พายคายัคถ่ายภาพริมคลอง มองเมืองต่างมุม - National Geographic Thailand

พายคายัคถ่ายภาพริมคลอง มองเมืองต่างมุม

บ่ายต้นเดือนเมษา ก่อนเทศกาลสงกรานต์มาเยือน เรือคายัค 30 ลำได้พายล่องไปตามคลองบางกอกน้อยกับงาน ‘ลอยละล่อง ริมน้ำบางกอก’ (Kayak the Series) หนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์ของ ‘เทศกาลวิถีน้ำ วิถีไทย’ หรือ Water Festival 2565 ซึ่งจัดขึ้นโดยบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้ร่วมทริปได้ชมวิถีชีวิตริมคลองบางกอกน้อย ประวัติศาสตร์และศิลปกรรมผ่านวัดสำคัญและชุมชนรอบข้าง

อีกมุมของเมืองใหญ่ เมื่อคายัคพาเรามาอยู่ใต้สะพานและทางรถไฟ ภาพโดย สันติ เศษสิน

ความหลากหลายของฝีมือพายไม่เป็นอุปสรรค เพราะมีผู้เชี่ยวชาญระดับนักแข่งจาก Feelfree ผู้ผลิตคายัคแบรนด์ไทยมาให้ความรู้เบื้องต้น พร้อมอุปกรณ์พายและชูชีพครบครัน แถมคอยพายรั้งรอ ต่อให้เป็นมือใหม่ก็ไม่ต้องกังวล ประกบด้วยกรมเจ้าท่าที่มาช่วยดูแลความปลอดภัย ทำให้การเดินทางราบรื่น

เรือนไม้เก่าแม้ผุพังก็ยังมีแรงดึงดูดสายตา ภาพโดย วิรัตน์ กันฉลาด

นอกจากคายัค 30 ลำที่พากันพายออกจากท่าเรือบริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง แล้ว ผู้จัดยังมีเรือยนต์ให้เลือกนั่งชมวิวสองฝั่งคลองพร้อมนักวิชาการอิสระ อาจารย์จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์มาเป็นวิทยากรบรรยายตลอดเส้นทาง

บ้าน วัด การค้า วิถีชุมชนริมน้ำ

แดดใสเป็นใจให้ถ่ายรูปสวย ด้วยการพายที่ไม่เน้นความเร็ว ทุกคนจึงได้เงยหน้ามองท้องฟ้าและสังเกตสิ่งที่อยู่สองฝั่งคลอง บ้านเรือนหลายหลังยังเลือกคลองเป็นหน้าบ้าน ขณะที่อีกมากมายก็หันหลังให้ อาคารและสะพานใหญ่ระหว่างทางทำให้เรานึกถึงการเติบโตของเมืองที่เคลื่อนไปข้างหน้าไม่หยุด

ทริปนี้มีเหล่าช่างภาพจากสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มาร่วมด้วย ทุกคนเพลินกับการถ่ายภาพ จับคู่กันพายเรือสลับกันเป็นฝีพาย สลับกันรับบทกดชัตเตอร์

“เป็นการเปลี่ยนวิธีบันทึกภาพไปเลยครับ จากที่เราคุ้นกับการเดินถ่ายภาพ เปลี่ยนมาลงเรือใกล้ชิดกับน้ำมากๆ ช่างภาพจึงได้มุมมองใหม่” คุณตุลย์ หิรัญญลาวัลย์ นายกสมาคมถ่ายภาพฯ บอก

คลองบางกอกน้อย

เมื่อพาตัวเองอยู่ระดับเดียวกับคลอง การมองเมืองก็เปลี่ยนไป ภาพโดย ตุลย์ หิรัญญลาวัลย์

พอได้ย่อตัวลงมาอยู่ระดับเดียวกับสายน้ำ มุมมองและสัมผัสรอบตัวก็เปลี่ยนไปทันที เสียงพายกระทบน้ำ หยดน้ำสาดกระเซ็น  เมื่อปราศจากเครื่องยนต์ ต้องพึ่งแรงกายพาไปข้างหน้า “เราต้องเคารพธรรมชาติ ทั้งกระแสน้ำและสายลม การพายเรือทำให้เราไม่ลืมว่าเราเป็นสมาชิกหนึ่งของธรรมชาติ”  คุณปกป้อง เขียวหวาน จาก FeelFree บอก

 ชีวิตริมคลอง

รายละเอียดชีวิตริมคลองในเมืองใหญ่ ภาพโดย เทพพิชา วิทยานารถไพศาล

การเคลื่อนที่ไปช้าๆ ยังทำให้เราได้มีเวลาสังเกตความงามและความเป็นไปรอบตัวได้ดี เหมือนจังหวะที่วางพาย หยิบกล้องมาบันทึกภาพ เหมือนเพิ่งมีเวลาหยุดมองสิ่งนี้ การมุ่งหน้าไปยังจุดหมายแรกที่มี ‘อัญมณีแห่งคลองบางกอกน้อย’ คอยอยู่จึงเป็นไปอย่างสบายๆ

วัดสุวรรณารามราชวรวิหาร หรือวัดทองคลองบางกอกน้อย คาดว่ามีมาแต่สมัยอยุธยา วัดทองแห่งนี้ได้รับพระบรมราชูปถัมภ์จากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงสร้างอุโบสถ เจดีย์ อาคารต่างๆ ด้วยสถาปัตยกรรมยุคต้นรัตนโกสินทร์ซึ่งได้รับแบบแผนจากอยุธยา วัดนี้ได้รับพระบรมราชูปถัมภ์โดยพระมหากษัตริย์รัชกาลต่อๆ มา เราจึงได้เห็นรูปแบบสถาปัตยกรรมต่างยุค อาทิ หอระฆังสมัยรัชกาลที่ 3 และพระวิหารที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4

วัดสุวรรณาราม

เจดีย์ย่อมุมไม้ 12 สถาปัตยกรรมสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ภาพโดย วิรัตน์ กันฉลาด

และสิ่งที่เรียกขานว่า ‘อัญมณีแห่งคลองบางกอกน้อย ก็คือจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ โดยช่างฝีมือชั้นครู คือครูคงแป๊ะ และครูทองอยู่ ซึ่งเขียนภาพจากพุทธประวัติและทศชาติชาดก สลับกันเขียนคนละผนัง เป็นยุคที่ครูทั้งสองฝีมืออยู่ในระดับสูง ด้วยวิธีการเขียนภาพที่ต่างกันทำให้สามารถชมมุมมองได้จากทั้งสองท่าน อาจารย์จุลภัสสรแนะวิธีชมจิตรกรรมตั้งแต่การจำแนกเรื่องราว และกระบวนวิธีทางช่าง ทำให้การชมภาพได้อย่างเข้าใจลึกซึ้งมากขึ้น จิตรกรรมฝาผนังที่วัดสุวรรณารามมีทั้งผนังที่ยังสมบูรณ์ และผนังได้รับความเสียหายจากความชื้นและเวลา อยู่ในระหว่างบูรณะให้คืนกลับมาเท่าที่จะเป็นไปได้

พระประธานปางมารวิชัย เบื้องหลังคือภาพเขียนตอนพระพุทธเจ้าเปิดโลก เมื่อเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ภาพโดย แสงชัย เตชะสถาพร

จากวัดสุวรรณารามเราเดินเท้าไปต่อกันที่ตลาดเก่าแก่อายุกว่าร้อยปี ‘ตลาดวัดทอง’ หรือ ‘ตลาดวัดสุวรรณาราม’ หรือ ‘ตลาดไร้คาน’ ซึ่งเป็นอาคารไม้ที่มีแต่โครงสร้างไม้รับน้ำหนัก ไร้คานและไร้เสากลาง ยกเป็นโถงสูงขึ้นไป เป็นวิธีก่อสร้างของเมืองร้อน ความสูงโปร่งทำให้อากาศร้อนลอยตัวสูงขึ้นลมเย็นเข้ามาแทนที่ มีช่องเปิดให้อากาศร้อนไหลออก ตลาดแห่งนี้ในอดีตจะเย็นมาก เพราะไม่มีบ้านเรือนบังทางลม

นอกจากตลาดวัดทองแล้ว ตลาดนางเลิ้งนับเป็นตลาดไร้คานอีกแห่งในกรุงเทพฯ แต่เปลี่ยนจากช่องเปิดด้านบนมาใช้ลูกกลมหมุนความร้อนออกไปแทน ภาพโดย สันติ เศษสิน

เดินต่อมาไม่ไกลก็ถึง ‘ชุมชนบ้านบุ’ ซึ่งมีหัตถกรรมโบราณคือขันลงหิน ที่สืบต่อมาร่วม 200 ปี เมื่อก่อนทุกบ้านย่านนี้ประกอบอาชีพช่างอิสระ ‘บุ’ หรือตีขึ้นรูปโลหะเสียงดังกังวานไปทั่ว เครื่องสำริดเป็นการผสมระหว่างทองแดงและดีบุก ต้องใช้อุณหภูมิสูงในการหลอมให้ได้ที่ด้วยความชำนาญโดยปราศจากเครื่องวัดอุณหภูมิใดๆ นำลงเบ้าทิ้งให้แข็งตัวเป็นก้อนก่อนนำไปตีขึ้นรูปด้วยค้อน ต่อด้วยกลึงผิวโลหะให้มันวาว สมัยโบราณใช้หินทุบละเอียดผสมกับน้ำมัน จึงเป็นที่มาของคำว่า ‘ลงหิน’ ส่วนตอนนี้ใช้มอเตอร์แทน สุดท้ายก็คือการแกะสลักลายด้วยมือ ปัจจุบันกิจการทำขันลงหินเหลืออยู่ที่บ้าน ‘เจียม แสงสัจจา’ แห่งเดียวเท่านั้น โดยมีช่างในชุมชนเป็นเครือข่าย

หลอมทองแดงและดีบุกสัดส่วน 8 : 2 ด้วยไฟแรงกล้า ภาพโดย วิรัตน์ กันฉลาด

ตีเหล็ก

ตีก้อนทองให้เป็นทรง ก่อนจะนำไปบุขึ้นรูป ประภัสสร ตัณฑโอภาส

จากบ้านบุเดินเลาะตรอกซอยมาถึง ‘โรงรถจักรธนบุรี’ ที่เก็บและซ่อมรถไฟทั้งรถจักรดีเซลและไอน้ำ พวกเราได้ฟังเรื่องของการสร้างทางรถไฟสายใต้สายแรกของไทย โดยย้อนไปถึงการตื่นตัวเรื่องรถไฟ โดย เซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง ราชทูตที่สมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียแห่งอังกฤษแต่งตั้งมาเจริญสัมพันธไมตรี โดยนำขบวนรถไฟย่อส่วนมาถวายรัชกาลที่ 4 แต่กว่ารถไฟไทยจะได้เริ่มจริงก็สมัยรัชกาลที่ 5

 โรงรถจักรธนบุรี

ขึ้นจากเรือมาเดินเท้า เหล่าช่างภาพพาตัวเองหามุมถ่ายให้ได้อย่างใจ ภาพโดย แสงชัย เตชะสถาพร

ทางรถไฟสายใต้สายแรกนั้น เริ่มที่สถานีรถไฟกรุงธนบุรี ณ จุดที่พวกเรายืน ไปถึงสถานีเพชรบุรี การบรรยายสลับกับคำถามทำให้ได้เกร็ดความรู้ของการสร้างทางรถไฟสมัยนั้น ยุคที่ประเทศต่างๆ เข้ามาสร้างสัมพันธ์ทางการทูต การค้า รวมถึงคานอำนาจ สยามจึงมีทั้งทางรถไฟแบบอังกฤษกว้าง 1 เมตร และแบบเยอรมนีที่กว้างกว่า เมื่อถึงรัชกาลที่ 6 ซึ่งทรงพิจารณาว่าการรถไฟทำให้บ้านเมืองเจริญ จึงต้องเชื่อมทางรถไฟทางสายใต้และสายเหนือเข้าด้วยกัน ก็ต้องเลือกที่จะรื้อไม้หมอนมาเป็นแบบกว้าง 1 เมตร

แท็งค์เก็บน้ำร้อนที่โรงรถจักรธนบุรี เห็นตระหง่านแต่ไกล สะดุดตาด้วยทาสีดำต่างจากแท็งค์ทั่วไป ภาพโดย ประภัสสร ตัณฑโอภาส

ในแต่ละสถานที่เมื่อมีผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ไปด้วย เราจะได้รู้มากกว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้า และเช่นเดียวกันเมื่อได้เดินทางด้วยวิธีหลากหลาย ทั้งพายเรือ เดินเท้า ขึ้นเรือยนต์ทำให้เราได้ ‘รู้สึก’ มากกว่าเดิม

ขยะในคลอง

 ตุ๊กตาผ้าตัวใหญ่ถูกเก็บขึ้นมาจากน้ำ น่าคิดว่าพอขึ้นฝั่งแล้ว ท้ายที่สุดจะไปลงเอยที่ไหน ภาพโดย มณีพรรณ นพศิริ

นอกจากความเพลิดเพลินแล้ว หนึ่งสิ่งที่การพายคายัคทำให้เราเห็นชัดก็คือขยะในคลอง “การพายเรือช่วยให้เราคิดถึงธรรมชาติในหลายมิตินะครับ อย่างเรื่องสิ่งแวดล้อม ถ้าเรานั่งเรือใหญ่ขับเร็วจะไม่เห็นขยะชัดขนาดนี้ ผมทำทริปพายเรือเก็บขยะหลายครั้ง ยิ่งเห็นยิ่งรู้ว่าการตามเก็บมันยากมาก ที่จริงต้องทิ้งลงให้ถูกที่ตั้งแต่ต้นจะจัดการง่ายกว่ามาก” คุณปกป้อง ขยายความ

ก่อนกลับบ้านอาจได้นั่งทานกระเพาะปลากับเทวดาหน้าวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ภาพโดย ณภัชป์ รัตนศักดิ์

เมื่อ Water Festival ผูกพันกับสายน้ำ การสะท้อนภาพความจริงทั้งด้านที่งดงามและรบกวนจิตใจ ยิ่งเป็นเสน่ห์ของงาน โดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อทำให้พวกเราได้สัมผัสกับน้ำในมุมที่ต่างออกไป ก็สามารถกระตุ้นเตือนให้นึกถึงการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันได้

อ่านเพิ่มเติม

เที่ยวไทรโยคหนึ่งวัน กับกิจกรรมมุดถ้ำ สำรวจป่า พายคายัคล่องแม่น้ำ

เรื่องแนะนำ

สถานที่มีเสน่ห์จับใจผู้อ่านของเรา

จากเมืองที่มี เสน่ห์ ชวนหลงใหลในยุโรปไปจนถึงป่าฝนเขตร้อนในอเมริกาใต้ จุดหมายปลายทางเหล่านี้จะทำให้คุณรู้สึกถึงความรัก ประโยคจากเพลงคลาสสิกอย่าง “I left my heart in San Francisco” เพลงสิบสองบรรทัดยอดนิยมที่เปิดตัวในปี 1953 เดิมทีประพันธ์โดย George Cory กับ Douglass Cross ท่ามกลางเพลงรักมากมายที่ขับกล่อมเราทุกวัน เพลงนี้ก็ยังติดอยู่ในใจของใครหลายๆ คน นอกจากนี้ยังเป็นเพลงที่มีความโดดเด่นเพราะเนื้อเพลงไม่เกี่ยวกับผู้คน แต่หากเป็นการพูดถึงสถานที่ เมื่อวาเลนไทน์ที่ผ่านมาทางเพจ National Geographic Travel ได้เล่นเกมร่วมกับผู้อ่าน โดยโพสต์เนื้อเพลง I left my heart in San Francisco โดยจะเว้นช่องว่างหลัง “I left my heart in……………” เพื่อเปิดให้ผู้อ่านแสดงความคิดเห็นถึงสถานที่ตราตรึงใจของผู้อ่านไว้ที่ท้ายประโยค ซึ่งทางเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้รวมคำตอบไว้ด้านล่างและคุณสามารถอ่านเพิ่มเติมเพื่อรับแรงบันดาลใจได้ที่นี่ คำตอบเหล่านี้นำเราไปสู่การเดินทางจากเมืองที่มีเสน่ห์ในยุโรปไปจนถึงป่าฝนเขตร้อนของอเมริกาใต้ที่ผ่านเรื่องราวความรักของครอบครัวและมิตรภาพระหว่างเพื่อน ทั้งนี้บางคนเผยว่าพวกเขายังไม่พบความรักในชีวิตของพวกเขา ซึ่งคนอื่น กล่าวว่าพวกเขา “ทิ้งหัวใจ” ไว้ในหลายๆ เมือง […]

ความสุขบนความเนิบช้าแห่ง ลำน้ำน่าน

35 นักเดินทาง 1 ทีมวิจัยพันธุ์ปลาจากต่างประเทศ 45 กิโลเมตรบน ลำน้ำน่าน “กิ๋นข้าวกั๊บเกลือ ลำเหลือจิ๊นปิ้ง” : ความสุขที่บังเกิดบนความเนิบช้า ระยะทางกว่า 45 กิโลเมตรบน ลำน้ำน่าน ที่ทำให้เราเข้าใกล้กับคำว่า ‘ความสุข’ มากกว่าทุกครั้ง บันทึกการเดินทางที่แม้แต่เราเองก็ไม่เคยคิดว่ามันจะทำให้ทุกอย่างน่าจดจำมากขนาดนี้ เรื่องและภาพถ่าย : วิริทธิพล วิธานเดชสิทธิ์ “บันทึกหน้าแรก” เครื่องจักรสี่ล้อสีเขียวมะกอกพาเรามุ่งหน้าขึ้นเหนือจากเมืองหลวงกว่า 10 ชั่วโมง ก่อนที่เราจะได้ทักทายกับจังหวัดที่ใคร ๆ ก็ต่างหลงใหลตั้งแต่ครั้งแรกที่มาเยือน เราเดินทางถึงจังหวัดน่านในวันที่สภาพอากาศสดใส ลมเย็นโชยอ่อนพร้อมอุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียสต้น ๆ ในตอนเช้า ถึงแม้แดดจะแรงสักเล็กน้อย แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคเท่าไรนัก พูดรวม ๆ นี่คือปัจจัยที่สมบูรณ์แบบสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งอย่างที่ควรจะเป็น เส้นทางระยะประมาณ 45 กิโลเมตรนี้ มีจุดเริ่มต้นอยู่ที่อำเภอเวียงสา ซึ่งจะล่องตามลำน้ำโดยใช้เวลา 3 วัน 2 คืนยาวไปจนจบที่แก่งหลวง เรามุ่งหน้าเข้าอำเภอเวียงสากันตั้งแต่เช้าตรู่ ก่อนจะค่อย ๆ ช่วยกันขนเรือเพื่อลงเทียบท่าทีละลำสองลำจนครบจำนวน แล้วนักเดินทางกว่า […]

เทรนด์การท่องเที่ยว ปี 2020

จากการสอบถามผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเกี่ยวกับ เทรนด์การท่องเที่ยว ในปี 2020 คำตอบที่เป็นเอกฉันท์คือ นักท่องเที่ยวเห็นความสำคัญของผลกระทบจากการท่องเที่ยว เช่น ผลกระทบต่อโลก ต่อพื้นที่ ต่อชุมชน และต่อตัวนักท่องเที่ยวเอง ความยั่งยืนเป็นเรื่องที่ผู้คนตระหนักมากขึ้น “นักท่องเที่ยวให้ความสนใจและใส่ใจกับรูปแบบของการท่องเที่ยวมากขึ้น” วิลล์ โจนส์ ผู้ก่อตั้ง Journey by Design และ Wild Philanthropy กล่าว และเสริมว่า “แนวคิดเรื่องความยั่งยืนเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก” เทรนด์การท่องเที่ยว ของปี 2020 นี้อาจไม่ได้บอกว่าคุณควรไปเที่ยวที่ไหน แต่เรากำลังชี้ว่าคุณควรเดินทางแบบไหน การท่องเที่ยวที่สนับสนุนกิจกรรมชดเชยคาร์บอน (Carbon offsetting) เริ่มขึ้นแล้ว “อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั้งหมดให้ความสนใจวิกฤตทางสภาพอากาศและพยายามลดผลกระทบจากการท่องเที่ยว” จอนนี บีลบี ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Wild Frontiers กล่าว โดยเริ่มจากธุรกิจการบิน นักท่องเที่ยวคาดหวังว่าผู้ประกอบการการท่องเที่ยวจะช่วยเกี่ยวกับกิจกรรมชดเชยคาร์บอน บริษัท Wild Frontiers มีการชดเชยคาร์บอนมาตั้งแต่ปี 2005 และในปีนี้บริษัทสามารถลดปริมาณคาร์บอนได้ 1.5 ลูกบาศก์เมตรต่อผู้โดยสารหนึ่งท่าน มีการถกเถียงกันเรื่องการบริหารเงินเพื่อชดเชยคาร์บอน “ผู้โดยสารที่เดินทางด้วยเครื่องบินเป็นเวลานานเริ่มคำนึงถึงกิจกรรมชดเชยคาร์บอนของสายการบินเพื่อให้มั่นใจว่าเงินที่ใช้จ่ายไปช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง” เมลิซซา บิกส์ […]