๑๐๐ ปี ชาตกาล ป๋วย อึ๊งภากรณ์ - Page 2 of 2 - National Geographic Thailand

๑๐๐ ปี ชาตกาล ป๋วย อึ๊งภากรณ์

ป๋วย อึ๊งภากรณ์
แม้จะเป็นการถ่ายภาพเซลฟี่ คู่กับอนุสาวรีย์ปูชนียบุคคลของมหาลัยวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่าง ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ แต่นักศึกษากลุ่มนี้ยืนยันว่า พวกเขารักและเคารพ ในแง่ของแบบอย่างการใช้ชีวิต มากกว่าการกราบไหว้แบบเทวดาเพื่อขอให้สอบผ่านหรือได้เกรดดีๆ

การตระหนักถึงพลังของคนหนุ่มสาว ทำให้ดร.ป๋วยตัดสินใจรับตำแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และยอมควบสองตำแหน่งในเวลาเดียวกัน โดยขอลดเงินเดือนตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยลงครึ่งหนึ่ง จากเดิมรับสี่หมื่นบาทลดลงเหลือสองหมื่นบาท แต่ไปรับเงินเดือนเต็มที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แค่เจ็ดพันบาท เขาชี้ว่า “ถ้าเราไม่สามารถเจียดเงินมาเพื่อการศึกษา  ก็ไม่น่าจะสามารถเจียดเงินไปสำหรับเรื่องอื่น เพราะปัญหาอื่่นๆ เช่น อาชญากรรม วัยรุ่น การปกครองประชาธิปไตย หรือแม้แต่การเศรษฐกิจและการผลิตต่ำ  ปัญหาเหล่านี้จะป้องกันแก้ไขไม่ได้  ถ้าเราไม่ยอมลงทุนในสิ่งที่ประเสริฐที่สุด คือคน”

สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ปัญญาชนสยาม  เล่าว่า“อาจารย์ป๋วยไม่ถือว่าเศรษฐศาสตร์เป็นคำตอบสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง  ดังพวกนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่ประชุมกันเป็นประจำทุกปีที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ถือว่าเศรษฐศาสตร์อยู่เหนือการเมืองการปกครองเลยด้วยซ้ำ  ป๋วยวิพากษ์ทั้งเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมและเศรษฐศาสตร์สังคมนิยม โดยที่ท่านมีความอ่อนน้อมถ่อมตนพร้อมจะรับฟังคำเตือนจากบัณฑิต ดัง ม.จ.สิทธิพร กฤดากร  (ผู้บุกเบิกการทำเกษตรกรรมแนวใหม่) รับสั่งกับท่านว่า คุณป๋วย เงินทองเป็นมายา ข้าวปลาเป็นของจริง’”

อาจพูดได้ว่านี่เป็นประโยคที่เปลี่ยน ดร.ป๋วยให้หันมาสนใจคนยากจนก็ว่าได้ กอปรกับพื้นฐานชีวิตที่มาจากความยากจน  ทำให้ ดร.ป๋วยมองว่า  เศรษฐศาสตร์ไม่ควรมองแค่การเติบโตทางตัวเลข  เขาเคยเขียนถึงความผิดพลาดของตัวเองไว้ว่า  “ผมเสียดายที่รู้สึกว่า ได้บกพร่องไปในการพิจารณาเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ คือดูแต่ความเจริญเติบโตของส่วนรวมเป็นใหญ่ (จีดีพี) ไม่ได้เฉลียวถึงความยุติธรรมในสังคม ข้อนี้จึงพยายามแก้ด้วยวิธีพัฒนาชนบทอย่างจริงจัง อาจารย์บางท่านบอกว่า ควรพัฒนาเศรษฐกิจเสียก่อน ถึงคนมีจะมีมากขึ้น คนจนจะจนลงก็ตาม  ในไม่ช้าความเจริญก็จะลงมาถึง  คนจนเอง  เราได้ใช้วิธีนี้มา 20 – 30  ปีแล้ว  ปรากฏว่าไม่ได้ผล”

ใน พ.ศ. 2510 ดร.ป๋วยจัดตั้งมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยลดช่องว่างระหว่างเมืองและชนบท ต่อมาจึงริเริ่มก่อตั้งสำนักบัณฑิตอาสาสมัครที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อส่งเสริมให้นิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชาวบ้านและนำมาพัฒนาชุมชน จนเป็นแบบอย่างของค่ายอาสาพัฒนาชนบทตามมหาวิทยาลัยหลายแห่งในทุกวันนี้

ป๋วย อึ๊งภากรณ์
ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นบุคคลผู้มีชีวิตหลากสีสัน ตั้งแต่การมีพื้นเพจากครอบครัวยากจน จบการศึกษาสูงสุด จากต่างประเทศ เข้าร่วมขบวนการเสรีไทย ดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งทางเศรษฐกิจและการศึกษา ไปจนถึงลี้ภัย ทางการเมือง จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ดร.ป๋วยได้รับการยกย่องในฐานะผู้ดำรงตนอยู่ในความจริง ความงาม และความดี (ภาพวาด: หงษ์จร เสน่ห์งามเจริญ ถ่ายภาพโดยได้รับความอนุเคราะห์จากธนาคารแห่งประเทศไทย)

หลังผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 มาได้ระยะหนึ่ง ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายซ้ายซึ่งโน้มเอียงไปทางสังคมนิยม และฝ่ายขวาซึ่งเป็นกลุ่มอำนาจเก่าลุกลามรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  เกิดขบวนการ “ขวาพิฆาตซ้าย” มีการลอบสังหาร นักกิจกรรมและคู่ขัดแย้งทางความคิดจำนวนมาก  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลายเป็นสถานที่จัดการชุมนุมบ่อยครั้ง และดร.ป๋วยซึ่งดำรงตำแหน่งอธิการบดีอยู่ขณะนั้น ต้องคอยรับแรงปะทะจากทั้งสองฝ่ายอย่างตึงเครียด

กระทั่งวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เกิดเหตุวิปโยคครั้งใหญ่ขึ้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.ป๋วยถูกฝ่ายขวา ตามล่าตัวจนต้องลี้ภัยไปต่างประเทศอย่างเร่งด่วน และเย็นวันนั้นเองก็เกิดรัฐประหาร ต่อมาเมื่อบรรยากาศทางการเมืองในประเทศเริ่มผ่อนคลาย ดร.ป๋วยจึงกลับมาเมืองไทยเป็นครั้งคราว ทว่าด้วยความชราและสภาพร่างกายที่ไม่ปกติอีกต่อไปจากอาการเส้นเลือดในสมองแตกระหว่างที่อาศัยในต่างประเทศ  ในที่สุดดร.ป๋วยก็ถึงแก่กรรมที่ประเทศอังฤษเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 ญาติได้ประกอบพิธีฌาปนกิจศพของเขาเช่นเดียวกับข้อความย่อหน้าสุดท้ายที่เขาเขียนไว้ใน “คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” แล้วจึงนำอัฐิกลับมาประเทศไทย บรรจุไว้ในระเบียงคดวัดปทุมคงคา ย่านตลาดน้อยอันเป็นถิ่นฐานบ้านเกิด

เรื่อง ใบพัด นบน้อม

ภาพถ่าย สิทธิชัย จิตตะทัต

 

อ่านเพิ่มเติม

ใครคือผู้หญิงที่มีอำนาจมากที่สุดในประวัติศาสตร์

เรื่องแนะนำ

ภาพนี้ต้องขยาย : เจริญหูเจริญตา

ภาพโดย SMITH COMPANY/NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE แม้กระทั่งในปี 1909  ผู้มาเที่ยวเมืองแอตแลนติกซิตี รัฐนิวเจอร์ซีย์  ก็มีสิ่งสร้างความบันเทิงมากกว่าแค่หาดทรายและน้ำทะเล  การมองผ่านแว่นขยายเผยให้เห็นว่า  ศูนย์บันเทิงสตีเพิลเชสเพียร์ (Steeplechase Pier) มีบริการจัดทำของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยว  ป้ายที่นั่นมีข้อความว่า  “ถ่ายภาพคุณในชุดอาบน้ำ” สมัยนั้นยังไม่ใช้คำว่า “ชุดว่ายน้ำ” (swimsuit)  มีผู้หญิงไม่มากนักที่ว่ายน้ำเป็น  ผู้หญิงที่ไปเที่ยวชายหาด (ในชุดผ้าขนสัตว์หรือผ้าฝ้ายตัวยาว) มักแค่เดินโต้คลื่นลงไป  “อาบน้ำ” หรือเล่นน้ำ  โดยมักจูงมือกันเพื่อช่วยให้ทรงตัวได้มั่นคง — มาร์กาเร็ต  จี. แซ็กโควิตซ์

ภาพนี้ต้องขยาย : มนุษย์ถ้ำ

ภาพโดย วิลลิส ที. ลี, NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE “โพรงถ้ำที่ได้รับการประดับประดาอย่างวิจิตรอลังการนี้…บ่งชี้ว่า แคเวิร์น [Cavern – ชื่อเรียกสั้นๆของ Carlsbad Cavern] ไม่ได้รับการเหลียวแลนานเพียงใด”  คือข้อความที่มาพร้อมกับภาพถ่ายภาพนี้โดยวิลลิส ที. ลี ผู้นำการสำรวจกลุ่มถ้ำหินปูนคาร์ลสแบดแคเวิร์นในรัฐนิวเม็กซิโกซึ่งใช้เวลาหกเดือนของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก  ผู้หญิงที่มองเห็นผ่านแว่นขยายปรากฏอยู่ในภาพถ่ายหลายภาพของลี เธออาจจะเป็นบุตรสาวของเขา สารคดีเกี่ยวกับการเดินทางครั้งนี้ของลีได้รับตีพิมพ์ในนิตยสารฉบับเดือนกันยายน ปี 1925 แต่ทุกสิ่งใช่ว่าจะดำเนินไปอย่างราบรื่น  ลีบรรยายถึงการต้องแบกแกลอนน้ำมันรั่วๆ  (โดยเขียนในรูปบุรุษที่สาม) ว่า  เขา “สังเกตเห็นรอยเปียกเล็กน้อยบนหลังเสื้อ  แต่ไม่ได้ใส่ใจจนกระทั่งเริ่มรู้สึกแสบร้อนที่ผิวหนัง… เขาไม่รู้ว่าตุ่มพองจากน้ำมันอาจเป็นอันตราย   จึงยังทำงานต่อไปอีกหลายชั่วโมง  และด้วยความช่วยเหลือจากแพทย์  เขาใช้เวลาสิบวันต่อมาในการพักพื้นเพื่อให้ร่างกายสร้างผิวหนังใหม่ทดแทน” — มาร์กาเร็ต จี. แซ็กโควิตซ์

ทำความเข้าใจการปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติ

หากสัตว์ชนิดนั้นไม่สามารถอยู่รอดในธรรมชาติได้แล้ว เราควรพยายามปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติหรือไม่? เพราะสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

สำรวจโลกซ่อนเร้นของเปรู

เรื่อง เอมมา แมร์ริส ภาพถ่าย ชาร์ลี แฮมิลตัน เจมส์ เอลิอัส มาชีปังโก ชูเวรีเรนี คว้าธนูและลูกธนูที่ทำจากไม้ไผ่เหลาแหลมขึ้นมา  เราจะออกล่าลิงในอุทยานแห่งชาติมานูของเปรู ป่าดิบชื้นผืนใหญ่ที่ได้รับการคุ้มครองและพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก การล่านี้ถูกกฎหมาย เอลิอัสเป็นชนพื้นเมืองเผ่ามาชีเกงคา เผ่าที่มีประชากรไม่ถึงหนึ่งพันคนซึ่งดำรงชีวิตอยู่ในอุทยาน โดยส่วนใหญ่อยู่ตามริมแม่น้ำมานูและลำน้ำสาขา  ชนพื้นเมืองที่นี่ทุกเผ่ามีสิทธิ์เก็บพืชพรรณและล่าสัตว์ป่ามาใช้ประโยชน์ แต่ห้ามนำทรัพยากรในอุทยานไปขายถ้าไม่ได้รับอนุญาต  และห้ามใช้ปืนล่าสัตว์ พวกเขาเรียกขานกันด้วยชื่อต้น เอลิอัสกับภรรยาปลูกฝ้ายและพืชผลอื่นๆในลานเล็กๆริมแม่น้ำโยมีบาโต ลูกๆของพวกเขาเก็บผลไม้และพืชสมุนไพร เอลิอัสจับปลาตัดไม้ และล่าสัตว์ โดยเฉพาะลิงแมงมุมและลิงขนปุย อันเป็นอาหารโปรดของชาวมาชีเกงคา สรรพสิ่งดำเนินเช่นนี้มาช้านาน แต่ประชากรชนเผ่ามาชีเกงคากำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้นักชีววิทยาที่รักอุทยาน   เริ่มวิตกว่า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อประชากรเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกเขาเริ่มใช้ปืน ฝูงลิงจะอยู่รอดหรือไม่ และหากไม่ได้ลิงเหล่านี้ช่วยแพร่กระจายเมล็ดพันธุ์ระหว่างที่มันตระเวนหากินไปทั่วผืนป่าแล้ว สภาพป่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ขณะที่ป่านอกอุทยานเริ่มแหว่งเว้าขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ การทำเหมือง และการตัดไม้ การปกป้องอุทยานก็ทวีความสำคัญยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับคำถามที่ว่า การมีคนอยู่ในอุทยานส่งผลดีหรือผลเสียต่ออุทยานกันแน่ และการมีอุทยานส่งผลดีต่อชีวิตพวกเขาหรือไม่ เอลิอัสวัย 53 ปี มีผมหยักศกสีดำและสายตาเข้มลึก เขาสวมเสื้อฟุตบอลสีเขียว กางเกงขาสั้น และรองเท้าแตะที่ทำจากยางรถเก่าๆ เราเดินตัดทุ่งเข้าป่า โดยมีทาเลียกับมาร์ติน ลูกสาวและลูกเขยของเขา กับหลานปู่วัยรุ่นอีกคนติดตามไปด้วย […]