ต้นไม้ในเมืองใหญ่ - National Geographic Thailand

ต้นไม้ในเมืองใหญ่

ต้นไม้ในเมืองใหญ่

เมื่อคนไทยสร้างบ้านแปลงเมือง นอกจากบริเวณใกล้แหล่งน้ำ เรายังนิยมเลือกพื้นที่ที่อุดมด้วยต้นไม้  ร่องรอยดังกล่าวปรากฏให้เห็นในชื่อท้องที่ที่ตั้งตามตามพืชพรรณประจำถิ่น นับจาก “บางกอก” ชื่อเมืองหลวง จนไปถึงบางเล็ก บางน้อยอย่าง “บางลำพู” “บางกระเจ้า” “บางอ้อ” “บางจาก” “หนองแขม” “บางหว้า” “บางบัว” “บางไผ่” ฯลฯ  แสดงว่ากรุงเทพฯ ที่เกิดจากตะกอนทับถมของแม่น้ำจนเป็นที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์ มีพืชสัตว์อยู่มาก (“หนองงูเห่า” “หัวตะเข้า” และ “ดอนอีเหยี่ยว” หรือดอนเมืองในปัจจุบัน เป็นต้น)  บางกอกเคยมีต้นทุนเป็นแหล่งต้นไม้กระจายอยู่ทั่ว แต่ถึงวันนี้ ยากนักที่ใครจะได้เห็นต้นไม้อันเป็นที่มาของชื่อสถานที่เหล่านั้น

ต้นไม้เคยสร้างเมือง เคยทำให้เมืองมีเอกลักษณ์ มีหน้าตาผิดแผกไปตามชื่อบางนั้น ทั้งหมดกลายเป็นเรื่องอดีต  ปัจจุบันเมืองเป็นฝ่ายกำหนดว่าต้นไม้ควรจะเป็นชนิดใด อยู่ตรงไหน ตลอดจนชะตากรรมที่เหลือหลังจากนั้นด้วย

อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี: กิ่งหลักของต้นยางนาขนาด 17 คนโอบ อายุ 300-400 ปี หักโค่นลงมาตั้งแต่เมื่อหลาย ปีก่อน ทางวัดซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ (วัดยาง ณ รังสี) ตั้งใจให้อยู่ในตำแหน่งเดิมเพื่อให้คนได้เห็นถึงขนาดอันใหญ่โต

กรุงเทพฯ ไม่มีป่าใหญ่กลางเมืองแบบป่าเมจิจิงกุขนาด 437 ไร่ที่ไม่ไกลจากฮาราจุกุ มีทั้งต้นไม้สูงใหญ่ยักษ์นานาชนิด นก และสัตว์ป่าต่างๆ ทั้งชะมด ค่าง ทานุกิหรือจิ้งจอกแรคคูน กวาง และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ ทั้งที่ป่าดังกล่าวเพิ่งปลูกใหม่มาแค่ 100 ปี  เราไม่มีป่าดิบชื้นขนาด 60 ไร่แบบบูกิตนานาส อยู่ใต้ฐานหอคอยกัวลาลัมเปอร์ติดถนนและตึกสูงสมัยใหม่  ต้นไม้ที่นั่นอายุ 200-300 ปี

เท่าที่กรุงเทพฯ มีคือสวนสาธารณะ 35 แห่งสำหรับคนราว 10-12 ล้านคน เท่ากับวอชิงตัน ดี.ซี. ที่มีไว้สำหรับคน  สี่แสนคนเมื่อ 50 ปีก่อนโน้น

ต้นไม้เมืองจึงต้องอยู่อาศัยตามสวนสาธารณะและสองข้างถนน ที่เหลืออยู่ในบ้านเรือน หน่วยงาน โรงเรียน บริษัท และชุมชน  แต่ต้นไม้เมืองเหล่านี้ย่อมมีชีวิตและสุขภาพแตกต่างไปจากพวกพ้องในป่าหรือแม้แต่ในชนบทที่ยังเหลือสภาพธรรมชาติเป็นอันมาก

ในบรรดาต้นไม้เมือง ต้นไม้บนถนนอยู่ลำบากที่สุด เพราะนอกจากจะต้องอยู่ด้วยตัวเองแล้ว ยังต้องเผชิญกับสภาพอากาศแบบเมือง ดินใต้ฟุตบาทก็แข็งเพราะถูกบีบอัดหรืออาจมีก้อนปูนผสมอยู่ รากโตไปไม่ได้ลึกหรือต้องเจอกับท่อระบายน้ำ ทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกตัดง่ายๆ  บางทีได้รับปุ๋ยมากเกินไป  เมื่อลำต้นเป็นแผลและอ่อนแอง่าย เป็นแหล่งเจาะทำลายของแมลง ฯลฯ  ในท้ายที่สุด ความเครียดที่ต้นไม้ต้องทนนั้นหนักหน่วงจนส่วนใหญ่ต้องตายไปก่อนจะโตเต็มที่ด้วยซ้ำ

รุกขกร คือคุณหมอรักษาคนไข้ที่ไม่สามารถบอกถึงอาการป่วยของตนเอง โดยเริ่มจากการประเมินอาการที่ลำต้น กิ่งก้าน ใบ ระบบราก รวมถึงสภาพดินในบริเวณนั้น ตัดส่วนที่มีปัญหา ทายารักษา และกลับมาประเมินสุขภาพประจำปี นอกจากกิ่งที่ต้องรองรับน้ำหนักขณะปีนแล้ว อันตรายที่รุกขกรต้องระมัดระวังคือสายไฟฟ้า ทั้งยังต้องไม่ให้กิ่งก้านที่กำลังตัดตกลงมาถูกรถหรือคนที่สัญจรไปมา หากต้นไม้ต้นนั้นอยู่ริมถนน

เมื่อ 26 ปีก่อน มีกลุ่มนักวิชาการ อาจารย์ แพทย์ สื่อมวลชน ฯลฯ รวมตัวกันพูดคุยเรื่องปัญหาสาธารณะ ทั้งระดับเมืองและประเทศ ต่อมาพัฒนาเป็น “บางกอกฟอรั่ม” จัดกิจกรรมอย่างถนนคนเดิน ถนนวัฒนธรรม ฯลฯ ทำให้คนเมืองรู้สึกว่าตัวเองสามารถช่วยขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสร้างเมืองน่าอยู่เองได้  ซึ่งส่งแรงถึงคนรุ่นถัดมาที่หันมาสนใจปัญหารอบตัว และไม่ได้มองว่าประเด็นสิ่งแวดล้อมจำกัดอยู่แต่ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า การสร้างเขื่อน มลพิษจากเหมืองหรือนิคมอุตสาหกรรม ฯลฯ เท่านั้น

เจ็ดปีก่อน เมื่อมีเหตุการณ์ตัดต้นไม้ใหญ่หลายสิบต้นในซอยสุขุมวิท 53 เพื่อทำศูนย์การค้า คนกรุงเทพฯ พยายามหาวิธีต่างๆ เพื่อให้ต้นไม้เหล่านั้นรอดพ้นจากความตาย  แม้ความพยายามหนนั้นจะไม่สำเร็จ แต่นับเป็นก้าวแรกของการเคลื่อนไหวเพื่อให้คนกรุงฯ รักหวงแหนต้นไม้ จนรู้สึกว่าการตัดต้นไม้เป็นเรื่องยอมรับไม่ได้

BIGTrees Project หรือ บิ๊กทรีส์ ก่อตั้งขึ้นจากคนไม่กี่สิบคน เพิ่มจำนวนเป็น 3,000 คนภายในเวลาไม่กี่วันหลังข่าวการตัดต้นไม้เผยแพร่ออกไปด้วยการใช้เฟซบุ๊กและโซเชียลมีเดีย  ปัจจุบันมีผู้กดไลค์ติดตามราว 1.4 แสนคน

“เราไม่ได้เริ่มต้น แต่เรามากับกระแสนั้น” อรยา สูตะบุตร ผู้ก่อตั้ง BIGTrees กล่าว “คนรู้สึกมากกับความเสื่อมถอยของสิ่งแวดล้อมเมือง ก็พอดีกับที่เราตัดสินใจเอาต้นไม้ใหญ่เป็นพระเอกหรือนางเอกในการสื่อสาร  จากที่ไกลตัว จากที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมมีหลายประเด็นไปหมด ทั้งน้ำ มลภาวะ ขยะ ฯลฯ พอเราโฟกัสการสื่อสารว่าต้นไม้ดี ต้นไม้ควรจะอยู่ก็เกิดความสะเทือนใจเมื่อต้นไม้ถูกทำลาย  เมื่อเราย้ำมากขึ้น คนก็เกิดความผูกพันกับต้นไม้ใกล้ตัว”

กิจกรรมที่ BIGTrees ชวนคนเมืองทำเป็นกิจกรรมเรียบง่ายไม่ซับซ้อน เปิดกว้างให้คนทั่วไปเข้าร่วมโดยไม่จำเป็นต้องทำงานด้านสิ่งแวดล้อมหรือนักอนุรักษ์  เพียงการถ่ายรูปต้นไม้ใหญ่ การปั่นจักรยานเยี่ยมต้นไม้ ชมนิทรรศการ ฟังการเสวนา ฯลฯ ที่อรยาบอกว่าเป็นกิจกรรมง่ายๆ “ลงทุนน้อย ไม่ต้องมีออร์แกไนเซอร์ ไม่ต้องมีความรู้ ไม่ต้องมีประสบการณ์ ไม่ต้องมีทักษะ ไม่ต้องเตรียมตัว มาตัวเปล่าเลย  แค่อยากทำอะไรให้ธรรมชาติ แต่ขี้เกียจไปป่า ขี้เกียจลุยโคลน ไม่อยากไปประท้วง เวลาโพสต์ลงเฟซบุ๊กก็ได้โชว์เพื่อนว่าได้ทำความดีและกิจกรรมที่ทำก็สนุก” ทำให้ทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมรักษาธรรมชาติได้ เกี่ยวข้องได้ ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร อายุเท่าไร หรือมีความสนใจด้านสิ่งแวดล้อมช่วงกว้างขนาดไหน เรื่องต้นไม้ก็เป็น “เรื่องของทุกคน”

งานสำคัญที่ BIGTrees มีส่วนสำคัญในการทำให้ปรากฏในสังคมไทยคือ งานรุกขกรรมและการตัดแต่งต้นไม้อย่างถูกวิธี ซึ่งถือเป็นกุญแจที่ช่วยเปิดประตูในการหาวิธีอยู่ร่วมกันของคนเมืองกับต้นไม้อย่างสมดุล จนเกิดเป็นความร่วมมือในการก่อตั้งโรงเรียนต้นไม้จากหลายฝ่าย  และงานสำคัญที่ BIGTrees กำลังทำอยู่ในปัจจุบันคือการดูแลต้นมะขามรอบสนามหลวงร่วมกับทางกรุงเทพมหานครและกรมป่าไม้  นอกจากนี้ กลุ่มยังร่วมก่อตั้งเครือข่ายต้นไม้ในเมืองและขยายงานสู่การปลูกป่าและการขับเคลื่อนด้านนโยบายเกี่ยวกับต้นไม้ด้วย

ต้นไม้และสวนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองที่ขาดไม่ได้  ถ้าเราดูสารคดีอย่าง Urbanized (2011) กับ Naturopolis (2013) จะเห็นแนวโน้มทั่วโลกที่ว่าด้วยความพยายามเปลี่ยนแปลงเมืองให้มีพื้นที่สีเขียว ซึ่งไม่ใช่แค่เป็นสวนสวยเพื่อความรื่นรมย์ของมนุษย์อย่างเดียว แต่เป็นพื้นที่ที่สปีชีส์อื่นๆ ได้อยู่อาศัยด้วย หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ได้กลับมาอาศัยอีกครั้ง  นั่นเป็นเหตุให้ทำไมคนสิงคโปร์ถึงดีใจหักหนาที่มีครอบครัวนากมาอาศัยอยู่ในบึงใจกลางเมือง

ที่สำคัญไปกว่านั้น ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่ทั้งเปลี่ยนแปลงและแปรปรวนจนหลายครั้งที่นักวิทยาศาสตร์พยากรณ์ไม่ถูก  เมืองยุคใหม่อาศัยพื้นที่ธรรมชาติในฐานะที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green infrastructure) ในการรับมือกับความไม่แน่นอนที่ว่า  เมืองอย่างปารีสที่เคยเผชิญกับคลื่นความร้อนเมื่อ 10 ปีก่อนจนมีคนตายไปเกือบ 15,000 คน ย่อมรู้ดีว่าถ้าในตอนนั้นมีต้นไม้มากกว่านี้ จะช่วยลดอุณหภูมิลงไปได้อีกอย่างน้อยสามองศาเซลเซียส  เมืองสมัยใหม่จึงต้องเป็นเมืองฉลาด น่าอยู่ และยังคุ้มกันตัวเองจากภัยพิบัติได้ หรือเมื่อต้องเผชิญกับภัยพิบัติก็ฟื้นฟูตัวเองได้เร็ว (resilience)

ดร. สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ ประธานมูลนิธิโลกสีเขียว กล่าวว่า “เราต้องไม่ลืมว่าพัฒนาการของเมืองและวัฒนธรรมไปเร็วกว่าวิวัฒนาการทางชีวภาพของเราจะปรับตัวตามได้ทัน  ที่สุดแล้วเราคือสัตว์  ไม่ว่าเราจะพัฒนาไปอย่างไร เราต้องมีปฏิสัมพันธ์กับโลกธรรมชาติเสมอ”

เรื่อง นิรมล มูนจินดา
ภาพถ่าย ชาญพิชิต พงศ์ทองสำราญ

 

อ่านเพิ่มเติม

กัปตันการบินไทยผู้ใช้เวลาว่างปลูกต้นไม้ให้กรุงเทพฯ

เรื่องแนะนำ

กว่าจะเป็นชายชาตรี

เรื่อง ชิป บราวน์ ภาพถ่าย พีต มุลเลอร์ นัดหมายลงมีดของแชดแร็ก ไนออนกีซา กำหนดไว้เป็นเวลาหลังฟ้าสางเล็กน้อย ตั้งแต่เช้าวานนี้แล้วที่เด็กชายวัย 14 ปีจากเผ่าบูคูซูทางตะวันตกของเคนยา  ผู้ยังไม่ผ่านการขริบ  เขย่ากระดึงคู่ประดับขนนกกระทบกับปลอกโลหะที่มัดไว้กับข้อมือเขา  ระหว่างที่เด็กหนุ่มกางแขนโยกขึ้นลงร่ายรำในสนามดินลูกรังใต้ต้นมะม่วงนอกบ้านของพ่อ  เครือญาติกับเพื่อนๆที่อายุมากกว่าพากันเดินแห่ไปรอบตัวเขาพลางกวัดแกว่งท่อนไม้ และร้องเพลงเกี่ยวกับความกล้าหาญ ผู้หญิง และสุรา พอตกบ่าย   แชดแร็กกับผู้ติดตามไปเยือนบ้านของลุงฝ่ายแม่  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม  เขามอบแม่วัวให้เด็กชายตัวหนึ่ง  แต่ก่อนจะให้  ผู้เป็นลุงตบหน้าหลานชายและตะคอกใส่ว่า เขาดูตุ้งติ้งเหมือนกะเทย  ไม่เหมือนคนที่พร้อมจะเป็นผู้ชายอกสามศอก   เด็กชายผู้ขอเข้าพิธี ซีเคโบ  หรือพิธีขริบหนังหุ้มปลายองชาตของเผ่าบูคูซู  ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่  แต่เขาดูโกรธมากกว่ากลัว  และเมื่อย้อนกลับมาที่บ้านพ่ออีกครั้ง เขาก็เขย่ากระดึง ชินยิมบา คู่นั้นด้วยความฮึกเหิมระลอกใหม่และร่ายรำสุดเหวี่ยง ครั้นพระอาทิตย์ตกดิน  ผู้มาร่วมพิธีก็ขยายวงใหญ่ขึ้นด้วยจำนวนแขกมากกว่า 50 คน พอได้เวลาสามทุ่มครึ่ง  ฝูงชนก็มาล้อมวงกันอยู่รอบกองเครื่องในของวัวที่เพิ่งถูกฆ่าหมาดๆ ลุงฝ่ายพ่อคนหนึ่งของแชดแร็กใช้มีดผ่าเปิดท้องวัวแล่เนื้อออกมาสองชิ้น  แล้วใช้มือควักอาหารสีเขียวๆที่ย่อยไปแล้วครึ่งหนึ่งขึ้นมาเต็มกำมือ จากจึงเดินรี่เข้าไปหาหลานชาย “คนในครอบครัวเราไม่เคยหวาดกลัวสิ่งใด!” ผู้เป็นลุงตะโกน “จงยืนหยัดไว้!” แสงไฟฉายวิ่งฉวัดเฉวียนอยู่บนใบหน้าของแชดแร็ก ขณะเขาเหม่อมองอย่างไร้จุดหมาย แต่แฝงไว้ด้วยความอดกลั้น จากนั้น ผู้เป็นลุงขว้างของเน่าเละๆในมือใส่หน้าอกหลานชาย แล้วละเลงมันลงบนใบหน้าและหัวของแชดแร็ก เขาเอาไส้วัวพันรอบคอหลานชาย […]

มนตราแห่งนครที่สาบสูญ

เรื่อง ดักลาส เพรสตัน ภาพถ่าย เดฟ โยเดอร์ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ ปี 2015 เฮลิคอปเตอร์ทหารลำหนึ่งทะยานขึ้นจากลานบินใกล้เมืองกาตากามัส ประเทศฮอนดูรัส บ่ายหน้าไปทางเทือกเขาลามอสกีเตีย เบื้องล่าง เรือกสวนไร่นาค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นลาดเนินสูงชันอาบแสงอาทิตย์ บ้างปกคลุมด้วยป่าดิบชื้น  บ้างถูกแผ้วถางเป็นฟาร์มปศุสัตว์  นักบินมุ่งหน้าไปยังช่องเขาเล็กๆรูปตัววี (V) ฝูงนกยางบินอยู่เบื้องล่าง  ยอดไม้สั่นไหวจากการเคลื่อนไหวของฝูงวานรที่มองไม่เห็นตัว  ที่นี่ไม่มีร่องรอยกิจกรรมใดๆของมนุษย์ นักบินบังคับเครื่องให้โฉบลงด้านข้างก่อนจะลดระดับลง  เป้าหมายคือพื้นที่โล่งริมฝั่งแม่น้ำ ในกลุ่มผู้ที่ก้าวลงมาจากเฮลิคอปเตอร์มีนักโบราณคดีคนหนึ่งชื่อ คริส ฟิชเชอร์ หุบเขาแห่งนี้อยู่ในภูมิภาคซึ่งเล่าลือกันมาช้านานว่าเป็นที่ตั้งของเมือง “ซิวดัดบลังกา” (Ciudad Blanca) มหานครในตำนานที่สร้างด้วยศิลาสีขาว หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า นครสาบสูญแห่งวานรเทพ  ฟิชเชอร์ไม่เชื่อตำนานเหล่านั้น แต่เชื่อว่าในหุบเขาที่เขาและเพื่อนร่วมงาน เรียกกันง่ายๆว่า ที1 (T1) นี้มีซากปรักนครสาบสูญของจริงซึ่งถูกทิ้งร้างมาอย่างน้อยครึ่งสหัสวรรษ จะว่าไปแล้ว นี่เป็นเรื่องที่เขาแน่ใจด้วยซ้ำ ในการเดินทางครั้งนี้ ทีมสำรวจใช้เทคนิคที่เรียกว่าไลดาร์ [lidar ย่อมาจาก light detection and ranging หรือการตรวจหาและวัดระยะทางด้วยแสง] เทคนิคนี้ใช้ทำแผนที่นครการากอลของชาวมายาในประเทศเบลีซ ไลดาร์ทำงานด้วยการสะท้อนลำแสงเลเซอร์อินฟราเรดนับแสนๆลำกลับขึ้นมาจากป่าดิบชื้นเบื้องล่าง และบันทึกตำแหน่งของจุดการสะท้อนแสงในแต่ละครั้ง […]

ทำความเข้าใจการปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติ

หากสัตว์ชนิดนั้นไม่สามารถอยู่รอดในธรรมชาติได้แล้ว เราควรพยายามปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติหรือไม่? เพราะสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

สันติภาพเปราะบาง

เรื่อง โรเบิร์ต เดรเพอร์ ภาพถ่าย เอมี ไวทาเล วันที่ 8 มกราคม ปี 2015 ศรีลังกาทำให้โลกตกตะลึงด้วยการโค่นรัฐบาลเผด็จการของมหินทะ ราชปักษาในการเลือกตั้งที่พูดได้ว่าสงบและใสสะอาดเป็นส่วนใหญ่  ผู้นำใหม่ของประเทศมุ่งมั่นอยากแสดงให้โลกเห็นว่า ศรีลังกาทำตัวเป็นประเทศประชาธิปไตยยุคใหม่ได้  รัฐบาลของประธานาธิบดีไมตรีปาละ สิริเสนาเริ่มปฏิรูประบบตุลาการ ที่ฉ้อฉล แปรรูปหน่วยงานรัฐที่อุ้ยอ้ายเทอะทะ และแก้ปัญหาหนี้สินมหาศาล ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรเลยที่นักท่องเที่ยวจะนั่งเครื่องบินไปลงโคลัมโบ สนุกกับกิจกรรมท่องเที่ยวสารพัดที่ศรีลังกาหยิบยื่นให้ ตั้งแต่การเยี่ยมชมวัดเก่าแก่ที่ดัมบุลลาและเมืองโบราณโปลอนนารุวะ ชมช้างและเสือดาวในอุทยานต่างๆ เที่ยวไร่ชาหรูหราอลังการ ไปจนถึงเล่นกระดานโต้คลื่นที่อ่าวอารูกัม ก่อนบินกลับบ้านโดยไม่ตระหนักเลยว่า ที่นี่คือศูนย์กลางของสงครามนองเลือดระหว่างชาติพันธุ์ที่ยาวนานถึง 26 ปี เหตุผลหรือตัวช่วยหนึ่งอาจมาจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ โคลัมโบตั้งอยู่ทางใต้ เป็นภูมิภาคที่ปกครองโดยชาวสิงหลซึ่งส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชนและคิดเป็นประชากรราวร้อยละ 75 ของประเทศ สถานที่ท่องเที่ยวหลักเกือบทั้งหมดกระจุกตัวอยู่ทางใต้  ในทางกลับกัน จังหวัดนอร์เทิร์นไม่มีอะไรโดดเด่น  เป็นภูมิประเทศซึ่งส่วนใหญ่แห้งแล้งกันดารและราบเรียบ ที่นี่ยังเป็นบ้านเกิดของชาวทมิฬ ในศรีลังกาซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดูและคิดเป็นประชากรราวร้อยละ 11 ของประเทศ ดินแดนทางเหนือและตะวันออกคือบริเวณที่กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม (Liberation Tigers of Tamil Eelam – อีแลมคือชื่อเรียกศรีลังกาในภาษาทมิฬ) สถาปนารัฐปกครองตนเองก่อนถูกปราบปรามในที่สุด “นี่คือประวัติศาสตร์ของโอกาสที่หลุดลอยไปครับ” นายกรัฐมนตรีรานิล วิกรมสิงเห […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2018 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.