กิจกรรมแอดเวนเจอร์ กาญจนบุรี และแนวโน้มการท่องเที่ยวหลังจากนี้

บทสัมภาษณ์พี่แก่ – กฤษณะ แก้วธำรงค์ รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

บทสัมภาษณ์พี่แก่ – กฤษณะ แก้วธำรงค์ รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางส่วนตัว และแนวโน้มการท่องเที่ยวหลังจากนี้ กิจกรรมแอดเวนเจอร์ กาญจนบุรี

“สวัสดีครับ” เสียงผู้ชายทุ้มนุ่มที่ฟังดูอบอุ่นดังขึ้นในโทรศัพท์ หลังจากเราแนะนำตัวเองได้พอประมาณ ก็เป็นฝ่ายคู่สนทนาได้แนะนำตัวบ้าง เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ออนไลน์ กำลังพูดคุยอยู่กับผู้ที่อยู่ในวงการท่องเที่ยวมาอย่างยาวนาน พี่แก่ – กฤษณะ แก้วธำรงค์ รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ด้านตลาดในประเทศ กิจกรรมแอดเวนเจอร์ กาญจนบุรี

อีกบทบาทหนึ่ง พี่แก่เป็นเจ้าของเฟซบุ๊กแฟนเพจ “เห็น แก่ เที่ยว” ที่นำเสนอการท่องเที่ยวเชิงผจญภัย หรือ Adventure และพิธีกรรายการโทรทัศน์ “เที่ยวไทยไม่ตกยุค Thailand in Trend” ทางช่องไทยพีบีเอส

กิจกรรมแอดเวนเจอร์ กาญจนบุรี

พี่แก่เริ่มต้นเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างไร

ผมเริ่มเดินทางท่องเที่ยวตั้งแต่วัยเด็ก เนื่องจากคุณพ่อคุณแม่ต้องย้ายไปรับราชการในหลายๆ พื้นที่ และครอบครัวก็มีอิทธิพลต่อตัวผมมาก คุณพ่อของผมชอบเดินทางไปแคมปิ้งตามสถานที่ทางธรรมชาติ ตัวผมเองก็ได้ร่วมเดินทางกับคุณพ่ออยู่หลายครั้ง ได้เห็นแบบอย่างการท่องเที่ยวในสถานที่ทางธรรมชาติ การเตรียมตัว และวางแผนก่อนเดินทาง

จนกระทั่งเติบโตเข้าสู่ช่วงชีวิตในมหาวิทยาลัย ก็มีโอกาสได้เจอกับกลุ่มเพื่อนที่มีความสนใจในกิจกรมแคมปิ้ง แบกเป้ และท่องเที่ยวสถานที่ทางธรรมชาติ จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เรียนรู้เรื่องราวและวิถีของการเดินทางมาจนถึงทุกวันนี้

ผมรู้สึกว่า “การเดินทางท่องเที่ยวแบบแคมปิ้งมีอะไรซ่อนอยู่มากมาย ระหว่างทางเราได้เรียนรู้เรื่องวิถีธรรมชาติ วิถีชุมชน และมิตรภาพระหว่างการเดินทาง”

จากประสบการณ์เดินทางที่หลากหลาย พี่แก่มองเห็นพัฒนาการการท่องเที่ยวในประเทศไทยอย่างไร

พัฒนาการเรื่องท่องเที่ยวของไทยมีมาตลอด ส่วนใหญ่เป็นไปตามยุคกระแส หรือกระแสนิยมในช่วงนั้น แต่มีนักท่องเที่ยวบางส่วนที่ยังหลงใหลการเดินทางท่องเที่ยวในสถานที่ธรรมชาติ โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักไม่ค่อยเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางแม้ว่าสังคมจะเจริญไปมาก

กิจกรรมแอดเวนเจอร์ กาญจนบุรี

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนในการท่องเที่ยวประเทศไทยในช่วงหลังมานี้ ผมเห็นว่า หลายพื้นที่สร้าง “เอกลักษณ์” เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว เช่น ไร่ชา ทางเดินกระจก และสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่เป็นจุดขาย แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่ก็คือ การเดินทางเพื่อค้นหา “อัตลักษณ์” ซึ่งเป็นเป้าหมายของนักเดินทางที่แท้จริง โดยอัตลักษณ์ของพื้นที่มักจะมีเรื่องราวอยู่เบื้องหลัง แต่เอกลักษณ์มักถูกสร้างขึ้นมาโดยไม่มีเรื่องราว

บางครั้ง นักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งที่เดินทางไปท่องเที่ยวสถานที่ที่สร้างเอกลักษณ์ขึ้นมา ก็ไม่อยากเดินทางกลับไปอีก เพราะถือว่าได้เดินทางมาแล้ว

ผมยกตัวอย่างการนำอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาสร้างเป็นการท่องเที่ยว อย่างวัดร่องขุ่น จังหวัดเชียงราย ที่สร้างโดยการนำอัตลักษณ์ของท้องถิ่นมาเพิ่มมูลค่า โดยผู้สร้างเป็นคนท้องถิ่น และมีเรื่องราวการก่อสร้างสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ทำให้สถานที่แห่งนี้สร้างมูลค่าจากการท่องเที่ยวได้

แต่ผมไม่สามารถพูดได้อย่างชัดเจนว่า การเดินทางท่องเที่ยวแบบไหนดีหรือไม่ดี เพราะความชื่นชอบของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนอยากตามรอบบล็อกเกอร์ที่แชร์ภาพสวยๆ ในโซเชียลมีเดีย หรือบางคนก็อยากไปเที่ยวธรรมชาติที่นักท่องเที่ยวไม่หนาแน่น

ทุกวันนี้ หลายๆ คนเป็นสื่อกลางโดยไม่รู้ตัว อย่างตัวผมเอง เวลาเดินทางไปเที่ยวที่ไหนสักที่แล้วโพสต์ภาพลงในโซเชียลมีเดีย ก็มีเพื่อนฝูงอยากตามมาเที่ยวด้วย แล้วก็นัดเวลากันออกเดินทางเลย ทุกวันนี้เป็นรูปแบบนี้แล้ว

นักเดินทางหลายคนบอกว่า เมื่อเดินทางภายนอกมากๆ เรามักพบว่า เราได้เดินทางภายในตัวเองด้วย พี่แก่มีความคิดเห็นกับประเด็นนี้อย่างไร

ผมคิดว่า เรื่องการเดินทางภายในไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน ยิ่งในทุกวันนี้ยิ่งเกิดขึ้นได้ยาก เมื่อนักเดินทางบางคนเดินทางไปถ่ายรูปเซลฟี่แล้วก็เดินทางกลับ

ผมเข้าใจเรื่องการเดินทางภายนอกสู่ภายในว่า เมื่อเราได้ประสบกับสิ่งเร้าบางอย่างที่เราพบเจอระหว่างเดินทาง สิ่งนั้นได้ทำงานกับความรู้สึกภายในของเรา กลายเป็นว่าภายในเราได้ประสบการณ์ และขึ้นอยู่กับตัวบุคคลว่า คนๆ นั้นจะแปลงเป็นอะไร บางคนแปลงเป็นความสุข และตกผลึกเป็นแนวคิดบางอย่างจากการเดินทางครั้งนี้ หรือบางคนก็รู้สึกว่า การเดินทางท่องเที่ยวช่วยให้จิตใจของเขาปลอดโปร่ง และมีพลังที่จะกลับไปทำงานต่อ ซึ่งช่วยจรรโลงให้เกิดความคิดในการทำงานเพิ่มขึ้นไปอีก

มันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเฉพาะบุคคลมากๆ บางคนออกเดินทางเหมือนกัน แต่อาจไม่เกิดอะไรขึ้นกับภายในของเขาก็ได้ อย่างเช่น เราคุยกับเพื่อนสองคนที่ได้ไปท่องเที่ยวในสถานที่เดียวกัน อีกคนบรรยายความรู้สึกและความประทับใจได้เป็นฉากๆ ในขณะที่อีกคนกลับไม่รู้สึกอะไรเลยก็ได้

กิจกรรมแอดเวนเจอร์ กาญจนบุรี

ในสถานการณ์การระบาดใหญ่ไปทั่วโลก ทั้งนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยว ควรรับมืออย่างไร

ผมขอตอบในส่วนแรกซึ่งเป็นความคิดเห็นส่วนตัวก่อนนะครับ ในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์แบบนี้ทำให้เราวางแผนการเดินทางละเอียดมากขึ้น หมายถึง ผมต้องเลือกทำบางอย่างที่ไม่กระทบกับมาตรการของภาครัฐ และไม่กระทบกับชุมชนที่เราเข้าไปในพื้นที่ และอีกหนึ่งเรื่องที่ผมพิจารณาอย่างมากในช่วงนี้คือ หลีกเลี่ยงสถานที่ท่องเที่ยวสาธารณะที่ได้รับความนิยม และมีนักท่องเที่ยวแออัด นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผมต้องปรับตัว

ในส่วนของนักท่องเที่ยว รูปแบบการเดินทาง และกิจกรรมท่องเที่ยวก็เปลี่ยนไป เช่น หลังจากที่รัฐบาลเริ่มผ่อนคลายมาตรการจำกัดการเดินทาง คนก็เริ่มออกเดินทางบ้าง โดยเลือกเดินทางไปรอบ ๆ บ้าน หรือจังหวัดใกล้เคียง แต่การเดินทางจะเริ่มเปลี่ยนไปโดยใช้พาหนะส่วนตัวมากขึ้น และกิจกรรมแคมปิ้งก็ได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจาก กิจกรรมแคมปิ้งสามารถควบคุมปัจจัยหลายๆ อย่างได้ ทั้งเพื่อนร่วมทาง อาหาร และที่นอน และนักท่องเที่ยวก็เข้าใจพื้นฐานเรื่องการกางเต็นท์มากขึ้น ดังนั้น นักท่องเที่ยวก็ไม่ได้กางเต็นท์ใกล้ๆ กันเหมือนเมื่อก่อน จึงเป็นการเว้นระยะห่างทางสังคม

กิจกรรมแอดเวนเจอร์ กาญจนบุรี

ในส่วนของผู้ประกอบการที่พัก อาจต้องปรับรูปแบบการเข้าพัก เช่น เปิดห้องพักให้นักท่องเที่ยวแบบห้องเว้นห้อง และใช้พื้นที่กลางแจ้งเป็นลานกิจกรรมเพื่อดึงดูดลูกค้า จะเห็นได้ว่า แนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้คนกลับไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติมากขึ้น ก็เป็นเหมือนวัฎจักรที่หมุนกลับไปหาธรรมชาติ

ร้านอาหาร ควรต้องยึดแนวคิดเรื่อง Zero Food Waste คือลดการสั่งอาหารคราวละมากๆ แต่คิดคำนวนให้พอดีกับปริมาณลูกค้า ในส่วนของนักท่องเที่ยวก็ต้องเรียนรู้ว่าควรกินอาหารให้พอดี และกินอย่างรู้คุณค่า นอกจากนี้ การนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาปรุงอาหารในธุรกิจห้องพัก ก็เป็นการช่วยเหลือชุมชนที่อยู่รอบ ๆ สถานประกอบการได้ด้วย

แนวโน้มเรื่องการท่องเที่ยวจะเป็นอย่างไร

ในความเป็นจริง ช่วงนี้การเดินทางกลับมาบ้างแล้ว แต่เป็นการเดินทางในพื้นที่ใกล้เคียง เมื่อมีประกาศเปลี่ยนแปลงมาตรการล็อกดาวน์จากรัฐบาล นักท่องเที่ยวก็สามาถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้เลย แต่จะได้เห็นภาพการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเหมือนช่วงก่อนการระบาดใหญ่ คงยังไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้

หลังจากนี้ ผู้รับผิดชอบส่วนนโยบายอาจต้องพิจารณาเรื่องความต้องการของนักท่องเที่ยวกับความสามารถการรองรับนักท่องเที่ยวของพื้นที่ เพื่อไม่ให้จำนวนนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่เยอะเกินไป เช่น ถ้ามีนโยบายชัดเจนเรื่องการเข้าสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติโดยจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว ทางฝั่งของนักท่องเที่ยวก็จะมีข้อมูลเพื่อวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวในแต่ละสถานที่ได้อย่างเหมาะสม

กิจกรรมแอดเวนเจอร์ กาญจนบุรี

ผมคิดว่า ในช่วงปลายฤดูฝน เดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ถ้าสถานการณ์การระบาดไม่รุนแรงมาก นักท่องเที่ยวจะเริ่มเดินทางในประเทศมากขึ้น โดยมีตัวอย่างจากหลาย ๆ ประเทศ ที่ผู้คนในประเทศก็เริ่มออกเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น แต่นักท่องเที่ยวจะเดินทางในรูปแบบใดอาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

แนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ

หลายๆ ประเทศ อย่างประเทศในยุโรป นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เข้าใจบริบทของการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบอยู่แล้ว เนื่องจากถูกปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็ก เพราะฉะนั้น เมื่อนักท่องเที่ยวเข้าใจเรื่องเหล่านี้ เขาก็พิจารณาแผนการเดินทางมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน เช่น เลือกเข้าพักในโรงแรมที่มีมาตรการเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือกิจการท่องเที่ยวที่เป็นธุรกิจเพื่อสังคม เป็นต้น

กิจกรรมแอดเวนเจอร์ กาญจนบุรี

สำหรับในประเทศไทย เรามีตัวอย่างให้เห็นมากมายทั้งในแง่ลบและบวก เช่น การไปแคมปิ้งในสถานที่ของเอกชนกับในอุทยานแห่งชาติ วิธีการวางแผนการเดินทาง วิธีคิด และการเตรียมวัตถุดิบประกอบอาหาร ก็ต่างกันแล้ว ดังนั้น มันเป็นเรื่องรายละเอียดของการเดินทางที่เราทุกคนควรพิจารณาก่อนการเดินทาง ว่าการเดินทางของเราสร้างผลกระทบต่อพื้นที่มากน้อยเพียงใด

ผมเข้าใจว่า เรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคงเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจดีอยู่แล้ว เพียงแค่เราต้องใส่ใจปฏิบัติให้มากขึ้น และไม่ใช่แค่ตัวเราที่ต้องรับผิดชอบ แต่ทุกคนต้องรับผิดชอบช่วยกัน

สนับสนุนโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

สัมภาษณ์และเรียบเรียง ณภัทรดนัย
ภาพถ่าย เฟซบุ๊กแฟนเพจ “เห็น แก่ เที่ยว”


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ท่องเที่ยวเพื่อ “อาบป่า” – ธรรมชาติบำบัดเพื่อการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจในกาญจนบุรี

เรื่องแนะนำ

สัมผัสประสบการณ์เดินทางบน รถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย

ภาพทิวทัศน์ของรัสเซียนั้นดูเลือนราง เมื่อมองผ่านหน้าต่างของรถไฟสุดหรูอย่าง โกลเด้น อีเกิล ทรานส์–ไซบีเรีย เรื่องราวและภาพ: DANIELLE AMY ฝนโปรยปรายขณะที่เราขึ้นรถไฟใน เมืองวลาดีวอสตอค หรือเมืองสถานีปลายทางทรานส์-ไซบีเรียอันห่างไกลที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของรัสเซีย ซึ่งเดินทางโดยการนั่งเรือจากเกาหลีเหนือใช้เวลานานถึงเก้าชั่วโมง รถไฟถูกทาด้วยสีเทาและน้ำเงิน โดยแต่ละขบวนจะประดับตราสัญลักษณ์ “Golden Eagle Trans-Siberian Express” เป็นตัวอักษรแบบทองคำอันแวววาว เส้นทางรถไฟแล่นผ่านทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ของมองโกเลีย และเทือกเขายูรัลที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะ รถไฟแล่นผ่านกระท่อมไม้ในไซบีเรียไปยังแหล่งสถาปัตยกรรมอันโอ่อ่าแห่งมอสโก กลุ่มของเราได้ร่วมเดินทางรถไปกับ National Geographic Expeditions เป็นเวลา 16 วัน จากการสังเกตพบว่ามีคู่รักที่เกษียณอายุราชการเป็นส่วนใหญ่ คือชาวอเมริกันห้าคน ชาวแคนาดาหนึ่งคน หัวหน้าทัวร์รัสเซีย นักประวัติศาสตร์ และฉันที่เป็นผู้ประสานงานภาพถ่ายที่ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก มีพนักงานรถไฟประมาณ 50 คน ตั้งแต่พนักงานต้อนรับผู้โดยสาร ผู้เข้าร่วมประชุม บริกร บาร์เทนเดอร์ ผู้จัดการ ไปจนถึงวิศวกร คนทำอาหาร หัวหน้าพ่อครัว คนทำขนม คนอบขนมปัง หรือแม้แต่นักเล่นฮาร์ปและนักเปียโน เมื่อรถไฟเร่งความเร็วผ้าม่านสีเบจกลายเป็นกระจกเงาสะท้อนภาพห้องโดยสารแต่ละห้องที่ถูกตกแต่งด้วยเครื่องเรือนแบบโบราณ รวมถึงการเลือกใช้พรมและผนังสีแดงเพื่อเพิ่มความหรูหราแบบมีระดับ นี่เป็นระยะทางกว่าเก้าพันกิโลเมตร จนกว่าจะถึงมอสโกซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางรถไฟที่ยาวที่สุดในโลก […]

สวนสวรรค์เหนือ แมนแฮตตัน

ทางฝั่งตะวันตกตอนล่างของเกาะ แมนแฮตตัน ภาพที่คุณเห็นเป็นอันดับแรกกลับเป็นสิ่งที่สวนสาธารณะในเมืองพยายามหลีกเลี่ยงมาตั้งแต่ต้น นั่นคือโครงสร้างเหล็กกล้าสีดำหนัก และแข็งทื่อที่รองรับทางรถไฟลอยฟ้า สวนสาธารณะตามเมืองใหญ่ๆ มักถูกมองว่าเป็นแหล่งพักพิง เป็นดั่งเกาะเขียวชอุ่ม ท่ามกลางทะเลคอนกรีตและเหล็กกล้า ทว่าเมืองเมื่อเข้าใกล้สวนสาธารณะไฮไลน์ (High Line) ในย่านเชลชี ทางฝั่งตะวันตกตอนล่างของเกาะ แมนแฮตตัน ภาพที่คุณเห็นเป็นอันดับแรกกลับเป็นสิ่งที่สวนสาธารณะในเมืองพยายามหลีกเลี่ยงมาตั้งแต่ต้น นั่นคือโครงสร้างเหล็กกล้าสีดำหนัก และแข็งทื่อที่รองรับทางรถไฟลอยฟ้า ซึ่งครั้งหนึ่งเคยใช้ในการขนส่งขบวนตู้สินค้าไปยังโรงงานและโกดังต่างๆ และอย่างน้อยที่สุด เมื่อมองจากระยะไกล สิ่งนี้ก็ดูคล้ายเศษซากที่ถูกทิ้งร้างมากกว่าจะเป็นโอเอซิสกลางใจเมือง กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ไฮไลน์ยังเป็นเพียงเศษซากกลางเมืองที่กำลังผุพังไปตามกาลเวลา ผู้คนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียง รวมถึงรูดอล์ฟ จูลีอานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กระหว่างปี 1994-2001 ต่างรอวันที่จะรื้อทางรถไฟสายนี้แทบไม่ไหว คณะบริหารของจูลีอานีซึ่งตระหนักดีว่า สำหรับย่านเชลซีที่กำลังได้รับการแปลงโฉมเป็นหอศิลป์ ร้านอาหาร และเขตที่พักอาศัยหรูหราแล้วเศษซากที่หลงเหลืออยู่ของไฮไลน์ซึ่งทอดตัวคดเคี้ยวเป็นระยะทางราว 2.4 กิโลเมตรจากถนนแกนส์โวร์ตจนถึงถนนสายที่ 34 คือภาระอัปลักษณ์อันหนักอึ้ง พวกเขามั่นใจว่าเศษซากอันแปลกแยกของเมืองต้องถูกขจัดออกไปเพื่อให้ย่านโดยรอบได้พัฒนาอย่างเต็มที่ เจ้าหน้าที่ทางการไม่เคยทำพลาดขนาดนี้มาก่อน เพราะเป็นเวลาเกือบสิบปีหลังจากคณะบริหารของจูลีอานีพยายามรื้อถอนไฮไลน์ แต่มันกลับกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่สาธารณะที่สร้างสรรค์และดึงดูดผู้คนได้ดีที่สุดในมหานครนิวยอร์กและอาจดีที่สุดในประเทศด้วยซ้ำ เสาเหล็กกล้าสีดำที่ครั้งหนึ่งเคยรองรับทางรถไฟร้าง ปัจจุบันกำลังโอบอุ้มสวนสาธารณะลอยฟ้า ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นทางเดิน ส่วนหนึ่งเป็นจัตุรัสกลางเมือง และอีกส่วนเป็นสวนพฤกษศาสตร์ เส้นทางหนึ่งในสามซึ่งอยู่ทางด้านใต้เริ่มตั้งแต่ถนนแกนส์โวร์ตยาวไปจนถึงถนนสายที่ 20 ตะวันตกตัดผ่านถนนเทนท์อเวนิว เปิดใช้งานเมื่อฤดูร้อนปี 2009 เส้นทางช่วงที่สองจะเปิดในฤดูใบไม้ผลิปีนี้ โดยขยายสวนสาธารณะออกไปอีกสิบช่วงตึก หรือเป็นระยะทางราว 0.8 กิโลเมตรไปจนถึงถนนสายที่ 30  ผู้สนับสนุนต่างหวังว่า ในที่สุด สวนสาธารณะจะครอบคลุมส่วนที่เหลือทั้งหมดของไฮไลน์ อ่านต่อหน้า 2 

ล่องเรือดูวาฬ ในดินแดนแห่งแสงเหนือที่ Skjervøy

ประสบการณ์ ล่องเรือดูวาฬ ในสภาพอากาศสุดขั้ว เป็นประสบการณ์ที่เราตราตรึงไม่รู้ลืม ย้อนไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน น้อยคนนักที่รู้จักหมู่บ้าน Skjervøy (แชร์วอย) หมู่บ้านเล็กๆ ที่ประกอบอุตสาหกรรมประมง ทางตอนเหนือของนอร์เวย์ ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานใดๆ สำหรับรองรับการท่องเที่ยวเลย แต่ทุกวันนี้ แชร์วอยเริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้นในสายตานักท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นจุด ล่องเรือดูวาฬ ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในทะเลแถบอาร์กติก เรื่อง สุวิมล สงวนสัตย์ ภาพ สุวิมล สงวนสัตย์/ ชุตยาเวศ สินธุพันธ์ ทุกปีในช่วงฤดูหนาว Humpback Whale (วาฬหลังค่อม) และ Orca (วาฬเพชฌฆาต) มักเข้ามาหากินในฟยอร์ดของเมือง Tromsø (ทรมเซอ) จึงทำให้เมืองนี้คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวที่หวังมาชมวาฬและล่าแสงเหนือไปพร้อมกัน แต่เมื่อปลายปี 2017 ที่ผ่านมา พบว่า ไม่มีวาฬเข้ามาที่ทรมเซออีกเลย ทุกคนต่างตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น ปกติฝูงวาฬมักล่าเหยื่อในแหล่งที่มีฝูงปลาเฮร์ริ่ง แต่เมื่อเฮร์ริ่งหายไปจากทรมเซอ นักวิจัยต่างก็ตั้งข้อสันนิษฐานไปต่างๆนานาว่า อาจเป็นเพราะอุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น มลภาวะจากฟาร์มแซลมอน หรือหลายๆ ปัจจัยประกอบกัน แม้ยังไม่ได้คำตอบที่แน่ชัด แต่ในฤดูหนาวของปีเดียวกันนั้นเอง ชาวประมงในแชร์วอยรายงานมาว่า […]

ท่องเที่ยวเพื่อ “อาบป่า” – ธรรมชาติบำบัดเพื่อการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจในกาญจนบุรี

ท่องเที่ยวเพื่อ การอาบป่า – ธรรมชาติบำบัดเพื่อการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจในกาญจนบุรี มนุษย์ล้วนกำเนิดมาจากธรรมชาติ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะรู้สึกดีทุกครั้งเมื่อได้ไปท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสธรรมชาติ การได้ฟังเสียงธรรมชาติ ได้สูดกลิ่นป่า หายใจเอาอุ่นไอของอากาศบริสุทธิ์จากต้นไม้ที่ล้อมรอบนั้นล้วนส่งผลดีต่อร่างกายและจิตใจ ราวกับว่าร่างกายได้ฟื้นคืนพลังขึ้นมาใหม่ ซึ่งชาวญี่ปุ่นรับรู้ถึงข้อดีของการอยู่ท่ามกลางธรรมชาติมานานจนเกิดเป็นวิถีการบำบัดที่เรียกว่าชินรินโยคุ การอาบป่า คำว่าชินรินโยคุ (Shinrin-yoku / 森林浴) แยกออกเป็นคำว่า Shinrin (森林) แปลว่า ป่า และ yoku (浴) แปลว่า อาบ จึงแปลรวมกันว่า การอาบป่า หรือการรับรู้บรรยากาศป่าผ่านประสาทสัมผัสของเรา มีการศึกษาแนวคิดชินรินโยคุผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และมีการวิจัยอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการยอมรับให้เป็นวิธีการรักษาเชิงป้องกัน (preventative healthcare) ที่ใช้ในประเทศญี่ปุ่น ผลการศึกษาระบุว่า การอาบป่าส่งผลให้อารมณ์ คุณภาพในการนอนหลับ และการทำสมาธิดีขึ้น รวมทั้งสามารถลดฮอร์โมนความเครียด อารมณ์ซึมเศร้า และความดันเลือดได้ นอกจากนี้ สารเคมีที่ปล่อยมาจากต้นไม้ในป่าซึ่งมีชื่อว่าไฟทอนไซด์ (Phytoncide) ซึ่งเป็นน้ำมันหอมระเหยที่ต้นไม้ปล่อยออกมา เพื่อป้องกันตัวเองจากแมลง แบคทีเรีย และเชื้อราต่าง ๆ ยังมีกลิ่นเฉพาะที่ช่วยบรรเทาความตึงเครียด เพิ่มความผ่อนคลายให้แก่มนุษย์ มีอารมณ์ที่ดีขึ้น นอนหลับสนิท และสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายไปพร้อมกัน นั่นหมายความว่า […]