พายคายัคถ่ายภาพริมคลอง มองเมืองต่างมุม - National Geographic Thailand

พายคายัคถ่ายภาพริมคลอง มองเมืองต่างมุม

บ่ายต้นเดือนเมษา ก่อนเทศกาลสงกรานต์มาเยือน เรือคายัค 30 ลำได้พายล่องไปตามคลองบางกอกน้อยกับงาน ‘ลอยละล่อง ริมน้ำบางกอก’ (Kayak the Series) หนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์ของ ‘เทศกาลวิถีน้ำ วิถีไทย’ หรือ Water Festival 2565 ซึ่งจัดขึ้นโดยบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้ร่วมทริปได้ชมวิถีชีวิตริมคลองบางกอกน้อย ประวัติศาสตร์และศิลปกรรมผ่านวัดสำคัญและชุมชนรอบข้าง

อีกมุมของเมืองใหญ่ เมื่อคายัคพาเรามาอยู่ใต้สะพานและทางรถไฟ ภาพโดย สันติ เศษสิน

ความหลากหลายของฝีมือพายไม่เป็นอุปสรรค เพราะมีผู้เชี่ยวชาญระดับนักแข่งจาก Feelfree ผู้ผลิตคายัคแบรนด์ไทยมาให้ความรู้เบื้องต้น พร้อมอุปกรณ์พายและชูชีพครบครัน แถมคอยพายรั้งรอ ต่อให้เป็นมือใหม่ก็ไม่ต้องกังวล ประกบด้วยกรมเจ้าท่าที่มาช่วยดูแลความปลอดภัย ทำให้การเดินทางราบรื่น

เรือนไม้เก่าแม้ผุพังก็ยังมีแรงดึงดูดสายตา ภาพโดย วิรัตน์ กันฉลาด

นอกจากคายัค 30 ลำที่พากันพายออกจากท่าเรือบริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง แล้ว ผู้จัดยังมีเรือยนต์ให้เลือกนั่งชมวิวสองฝั่งคลองพร้อมนักวิชาการอิสระ อาจารย์จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์มาเป็นวิทยากรบรรยายตลอดเส้นทาง

บ้าน วัด การค้า วิถีชุมชนริมน้ำ

แดดใสเป็นใจให้ถ่ายรูปสวย ด้วยการพายที่ไม่เน้นความเร็ว ทุกคนจึงได้เงยหน้ามองท้องฟ้าและสังเกตสิ่งที่อยู่สองฝั่งคลอง บ้านเรือนหลายหลังยังเลือกคลองเป็นหน้าบ้าน ขณะที่อีกมากมายก็หันหลังให้ อาคารและสะพานใหญ่ระหว่างทางทำให้เรานึกถึงการเติบโตของเมืองที่เคลื่อนไปข้างหน้าไม่หยุด

ทริปนี้มีเหล่าช่างภาพจากสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มาร่วมด้วย ทุกคนเพลินกับการถ่ายภาพ จับคู่กันพายเรือสลับกันเป็นฝีพาย สลับกันรับบทกดชัตเตอร์

“เป็นการเปลี่ยนวิธีบันทึกภาพไปเลยครับ จากที่เราคุ้นกับการเดินถ่ายภาพ เปลี่ยนมาลงเรือใกล้ชิดกับน้ำมากๆ ช่างภาพจึงได้มุมมองใหม่” คุณตุลย์ หิรัญญลาวัลย์ นายกสมาคมถ่ายภาพฯ บอก

คลองบางกอกน้อย

เมื่อพาตัวเองอยู่ระดับเดียวกับคลอง การมองเมืองก็เปลี่ยนไป ภาพโดย ตุลย์ หิรัญญลาวัลย์

พอได้ย่อตัวลงมาอยู่ระดับเดียวกับสายน้ำ มุมมองและสัมผัสรอบตัวก็เปลี่ยนไปทันที เสียงพายกระทบน้ำ หยดน้ำสาดกระเซ็น  เมื่อปราศจากเครื่องยนต์ ต้องพึ่งแรงกายพาไปข้างหน้า “เราต้องเคารพธรรมชาติ ทั้งกระแสน้ำและสายลม การพายเรือทำให้เราไม่ลืมว่าเราเป็นสมาชิกหนึ่งของธรรมชาติ”  คุณปกป้อง เขียวหวาน จาก FeelFree บอก

 ชีวิตริมคลอง

รายละเอียดชีวิตริมคลองในเมืองใหญ่ ภาพโดย เทพพิชา วิทยานารถไพศาล

การเคลื่อนที่ไปช้าๆ ยังทำให้เราได้มีเวลาสังเกตความงามและความเป็นไปรอบตัวได้ดี เหมือนจังหวะที่วางพาย หยิบกล้องมาบันทึกภาพ เหมือนเพิ่งมีเวลาหยุดมองสิ่งนี้ การมุ่งหน้าไปยังจุดหมายแรกที่มี ‘อัญมณีแห่งคลองบางกอกน้อย’ คอยอยู่จึงเป็นไปอย่างสบายๆ

วัดสุวรรณารามราชวรวิหาร หรือวัดทองคลองบางกอกน้อย คาดว่ามีมาแต่สมัยอยุธยา วัดทองแห่งนี้ได้รับพระบรมราชูปถัมภ์จากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงสร้างอุโบสถ เจดีย์ อาคารต่างๆ ด้วยสถาปัตยกรรมยุคต้นรัตนโกสินทร์ซึ่งได้รับแบบแผนจากอยุธยา วัดนี้ได้รับพระบรมราชูปถัมภ์โดยพระมหากษัตริย์รัชกาลต่อๆ มา เราจึงได้เห็นรูปแบบสถาปัตยกรรมต่างยุค อาทิ หอระฆังสมัยรัชกาลที่ 3 และพระวิหารที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4

วัดสุวรรณาราม

เจดีย์ย่อมุมไม้ 12 สถาปัตยกรรมสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ภาพโดย วิรัตน์ กันฉลาด

และสิ่งที่เรียกขานว่า ‘อัญมณีแห่งคลองบางกอกน้อย ก็คือจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ โดยช่างฝีมือชั้นครู คือครูคงแป๊ะ และครูทองอยู่ ซึ่งเขียนภาพจากพุทธประวัติและทศชาติชาดก สลับกันเขียนคนละผนัง เป็นยุคที่ครูทั้งสองฝีมืออยู่ในระดับสูง ด้วยวิธีการเขียนภาพที่ต่างกันทำให้สามารถชมมุมมองได้จากทั้งสองท่าน อาจารย์จุลภัสสรแนะวิธีชมจิตรกรรมตั้งแต่การจำแนกเรื่องราว และกระบวนวิธีทางช่าง ทำให้การชมภาพได้อย่างเข้าใจลึกซึ้งมากขึ้น จิตรกรรมฝาผนังที่วัดสุวรรณารามมีทั้งผนังที่ยังสมบูรณ์ และผนังได้รับความเสียหายจากความชื้นและเวลา อยู่ในระหว่างบูรณะให้คืนกลับมาเท่าที่จะเป็นไปได้

พระประธานปางมารวิชัย เบื้องหลังคือภาพเขียนตอนพระพุทธเจ้าเปิดโลก เมื่อเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ภาพโดย แสงชัย เตชะสถาพร

จากวัดสุวรรณารามเราเดินเท้าไปต่อกันที่ตลาดเก่าแก่อายุกว่าร้อยปี ‘ตลาดวัดทอง’ หรือ ‘ตลาดวัดสุวรรณาราม’ หรือ ‘ตลาดไร้คาน’ ซึ่งเป็นอาคารไม้ที่มีแต่โครงสร้างไม้รับน้ำหนัก ไร้คานและไร้เสากลาง ยกเป็นโถงสูงขึ้นไป เป็นวิธีก่อสร้างของเมืองร้อน ความสูงโปร่งทำให้อากาศร้อนลอยตัวสูงขึ้นลมเย็นเข้ามาแทนที่ มีช่องเปิดให้อากาศร้อนไหลออก ตลาดแห่งนี้ในอดีตจะเย็นมาก เพราะไม่มีบ้านเรือนบังทางลม

นอกจากตลาดวัดทองแล้ว ตลาดนางเลิ้งนับเป็นตลาดไร้คานอีกแห่งในกรุงเทพฯ แต่เปลี่ยนจากช่องเปิดด้านบนมาใช้ลูกกลมหมุนความร้อนออกไปแทน ภาพโดย สันติ เศษสิน

เดินต่อมาไม่ไกลก็ถึง ‘ชุมชนบ้านบุ’ ซึ่งมีหัตถกรรมโบราณคือขันลงหิน ที่สืบต่อมาร่วม 200 ปี เมื่อก่อนทุกบ้านย่านนี้ประกอบอาชีพช่างอิสระ ‘บุ’ หรือตีขึ้นรูปโลหะเสียงดังกังวานไปทั่ว เครื่องสำริดเป็นการผสมระหว่างทองแดงและดีบุก ต้องใช้อุณหภูมิสูงในการหลอมให้ได้ที่ด้วยความชำนาญโดยปราศจากเครื่องวัดอุณหภูมิใดๆ นำลงเบ้าทิ้งให้แข็งตัวเป็นก้อนก่อนนำไปตีขึ้นรูปด้วยค้อน ต่อด้วยกลึงผิวโลหะให้มันวาว สมัยโบราณใช้หินทุบละเอียดผสมกับน้ำมัน จึงเป็นที่มาของคำว่า ‘ลงหิน’ ส่วนตอนนี้ใช้มอเตอร์แทน สุดท้ายก็คือการแกะสลักลายด้วยมือ ปัจจุบันกิจการทำขันลงหินเหลืออยู่ที่บ้าน ‘เจียม แสงสัจจา’ แห่งเดียวเท่านั้น โดยมีช่างในชุมชนเป็นเครือข่าย

หลอมทองแดงและดีบุกสัดส่วน 8 : 2 ด้วยไฟแรงกล้า ภาพโดย วิรัตน์ กันฉลาด

ตีเหล็ก

ตีก้อนทองให้เป็นทรง ก่อนจะนำไปบุขึ้นรูป ประภัสสร ตัณฑโอภาส

จากบ้านบุเดินเลาะตรอกซอยมาถึง ‘โรงรถจักรธนบุรี’ ที่เก็บและซ่อมรถไฟทั้งรถจักรดีเซลและไอน้ำ พวกเราได้ฟังเรื่องของการสร้างทางรถไฟสายใต้สายแรกของไทย โดยย้อนไปถึงการตื่นตัวเรื่องรถไฟ โดย เซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง ราชทูตที่สมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียแห่งอังกฤษแต่งตั้งมาเจริญสัมพันธไมตรี โดยนำขบวนรถไฟย่อส่วนมาถวายรัชกาลที่ 4 แต่กว่ารถไฟไทยจะได้เริ่มจริงก็สมัยรัชกาลที่ 5

 โรงรถจักรธนบุรี

ขึ้นจากเรือมาเดินเท้า เหล่าช่างภาพพาตัวเองหามุมถ่ายให้ได้อย่างใจ ภาพโดย แสงชัย เตชะสถาพร

ทางรถไฟสายใต้สายแรกนั้น เริ่มที่สถานีรถไฟกรุงธนบุรี ณ จุดที่พวกเรายืน ไปถึงสถานีเพชรบุรี การบรรยายสลับกับคำถามทำให้ได้เกร็ดความรู้ของการสร้างทางรถไฟสมัยนั้น ยุคที่ประเทศต่างๆ เข้ามาสร้างสัมพันธ์ทางการทูต การค้า รวมถึงคานอำนาจ สยามจึงมีทั้งทางรถไฟแบบอังกฤษกว้าง 1 เมตร และแบบเยอรมนีที่กว้างกว่า เมื่อถึงรัชกาลที่ 6 ซึ่งทรงพิจารณาว่าการรถไฟทำให้บ้านเมืองเจริญ จึงต้องเชื่อมทางรถไฟทางสายใต้และสายเหนือเข้าด้วยกัน ก็ต้องเลือกที่จะรื้อไม้หมอนมาเป็นแบบกว้าง 1 เมตร

แท็งค์เก็บน้ำร้อนที่โรงรถจักรธนบุรี เห็นตระหง่านแต่ไกล สะดุดตาด้วยทาสีดำต่างจากแท็งค์ทั่วไป ภาพโดย ประภัสสร ตัณฑโอภาส

ในแต่ละสถานที่เมื่อมีผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ไปด้วย เราจะได้รู้มากกว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้า และเช่นเดียวกันเมื่อได้เดินทางด้วยวิธีหลากหลาย ทั้งพายเรือ เดินเท้า ขึ้นเรือยนต์ทำให้เราได้ ‘รู้สึก’ มากกว่าเดิม

ขยะในคลอง

 ตุ๊กตาผ้าตัวใหญ่ถูกเก็บขึ้นมาจากน้ำ น่าคิดว่าพอขึ้นฝั่งแล้ว ท้ายที่สุดจะไปลงเอยที่ไหน ภาพโดย มณีพรรณ นพศิริ

นอกจากความเพลิดเพลินแล้ว หนึ่งสิ่งที่การพายคายัคทำให้เราเห็นชัดก็คือขยะในคลอง “การพายเรือช่วยให้เราคิดถึงธรรมชาติในหลายมิตินะครับ อย่างเรื่องสิ่งแวดล้อม ถ้าเรานั่งเรือใหญ่ขับเร็วจะไม่เห็นขยะชัดขนาดนี้ ผมทำทริปพายเรือเก็บขยะหลายครั้ง ยิ่งเห็นยิ่งรู้ว่าการตามเก็บมันยากมาก ที่จริงต้องทิ้งลงให้ถูกที่ตั้งแต่ต้นจะจัดการง่ายกว่ามาก” คุณปกป้อง ขยายความ

ก่อนกลับบ้านอาจได้นั่งทานกระเพาะปลากับเทวดาหน้าวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ภาพโดย ณภัชป์ รัตนศักดิ์

เมื่อ Water Festival ผูกพันกับสายน้ำ การสะท้อนภาพความจริงทั้งด้านที่งดงามและรบกวนจิตใจ ยิ่งเป็นเสน่ห์ของงาน โดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อทำให้พวกเราได้สัมผัสกับน้ำในมุมที่ต่างออกไป ก็สามารถกระตุ้นเตือนให้นึกถึงการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันได้

อ่านเพิ่มเติม

เที่ยวไทรโยคหนึ่งวัน กับกิจกรรมมุดถ้ำ สำรวจป่า พายคายัคล่องแม่น้ำ

เรื่องแนะนำ

หนีร้อนไปพักผ่อนแบบสำราญใจกับที่เที่ยวใน สเปน

สเปน เป็นสถานที่ซึ่งคุณจะได้ชื่นชมแหล่งสถาปัตยกรรมแบบบาโรกอันงดงาม และตื่นตาตื่นใจไปกับงานเทศกาล ในเดือนเมษายน เมื่อเข้าสู่เดือนที่สี่ของปีอย่างเดือนเมษายนอันเป็นเดือนที่มีอุณหภูมิสูงสุดของปี ก็จะพบกับอากาศที่ร้อนอบอ้าวมากเป็นพิเศษ ประเทศไทยได้รับฉายาว่าเป็นเมืองร้อน แม้ว่าบางพื้นที่จะมี 3 ฤดูกาล ทว่ากลับมีอากาศร้อนชื้นตลอดทั้งปี บางคนคงอยากหนีร้อนไปพักผ่อนในสถานที่ที่มีอากาศดีๆ เพื่อเติมพลังงานชีวิตสำหรับช่วงวันหยุดยาว หากคุณหลงใหลในเสียงเพลงและชอบความสนุกสนาน สเปน เป็นสถานที่ตอบโจทย์ที่สุด จากบทความของทาง เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ได้เผยแพร่ไปเมื่อไม่นานมานี้ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะและวัฒนธรรมของ ชาวสเปนหลงใหลการเต้นระบำเป็นชีวิตจิตใจ แน่นอนว่าช่วงเวลาที่เหมาะแก่การไปท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวนี้ คือช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิที่มีอากาศกำลังดี ไม่เย็นหรือร้อนจนเกินไป ชมความวิจิตรตระการตาของสถาปัตยกรรม 5 เมืองอันโดดเด่น เมืองเซวิลล์ หากมาถึงเมืองเซวิลล์ ไม่ควรพลาดการเดินสำรวจเมืองบาร์ริโอซานตาครูซ ย่านอันเก่าแก่ย่านหนึ่งในเมืองเซบียา และสถาปัตยกรรมอันวิจิตรตระการตาแห่งเมืองหลวงดาลูเซีย จากนั้น แวะชมมหาวิหารและปีนหอคอยกีรัลดา สุเหร่าของมัสยิดในอดีต ปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิหารกอธิคที่ใหญ่ที่สุดในโลก และอย่าลืมแวะชมปราสาทอัลคาซาร์อันงดงามและดูลึกลับที่โด่งดังมาจากซีรีส์ “Game of Thrones” ซึ่งมีทั้งสถาปัตยกรรมและงานจิตรกรรมฝาผนังร่วมสมัยที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว เมืองมาลากา ชาวสเปนรู้จักเมืองมาลากากันเป็นอย่างดี มาลากาเป็นเมืองแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลเซมานาซานตา หากคุณเดินขึ้นบันได 200 ขั้น ของมหาวิหารมาลากา คุณสามารถชมทิวทัศน์อันสวยงามของเมืองได้ สถานที่ถัดไปคืออาคารลาเตร์กา อาคารสมัยใหม่ที่มีทั้งสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า โรงพยาบาลทหาร […]

โครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อมสามสนามบินไทยแบบไร้รอยต่อ สู่การเชื่อมภูมิภาคสู่อาเซียน

โลกาภิวัฒน์พาโลกทั้งใบเชื่อมต่อกันง่ายดายผ่านอินเทอร์เน็ต แต่การเดินทางในชีวิตจริงไม่หยุดยั้งเพียงแค่เส้นทางที่คุ้นเคย แต่รถไฟความเร็วสูง พาเชื่อมต่อสู่เส้นทางใหม่ที่เชื่อมทั้งโลกเข้าด้วยกันอย่างสะดวกสบาย ‘ระบบคมนาคมขนส่งทางราง’ เป็นหัวใจสำคัญในการเดินทางของชาวไทยมาแสนนาน และเมื่อรัฐบาลได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) โดยเน้นให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ โดยเฉพาะให้ความสำคัญกับระบบขนส่งทางราง นี่จึงเป็นที่มาของ โครงการรถไฟความเร็วสูงในประเทศ หรือ Thailand High-Speed Rail Project ที่ตั้งเป้าหมายครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ รถไฟความเร็วสูง วันนี้ เราชวนมาทำความรู้จักกับโครงข่าย รถไฟความเร็วสูง พร้อมกับเส้นทางโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย : เส้นทางที่จะเชื่อมต่อไทยสู่โลก ผ่านโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา สู่ศูนย์กลางการบินของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ที่เป็นศูนย์กลางของรถไฟจากจีนตอนใต้ถึงมาเลเซีย   กระจายความเจริญทั่วไทย ผ่านเส้นทางรถไฟความเร็วสูง การย่นระยะเวลาเดินทางจากเมืองหลวงสู่เมืองรอง นำมาซึ่งการเชื่อมโยงทั้งการเดินทางของผู้คน และแง่มุมเศรษฐกิจ จากความสะดวกในการขนส่งสินค้าจากพื้นที่เศรษฐกิจ แหล่งท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมระหว่างจังหวัดที่ทำได้ง่ายขึ้น รถไฟความเร็วสูงเป็นคำตอบของความต้องการรอบด้านเช่นนี้ โดยรูปแบบการเดินรถของรถไฟความเร็วสูงจะเน้นการเดินทางที่รวดเร็ว ตรงเวลาจากเส้นทางที่ไม่มีจุดตัดทางรถไฟ และความปลอดภัยของยานพาหนะ รวมทั้งช่วยลดการใช้พลังงานโดยภาพรวม และลดต้นทุนโลจิสติกส์จากการเป็นการคมนาคมขนส่งมวลชนสาธารณะ อนาคตของการเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงนอกจากจะช่วยย่นระยะเวลาการเดินทางแล้ว ยังส่งเสริมการพัฒนาเมืองตลอดเส้นทางการเดินรถ ทั้งส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศทั้งกับเมืองหลักและเมืองรอง ด้วยที่ตั้งของเมืองไทย จึงเป็นศูนย์กลางของตลาดการค้าอินโดจีนและอาเซียน ช่วยเชื่อมตลาดการค้าในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงต่อไปในอนาคต […]

ใช้ชีวิตง่ายๆ กับธรรมชาติในเมือง ดาลัต เวียดนาม

เดินดงพงไพร พร้อมดื่มด่ำกับบรรยากาศเมือง ดาลัต ในวันที่อยากหลีกหนีความวุ่นวาย จากการตรากตรำทำงานในออฟฟิศกลางเมืองหลวง ความเบื่อหน่ายจึงทำให้เราออกเดินทางอีกครั้ง แผนการสั้นๆ ในช่วงเสาร์อาทิตย์และควบวันลาพักร้อนเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้หลักลี้ไปหามุมหลบพักได้บ้าง ปลายทางของเราครั้งนี้คือเมือง ดาลัต ประเทศเวียดนาม ที่เมืองดาลัต นอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ติดอันดับของคนไทยแล้ว ยังมีธรรมชาติให้ค้นหาอีกมากมาย เพียงแต่การเดินทางไปยังแหล่งธรรมชาติด้วยขนส่งสาธารณะค่อนข้างลำบาก และ สภาพสังคมที่เข้าสู่การพัฒนาประเทศ การหักร้างถางพงเพื่อเปลี่ยนพื้นที่ธรรมชาติจึงมีมากขึ้น ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ การเดินทางของเราเริ่มต้นที่สนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่เช้าตรู๋ บินตรงไม่กี่ชั่วโมงก็มาถึงสนามบินเลียงเคือง สนามบินแห่งเดียวของเมืองดาลัต เมื่อเดินออกมาจากอาคารผู้โดยสารก็มีรถบัสเข้าเมืองจอดรออยู่นอกประตู เราเลือกนั่งรถโดยสารนี้ไปลงที่น้ำตกดาตันลา เพื่อแวะดูนก และรับประทานอาหารกลางวันรอเวลาที่จะเข้าที่พักในช่วงเย็น ในตอนที่เราไปถึงน้ำตกดาตันลานั้น บรรยากาศก็ไม่สู้ดีเสียเท่าไร เมฆครึ้มและฝนที่โปรยลงมาเล็กน้อย แม้เรารู้สึกหวั่นๆ อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้เราล้มเลิกแผนการ เราจัดแจงหยิบอุปกรณ์และสำรวจนกบริเวณโดยรอบทันที นกกินปลีหางยาวคอดำ และนกติ๊ดหัวแดง รอต้อนรับนักดูนกต่างแดนอย่างพวกเรา เราใช้เวลาที่น้ำตกจนเวลาล่วงเข้าสู่เที่ยงวัน จึงเข้าไปยังร้านอาหารที่อยู่บริเวณทางเข้าน้ำตก เลือกนั่งโต๊ะริมระเบียงที่มีต้นไม้ขึ้นอยู่ไม่ห่าง เพื่อหวังมองหานกระหว่างรับประทานอาหาร ซึ่งถือว่าเราประสบความสำเร็จ นกศิวะปีกสีฟ้าบินเข้ามาหากินอยู่ที่ต้นไม้ริมระเบียงตรงที่พวกเรานั่งรับประทานอาหารเที่ยงกัน พร้อมกับนกแซงแซวสีเทา และนกพญาไฟคอเทา ตามมาด้วยนก Indochinese Barbet นกโพระดกเฉพาะถิ่นของเวียดนาม มาเกาะหลบฝนอยู่ด้วย เมื่อมองไปด้านล่างก็มีนก White cheeked Laughingthrush ฝูงใหญ่กระโดดหากินไปมาตามพื้นและพุ่มไม้ จากโต๊ะกินข้าวมองไปไกลๆ […]

ตะลุยแดนนิวเคลียร์ เชอร์โนบิล แห่งยูเครน

ผู้คนพูดกันว่า รังสีห้าซีเวิร์ต (sievert – หน่วยวัดการสัมผัสรังสี) ก็มากพอจะฆ่าคุณได้แล้ว ผมเลยนึกอยากอ่านค่าบนมาตรวัดปริมาณรังสีทำในรัสเซียของผมขึ้นมา ขณะรถตู้นำเที่ยวของเราผ่านเข้าไปยังเขตกีดกัน (exclusion zone) หรือพื้นที่รกร้างกว้างใหญ่ไพศาลที่รายล้อมเมือง เชอร์โนบิล ไว้ เชอร์โนบิล ทิวสนและเบิร์ชยืนต้นหนาแน่นอยู่ข้างทาง ขณะที่มัคคุเทศก์เตือนเราถึงกฎเบื้องต้น อันได้แก่ อย่าเก็บเห็ดซึ่งดูดซับนิวไคลด์กัมมันตรังสี (radionuclide) จากอากาศนํ้า และดินไว้อย่างเข้มข้น และหลีกเลี่ยงการเอาสิ่งปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกายด้วยการรับประทานอาหารหรือสูบ บุหรี่กลางแจ้ง ไม่กี่นาทีต่อมา พวกเราก็ผ่านหมู่บ้านร้างแห่งแรกมา และหยุดรถเพื่อชมม้าป่าพรีวอลสกีส์ฝูงเล็กๆ ยี่สิบแปดปีหลังเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เมือง เชอร์โนบิล เกิดระเบิด เขตกีดกันที่แทบร้างผู้คนถูกสัตว์ป่าเข้ายึดครองในเมืองปรีเปียตอันรกร้าง นกอินทรีเกาะอยู่บนยอดตึกอพาร์ตเมนต์ยุครัสเซียที่ไร้ผู้อยู่อาศัย ม้าป่าพรีวอลสกีส์ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่หายากและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ถูกนำมาปล่อยที่นี่หลังเกิดเหตุได้สิบปี เมื่อหลายฝ่ายพิจารณาแล้วเห็นว่า รังสีอยู่ในปริมาณที่พอทนได้ พวกมันจึงมีพื้นที่ให้วิ่งอย่างอิสรเสรีถึงกว่า 2,500 ตารางกิโลเมตร ผมเหลือบมองมาตรวัดที่อ่านค่าได้ 0.19 ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง หรือเศษเสี้ยวหนึ่งในหนึ่งล้านส่วนของหนึ่งซีเวิร์ต ยังไม่มีอะไรต้องกังวล ระดับสูงสุดที่ผมเห็นในการเดินทางมายูเครนครั้งนี้ คือระหว่างบินจากชิคาโกข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก เข็มวัดชี้ค่า 3.5 ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง ขณะเราบินอยู่ที่ระดับความสูง 12,000 เมตรเหนือกรีนแลนด์ และรังสีคอสมิกเจาะทะลุเครื่องบินและผู้โดยสารลงมา นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องเชอร์โนบิลยังมีความเห็นไม่ตรงกันว่าด้วยผลกระทบระยะยาวที่รังสีมีต่อพืชและสัตว์ในท้องถิ่น จนถึงทุกวันนี้ผลกระทบดังกล่าวยังอยู่ในระดับเบาบางอย่างน่าประหลาดใจ แต่สิ่งที่เป็นภัยคุกคามต่อสัตว์มากกว่ากลับมาจากพวกลักลอบล่าสัตว์ที่แอบเข้ามาในเขตกีดกันพร้อมปืนผาหน้าไม้ ไม่กี่นาทีต่อมา […]