปอย่างไม่รู้จบ

เพื่อนใหม่อีกคนของฉัน Kathy Carrithers แบ่งปันประสบการณ์และความทรงจำให้ฟังว่า เธอเติบโตขึ้นในเมืองเล็กๆ แถบชานเมืองของรัฐวอชิงตัน และออกจากบ้านตอนอายุ 18 เธอเริ่มต้นอาชีพของเธอในฐานะพนักงานเก็บเงิน ซึ่งทำหน้าที่นับยอดรวมเงินฝากรายวันทั้งหมด และปลดเกษียณในฐานะรองประธานอาวุโสแผนกการเงินที่ธนาคารแห่งอเมริกา “ฉันเริ่มออกเดินทางท่องโลกครั้งแรก ตอนอายุ 58”

Colleen Angelucci เล่าว่า เธอเติบโตในเมืองชิคาโก และคบกับแฟนเก่าคนหนึ่งตอนอายุ 20 ปลายๆ ทุกครั้งที่เขามาช่วยทำงาน และพาเธอออกไปทานมื้อกลางวัน เขามักรบเร้าให้เธอออกเดินทาง “ไปเม็กซิโก ไปอิตาลีกันเถอะ” เธอจึงตัดสินใจเลิกกับเขา และกว่าเธอจะได้ออกเดินทางจริงๆ ก็อีกเกือบ 30 ปีต่อมา “ทุกวันนี้ชีวิตของฉัน คือวันหยุดพักผ่อน” เธอเล่าพร้อมหัวเราะ

รถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย
ช่วงหนึ่งวันสุดท้ายของการเดินทาง Augusto และ Colleen Angelucci เดินสำรวจรอบๆ พระราชวังเครมลิน (Grand Kremlin Palace) หรือที่เรียกว่าจัตุรัสแดงแห่งมอสโก ประเทศรัสเซีย

ภาพทิวทัศน์ป่าสนสีเขียวตัดผ่านไปอย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือนฉากที่ซ่อนอยู่หลังหน้าต่างกระจกที่มีกรอบหน้าต่างของรถไฟล้อมรอบ เสียงล้อเหล็กกระทบกับรางรถไฟราวกับทำหน้าที่เป็นร่องเสียงของเบสไปจนถึงท่วงทำนองอันไพเราะของฮาร์ป

ฉันนั่งฟัง John Chott เล่าถึงชีวิตในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา และตัดสินใจออกเดินทางท่องโลกทันทีที่เกษียณอายุ เขาหันไปบอกบริกรเป็นภาษารัสเซียว่า “vody, pozhaluysta” (ขอน้ำเปล่าหนึ่งแก้ว) ก่อนจะหันบอกฉันพร้อมรอยยิ้มว่า “ผมเข้าเรียนที่รัสเซียก่อนจะเริ่มออกเดินทาง” เขากล่าว

“เรากำลังเดินทางไปดำน้ำรอบโลก” Riley และ Bowman เล่าอย่างกระตือรือร้น ขณะที่เรากำลังจิบไวน์หลังอาหารเย็น และบอกอีกด้วยว่าพวกเขาจะดำน้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าร่างกายหมดเรี่ยวแรงในออกสำรวจสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต

Augusto Angelucci ผู้อพยพมายังสหรัฐฯ ในวัย 30 ต้นๆ เขาทำงานอย่างหนักเก็บหอมรอบริบทรัพย์สินไว้ใช้ในวัยเกษียณ เขาเชื่อเรื่องการเสี่ยงโชคเพื่อหวังจะเปลี่ยนชีวิตให้ต่างไปจากเดิม เขาบอกฉันระหว่างการสนทนาที่ยาวนานว่า “สิ่งสำคัญที่ฉันเรียนรู้ในชีวิต คือการเป็นผู้สร้างและการสร้างสิ่งที่เท่าเทียมกัน”

ฉันเหลียวมองไปรอบตัว ไอร้อนจางๆ ของควันจากแก้วคาปูชิโนเพิ่งชงเสร็จใหม่ๆ และเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เล็กน้อย แก้วไฮบอลทรงสูงถูกแกว่งก่อนดื่ม ทำให้เม็ดคาเวียร์ดำแดงปะทุพุ่งเข้าปากอย่างรวดเร็ว และให้รสสัมผัสที่แผ่ซ่านไปทั่วปาก ส้อมและมีดทำจากเครื่องเงินกระทบกับจานสีขาวและผ้าปูโต๊ะ ทำให้เกิดเสียงกริ๊ง!

รู้ตัวอีกที 16 วันบนทางรถไฟที่ยาวที่สุดในโลกก็สิ้นสุดลง ยามอาทิตย์ส่องสว่าง ขณะลงจากรถไฟในกรุงมอสโกที่แสนวุ่นวาย เราสวมกอด กล่าวขอบคุณและมอบรอยยิ้มแก่กันเป็นครั้งสุดท้าย ถือเป็นจุดสิ้นสุดการเดินทางของ รถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย

เรื่องและภาพ DANIELLE AMY

แปลและเรียบเรียง ปุณยวีร์ เฉลียววงศ์เจริญ

(โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย)


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : บทเรียนทรงคุณค่าของหญิงสาวผู้เดินทางไปยังทุกประเทศบนโลก

ทุกประเทศ

เรื่องแนะนำ

สถานที่มีเสน่ห์จับใจผู้อ่านของเรา

จากเมืองที่มี เสน่ห์ ชวนหลงใหลในยุโรปไปจนถึงป่าฝนเขตร้อนในอเมริกาใต้ จุดหมายปลายทางเหล่านี้จะทำให้คุณรู้สึกถึงความรัก ประโยคจากเพลงคลาสสิกอย่าง “I left my heart in San Francisco” เพลงสิบสองบรรทัดยอดนิยมที่เปิดตัวในปี 1953 เดิมทีประพันธ์โดย George Cory กับ Douglass Cross ท่ามกลางเพลงรักมากมายที่ขับกล่อมเราทุกวัน เพลงนี้ก็ยังติดอยู่ในใจของใครหลายๆ คน นอกจากนี้ยังเป็นเพลงที่มีความโดดเด่นเพราะเนื้อเพลงไม่เกี่ยวกับผู้คน แต่หากเป็นการพูดถึงสถานที่ เมื่อวาเลนไทน์ที่ผ่านมาทางเพจ National Geographic Travel ได้เล่นเกมร่วมกับผู้อ่าน โดยโพสต์เนื้อเพลง I left my heart in San Francisco โดยจะเว้นช่องว่างหลัง “I left my heart in……………” เพื่อเปิดให้ผู้อ่านแสดงความคิดเห็นถึงสถานที่ตราตรึงใจของผู้อ่านไว้ที่ท้ายประโยค ซึ่งทางเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้รวมคำตอบไว้ด้านล่างและคุณสามารถอ่านเพิ่มเติมเพื่อรับแรงบันดาลใจได้ที่นี่ คำตอบเหล่านี้นำเราไปสู่การเดินทางจากเมืองที่มีเสน่ห์ในยุโรปไปจนถึงป่าฝนเขตร้อนของอเมริกาใต้ที่ผ่านเรื่องราวความรักของครอบครัวและมิตรภาพระหว่างเพื่อน ทั้งนี้บางคนเผยว่าพวกเขายังไม่พบความรักในชีวิตของพวกเขา ซึ่งคนอื่น กล่าวว่าพวกเขา “ทิ้งหัวใจ” ไว้ในหลายๆ เมือง […]

The Jumper : เด็กโดดแห่งสังขละบุรี

เรื่องและภาพ วีรวัฒน์  เวียงไชย (รางวัลชมเชยโครงการ 10 ภาพเล่าเรื่องปี 7) หนึ่งในจุดหมายปลายทางในฝันของนักท่องเที่ยวมักจะมี อ. สังขละบุรี จ. กาญจนบุรี อยู่ในรายการด้วยเสมอ  นอกจากวัฒนธรรมอันหลากหลายของชาวไทยหลากเชื้อชาติในท้องถิ่นแล้ว นักท่องเที่ยวยังเดินทางมาเพื่อสัมผัสกับอากาศที่เย็นสบาย วิวของเขื่อนวชิราลงกรณ์ และการกระโดดสะพานมอญของเด็กโดดแห่งสังขละบุรี ในขณะที่เด็กไทยเชื้อสายมอญบางส่วนแต่งชุดประจำถิ่น อาสาเป็นไกด์บรรยายประวัติความเป็นมาของสะพานมอญหรือสะพานอุตตมานุสรณ์และเมืองสังขละบุรี แต่ยังมีเด็กชายล้วนอีกกลุ่มหนึ่งอาศัยความกล้าเพื่อกระโดดจากสะพานมอญซึ่งสูงหลายสิบเมตรเพื่อเรียกเสียงฮือฮาจากนักท่องเที่ยว  ทั้งหมดสวมเฉพาะกางเกงและปราศจากอุปกรณ์ป้องกันตัวเมื่อกระโดดจากที่สูงลงสู่พื้นน้ำข้างล่างที่มีเรือแล่นผ่านไปมาไม่ขาดสาย  นอกจากคำถามต่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของเด็กๆ ที่แลกกับการท่องเที่ยวแล้ว วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปเพราะรายได้พวกเขา เช่น การขาดเรียน การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย การทะเลาะวิวาท ใช้ยาเสพติด ฯลฯ ยังทำให้เกิดข้อสงสัยต่ออนาคตของพวกเขาเองด้วย  

ฮอยอัน : ออกเดินทางหาความยั่งยืนทั้งภายนอกและภายในตนเอง

เรารู้จัก ฮอยอัน ในฐานะเมืองมรดกโลก หลายคนมาที่นี้เพื่อเยี่ยมชมเมืองเก่า ชุมชนญี่ปุ่น และล่องเรือตะกร้า แต่การเดินทางบางครั้งกลับไม่ใช่แค่สถานที่ แต่เป็นผู้คน และเรื่องราวของผู้คนที่พบเจอ ว่ากันว่าตัวบุคคลนี่แหละที่นำพาเราไปสู่เรื่องราวของสถานที่นั้นอย่างแท้จริง ฉันมักออกเดินทางเพื่อสำรวจตัวเองเสมอ แต่การเดินทางครั้งนี้กลับแตกต่างจากทุกครั้ง ฮอยอัน คือสถานที่ที่ฉันไม่ต้องใช้กำลังปีนป่ายใดๆ ไม่ต้องใช้แรงใจในการผลักดันแรงขาให้ก้าวเดินเป็นระยะทางกว่าสิบกิโลเมตร ฉันเชื่อมาตลอดว่า ความยากลำบากในการเดินทางแบบนั้นจะพัดพาจิตวิญญาณแท้จริงกลับมา ทุกครั้งที่ออกเดินทางฉันมักจะเชื่อมภาพที่เราเห็นกับเรื่องภายในตนเองทั้งหมด จนวันหนึ่งที่จังหวะชีวิตเปลี่ยนไป แว่นตาของการมองโลกก็เปลี่ยนไปด้วย ฉันเริ่มสนใจเรื่องภายนอกตัวมากขึ้น และการเดินทางมาฮอยอันก็ทำให้ฉันเห็นภาพนี้ชัดเจนขึ้น หลายแหล่งข้อมูลบอกว่า ฮอยอันตั้งอยู่ในจังหวัดกวางนาม ประเทศเวียดนาม UNESCO คัดเลือกให้เป็นเมืองมรดกโลก ด้วยเหตุผลที่ว่า เป็นเมืองที่ผสมผสานศิลปะ และสถาปัตยกรรมท้องถิ่นและต่างชาติ ได้อย่างมีเอกลักษณ์ หลังจากกลายเป็นเมืองมรดกโลก ฮอยอันจึงเติบโตอย่างรวดเร็วในฐานะเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ที่มีค่าครองชีพต่ำติด 1 ใน 5 ของโลก และด้วยอัตราการเติบโตที่รวดเร็วบนพื้นที่จำกัด ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตั้งแต่เรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน จนถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทำให้ผู้คนบางส่วนในฮอยอันเริ่มหาหนทางเดินทางเข้าหาจุดสมดุล จุดของการพัฒนาอย่างยั่งยืนจึงถูกนำมาประยุกต์ใช้ หลายคนเริ่มกลับมารวมกลุ่มกันทำสวนแบบปลอดสารพิษ คนรุ่นใหม่บางคนกลับมาเป็นแรงสำคัญในการพัฒนาชุมชนโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วม มีการจัดการท่องเที่ยวชุมชนขึ้นมา และฉันหวังว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดนั้น ฉันออกเดินทางจากประเทศไทยมาลงที่เมืองดานัง ก่อนเหมารถโดยสารมาฮอยอัน ในตอนกลางวัน ฮอยอันเป็นเมืองเงียบสงบ ราวกลับเมืองที่หลับไหล ผู้คนเดินไปมาอย่างบางตา แต่เมื่อพระอาทิตย์เริ่มตกดิน […]

กล้าเดินไหม? สะพานแขวนยาวที่สุดในโลก

สะพานแขวนแห่งนี้ทอดตัวยาวเชื่อมระหว่างหุบเขาที่สูงชันในเทือกเขาแอลป์ ของสวิสเซอร์แลนด์ และได้ชื่อว่าเป็นสะพานแขวนที่มีความยาวมากที่สุดในโลก ด้วยระยะทาง 494 เมตร และสูงถึง 85 เมตรเหนือพื้นดิน สะพานแห่งนี้เพิ่งจะเปิดให้ผู้คนทดลองมาวัดความกล้ากันไปเมื่อ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งใครก็ตามที่เป็นโรคกลัวความสูงไม่อนุญาตให้เดินข้ามสะพานดังกล่าว ว่าแต่คุณผู้อ่านล่ะ กล้าพอไหมที่จะเดินข้ามสะพานแขวนยาวที่สุดในโลกเส้นนี้!   อ่านเพิ่มเติม : ไปเที่ยวเกาหลีเหนือกัน! พักในโรงแรมสุดหรูพร้อมเล่นสกีหิมะ, 5 แหล่งผจญภัยตามสไตล์ Game of Thrones