ต้นไม้ในเมืองใหญ่ - National Geographic Thailand

ต้นไม้ในเมืองใหญ่

ต้นไม้ในเมืองใหญ่

เมื่อคนไทยสร้างบ้านแปลงเมือง นอกจากบริเวณใกล้แหล่งน้ำ เรายังนิยมเลือกพื้นที่ที่อุดมด้วยต้นไม้  ร่องรอยดังกล่าวปรากฏให้เห็นในชื่อท้องที่ที่ตั้งตามตามพืชพรรณประจำถิ่น นับจาก “บางกอก” ชื่อเมืองหลวง จนไปถึงบางเล็ก บางน้อยอย่าง “บางลำพู” “บางกระเจ้า” “บางอ้อ” “บางจาก” “หนองแขม” “บางหว้า” “บางบัว” “บางไผ่” ฯลฯ  แสดงว่ากรุงเทพฯ ที่เกิดจากตะกอนทับถมของแม่น้ำจนเป็นที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์ มีพืชสัตว์อยู่มาก (“หนองงูเห่า” “หัวตะเข้า” และ “ดอนอีเหยี่ยว” หรือดอนเมืองในปัจจุบัน เป็นต้น)  บางกอกเคยมีต้นทุนเป็นแหล่งต้นไม้กระจายอยู่ทั่ว แต่ถึงวันนี้ ยากนักที่ใครจะได้เห็นต้นไม้อันเป็นที่มาของชื่อสถานที่เหล่านั้น

ต้นไม้เคยสร้างเมือง เคยทำให้เมืองมีเอกลักษณ์ มีหน้าตาผิดแผกไปตามชื่อบางนั้น ทั้งหมดกลายเป็นเรื่องอดีต  ปัจจุบันเมืองเป็นฝ่ายกำหนดว่าต้นไม้ควรจะเป็นชนิดใด อยู่ตรงไหน ตลอดจนชะตากรรมที่เหลือหลังจากนั้นด้วย

อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี: กิ่งหลักของต้นยางนาขนาด 17 คนโอบ อายุ 300-400 ปี หักโค่นลงมาตั้งแต่เมื่อหลาย ปีก่อน ทางวัดซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ (วัดยาง ณ รังสี) ตั้งใจให้อยู่ในตำแหน่งเดิมเพื่อให้คนได้เห็นถึงขนาดอันใหญ่โต

กรุงเทพฯ ไม่มีป่าใหญ่กลางเมืองแบบป่าเมจิจิงกุขนาด 437 ไร่ที่ไม่ไกลจากฮาราจุกุ มีทั้งต้นไม้สูงใหญ่ยักษ์นานาชนิด นก และสัตว์ป่าต่างๆ ทั้งชะมด ค่าง ทานุกิหรือจิ้งจอกแรคคูน กวาง และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ ทั้งที่ป่าดังกล่าวเพิ่งปลูกใหม่มาแค่ 100 ปี  เราไม่มีป่าดิบชื้นขนาด 60 ไร่แบบบูกิตนานาส อยู่ใต้ฐานหอคอยกัวลาลัมเปอร์ติดถนนและตึกสูงสมัยใหม่  ต้นไม้ที่นั่นอายุ 200-300 ปี

เท่าที่กรุงเทพฯ มีคือสวนสาธารณะ 35 แห่งสำหรับคนราว 10-12 ล้านคน เท่ากับวอชิงตัน ดี.ซี. ที่มีไว้สำหรับคน  สี่แสนคนเมื่อ 50 ปีก่อนโน้น

ต้นไม้เมืองจึงต้องอยู่อาศัยตามสวนสาธารณะและสองข้างถนน ที่เหลืออยู่ในบ้านเรือน หน่วยงาน โรงเรียน บริษัท และชุมชน  แต่ต้นไม้เมืองเหล่านี้ย่อมมีชีวิตและสุขภาพแตกต่างไปจากพวกพ้องในป่าหรือแม้แต่ในชนบทที่ยังเหลือสภาพธรรมชาติเป็นอันมาก

ในบรรดาต้นไม้เมือง ต้นไม้บนถนนอยู่ลำบากที่สุด เพราะนอกจากจะต้องอยู่ด้วยตัวเองแล้ว ยังต้องเผชิญกับสภาพอากาศแบบเมือง ดินใต้ฟุตบาทก็แข็งเพราะถูกบีบอัดหรืออาจมีก้อนปูนผสมอยู่ รากโตไปไม่ได้ลึกหรือต้องเจอกับท่อระบายน้ำ ทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกตัดง่ายๆ  บางทีได้รับปุ๋ยมากเกินไป  เมื่อลำต้นเป็นแผลและอ่อนแอง่าย เป็นแหล่งเจาะทำลายของแมลง ฯลฯ  ในท้ายที่สุด ความเครียดที่ต้นไม้ต้องทนนั้นหนักหน่วงจนส่วนใหญ่ต้องตายไปก่อนจะโตเต็มที่ด้วยซ้ำ

รุกขกร คือคุณหมอรักษาคนไข้ที่ไม่สามารถบอกถึงอาการป่วยของตนเอง โดยเริ่มจากการประเมินอาการที่ลำต้น กิ่งก้าน ใบ ระบบราก รวมถึงสภาพดินในบริเวณนั้น ตัดส่วนที่มีปัญหา ทายารักษา และกลับมาประเมินสุขภาพประจำปี นอกจากกิ่งที่ต้องรองรับน้ำหนักขณะปีนแล้ว อันตรายที่รุกขกรต้องระมัดระวังคือสายไฟฟ้า ทั้งยังต้องไม่ให้กิ่งก้านที่กำลังตัดตกลงมาถูกรถหรือคนที่สัญจรไปมา หากต้นไม้ต้นนั้นอยู่ริมถนน

เมื่อ 26 ปีก่อน มีกลุ่มนักวิชาการ อาจารย์ แพทย์ สื่อมวลชน ฯลฯ รวมตัวกันพูดคุยเรื่องปัญหาสาธารณะ ทั้งระดับเมืองและประเทศ ต่อมาพัฒนาเป็น “บางกอกฟอรั่ม” จัดกิจกรรมอย่างถนนคนเดิน ถนนวัฒนธรรม ฯลฯ ทำให้คนเมืองรู้สึกว่าตัวเองสามารถช่วยขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสร้างเมืองน่าอยู่เองได้  ซึ่งส่งแรงถึงคนรุ่นถัดมาที่หันมาสนใจปัญหารอบตัว และไม่ได้มองว่าประเด็นสิ่งแวดล้อมจำกัดอยู่แต่ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า การสร้างเขื่อน มลพิษจากเหมืองหรือนิคมอุตสาหกรรม ฯลฯ เท่านั้น

เจ็ดปีก่อน เมื่อมีเหตุการณ์ตัดต้นไม้ใหญ่หลายสิบต้นในซอยสุขุมวิท 53 เพื่อทำศูนย์การค้า คนกรุงเทพฯ พยายามหาวิธีต่างๆ เพื่อให้ต้นไม้เหล่านั้นรอดพ้นจากความตาย  แม้ความพยายามหนนั้นจะไม่สำเร็จ แต่นับเป็นก้าวแรกของการเคลื่อนไหวเพื่อให้คนกรุงฯ รักหวงแหนต้นไม้ จนรู้สึกว่าการตัดต้นไม้เป็นเรื่องยอมรับไม่ได้

BIGTrees Project หรือ บิ๊กทรีส์ ก่อตั้งขึ้นจากคนไม่กี่สิบคน เพิ่มจำนวนเป็น 3,000 คนภายในเวลาไม่กี่วันหลังข่าวการตัดต้นไม้เผยแพร่ออกไปด้วยการใช้เฟซบุ๊กและโซเชียลมีเดีย  ปัจจุบันมีผู้กดไลค์ติดตามราว 1.4 แสนคน

“เราไม่ได้เริ่มต้น แต่เรามากับกระแสนั้น” อรยา สูตะบุตร ผู้ก่อตั้ง BIGTrees กล่าว “คนรู้สึกมากกับความเสื่อมถอยของสิ่งแวดล้อมเมือง ก็พอดีกับที่เราตัดสินใจเอาต้นไม้ใหญ่เป็นพระเอกหรือนางเอกในการสื่อสาร  จากที่ไกลตัว จากที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมมีหลายประเด็นไปหมด ทั้งน้ำ มลภาวะ ขยะ ฯลฯ พอเราโฟกัสการสื่อสารว่าต้นไม้ดี ต้นไม้ควรจะอยู่ก็เกิดความสะเทือนใจเมื่อต้นไม้ถูกทำลาย  เมื่อเราย้ำมากขึ้น คนก็เกิดความผูกพันกับต้นไม้ใกล้ตัว”

กิจกรรมที่ BIGTrees ชวนคนเมืองทำเป็นกิจกรรมเรียบง่ายไม่ซับซ้อน เปิดกว้างให้คนทั่วไปเข้าร่วมโดยไม่จำเป็นต้องทำงานด้านสิ่งแวดล้อมหรือนักอนุรักษ์  เพียงการถ่ายรูปต้นไม้ใหญ่ การปั่นจักรยานเยี่ยมต้นไม้ ชมนิทรรศการ ฟังการเสวนา ฯลฯ ที่อรยาบอกว่าเป็นกิจกรรมง่ายๆ “ลงทุนน้อย ไม่ต้องมีออร์แกไนเซอร์ ไม่ต้องมีความรู้ ไม่ต้องมีประสบการณ์ ไม่ต้องมีทักษะ ไม่ต้องเตรียมตัว มาตัวเปล่าเลย  แค่อยากทำอะไรให้ธรรมชาติ แต่ขี้เกียจไปป่า ขี้เกียจลุยโคลน ไม่อยากไปประท้วง เวลาโพสต์ลงเฟซบุ๊กก็ได้โชว์เพื่อนว่าได้ทำความดีและกิจกรรมที่ทำก็สนุก” ทำให้ทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมรักษาธรรมชาติได้ เกี่ยวข้องได้ ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร อายุเท่าไร หรือมีความสนใจด้านสิ่งแวดล้อมช่วงกว้างขนาดไหน เรื่องต้นไม้ก็เป็น “เรื่องของทุกคน”

งานสำคัญที่ BIGTrees มีส่วนสำคัญในการทำให้ปรากฏในสังคมไทยคือ งานรุกขกรรมและการตัดแต่งต้นไม้อย่างถูกวิธี ซึ่งถือเป็นกุญแจที่ช่วยเปิดประตูในการหาวิธีอยู่ร่วมกันของคนเมืองกับต้นไม้อย่างสมดุล จนเกิดเป็นความร่วมมือในการก่อตั้งโรงเรียนต้นไม้จากหลายฝ่าย  และงานสำคัญที่ BIGTrees กำลังทำอยู่ในปัจจุบันคือการดูแลต้นมะขามรอบสนามหลวงร่วมกับทางกรุงเทพมหานครและกรมป่าไม้  นอกจากนี้ กลุ่มยังร่วมก่อตั้งเครือข่ายต้นไม้ในเมืองและขยายงานสู่การปลูกป่าและการขับเคลื่อนด้านนโยบายเกี่ยวกับต้นไม้ด้วย

ต้นไม้และสวนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองที่ขาดไม่ได้  ถ้าเราดูสารคดีอย่าง Urbanized (2011) กับ Naturopolis (2013) จะเห็นแนวโน้มทั่วโลกที่ว่าด้วยความพยายามเปลี่ยนแปลงเมืองให้มีพื้นที่สีเขียว ซึ่งไม่ใช่แค่เป็นสวนสวยเพื่อความรื่นรมย์ของมนุษย์อย่างเดียว แต่เป็นพื้นที่ที่สปีชีส์อื่นๆ ได้อยู่อาศัยด้วย หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ได้กลับมาอาศัยอีกครั้ง  นั่นเป็นเหตุให้ทำไมคนสิงคโปร์ถึงดีใจหักหนาที่มีครอบครัวนากมาอาศัยอยู่ในบึงใจกลางเมือง

ที่สำคัญไปกว่านั้น ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่ทั้งเปลี่ยนแปลงและแปรปรวนจนหลายครั้งที่นักวิทยาศาสตร์พยากรณ์ไม่ถูก  เมืองยุคใหม่อาศัยพื้นที่ธรรมชาติในฐานะที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green infrastructure) ในการรับมือกับความไม่แน่นอนที่ว่า  เมืองอย่างปารีสที่เคยเผชิญกับคลื่นความร้อนเมื่อ 10 ปีก่อนจนมีคนตายไปเกือบ 15,000 คน ย่อมรู้ดีว่าถ้าในตอนนั้นมีต้นไม้มากกว่านี้ จะช่วยลดอุณหภูมิลงไปได้อีกอย่างน้อยสามองศาเซลเซียส  เมืองสมัยใหม่จึงต้องเป็นเมืองฉลาด น่าอยู่ และยังคุ้มกันตัวเองจากภัยพิบัติได้ หรือเมื่อต้องเผชิญกับภัยพิบัติก็ฟื้นฟูตัวเองได้เร็ว (resilience)

ดร. สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ ประธานมูลนิธิโลกสีเขียว กล่าวว่า “เราต้องไม่ลืมว่าพัฒนาการของเมืองและวัฒนธรรมไปเร็วกว่าวิวัฒนาการทางชีวภาพของเราจะปรับตัวตามได้ทัน  ที่สุดแล้วเราคือสัตว์  ไม่ว่าเราจะพัฒนาไปอย่างไร เราต้องมีปฏิสัมพันธ์กับโลกธรรมชาติเสมอ”

เรื่อง นิรมล มูนจินดา
ภาพถ่าย ชาญพิชิต พงศ์ทองสำราญ

 

อ่านเพิ่มเติม

กัปตันการบินไทยผู้ใช้เวลาว่างปลูกต้นไม้ให้กรุงเทพฯ

เรื่องแนะนำ

ภาษาภาพ : ประจำเดือนธันวาคม

แอนตาร์กติกา ภาพโดย คามีลล์ ซีแมน ลมแรงและคลื่นซัดกระหน่ำให้ภูเขาน้ำแข็งสองลูกเคลื่อนเข้าหากันใกล้กับเกาะแฟรงกลิน เมื่อมองจากเรือสัญชาติรัสเซีย ภูเขาน้ำแข็งโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำประมาณ 60 เมตร และอยู่ใต้น้ำอีกราว 240 เมตร พวกมันอาจหลุดออกมาจากหิ้งน้ำแข็งรอสส์ ญี่ปุ่น ภาพโดย ชิซุโอะ คัมบะยะชิ, AP IMAGES นักดำน้ำในชุดซานตาคลอสว่ายน้ำอยู่กับฉลามเสือดาวที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำซันไชน์เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสประจำปี พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ชั้นบนสุดของตึกระฟ้าแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียว ที่นี่ไม่มีกวางเรนเดียร์ แต่มีสัตว์ประมาณ 15,000 ตัวจากราว 450 ชนิดพันธุ์  

สายน้ำสายเลือด

เรื่อง โรเบิร์ต เดรเพอร์ ภาพถ่าย ปาสกาล แมตร์ เรือลำใหญ่ล่องไปภายใต้ผืนฟ้าระยิบระยับด้วยแสงดาว แหวกฝ่าท้องน้ำซึ่งบางช่วงแผ่ไพศาลราวมหาสมุทร บางช่วงเล็กแคบแทบไม่ต่างจากลำธารตื้นๆ  เรือลำนี้แบกภาระหนักหน่วงอย่างน่าหวาดเสียว มันทำหน้าที่ขับดันเรือท้องแบนสามลำข้างหน้าด้วยเครื่องยนต์ที่ออกแบบให้รับน้ำหนักได้ราว 750 ตัน แต่ระวางสินค้าที่บรรทุกมา ตั้งแต่เหล็กเส้น กระสอบปูนซีเมนต์ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ กลับมีน้ำหนักรวมกันมากกว่า 900 ตัน หลังคาที่ใช้ผ้าใบและผืนผ้าขึงต่อๆกันพะเยิบพะยาบอยู่เหนือเรือท้องแบนทั้งสามลำ ข้างใต้มีผู้โดยสารเบียดเสียดกันอยู่ร่วม 600 ชีวิต ผู้โดยสารจำนวนมากเป็นผู้พำนักอาศัยอยู่ในเมืองซึ่งหวังจะได้ทำงานเก็บเกี่ยวข้าวโพดและถั่วลิสง ผู้หญิงสองสามคนนำเตาถ่านขนาดเล็กมาเสนอขายบริการทำอาหาร ขณะที่ผู้หญิงคนอื่นๆเสนอขายเรือนร่าง ทุกคนล้วนต้องทำสิ่งที่จำเป็น บนเรือมีเสียงร้องเพลง เสียงทะเลาะเบาะแว้ง และเสียงสวดมนต์ เป้าหมายของเราอยู่ที่พยายามทำความเข้าใจตัวแปรหรือปัจจัยคงที่ข้อหนึ่งในประวัติศาสตร์อันระส่ำระสายของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก แม่น้ำอันยิ่งใหญ่สายนี้ยังพอจะหยิบยื่นหนทางใหม่ๆให้ชาติที่รุมเร้าด้วยปัญหาความยากจนและการฉ้อราษฎร์บังหลวงมาช้านานแห่งนี้ได้หรือไม่ หรือแม่น้ำคองโกจะเป็นอีกจักรวาลหรือโลกที่อยู่อย่างเอกเทศ แม่น้ำคองโกร้อยรัดเก้าประเทศในทวีปแอฟริกาเข้าด้วยกันตลอดเส้นทางการไหลราว 4,700 กิโลเมตรสู่มหาสมุทรแอตแลนติก แต่ตัวตนของแม่น้ำสายนี้กลับผูกร้อยอยู่กับสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (หรืออดีตประเทศซาอีร์) ชนิดไม่อาจแยกขาดจากกัน “แม่น้ำคองโกคือกระดูกสันหลังของประเทศเราครับ ถ้าไม่มีกระดูกสันหลัง คนเราก็ยืนไม่ได้” อีซีดอร์ อึนเดย์เวล อี อึนเซียม อาจารย์ด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยกินชาซา กล่าว ความที่ไม่มีหน่วยงานบริหารจัดการอย่างจริงจังทำให้แม่น้ำคองโกเป็นเหมือนผู้สร้างความเสมอภาคชั้นยอดของชาติ แต่ก็ส่งผลให้คุณค่าของแม่น้ำในฐานะแหล่งทรัพยากรลดลงมากไปด้วย หากคำนึงถึงศักยภาพมหาศาลด้านการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำและการเกษตรบนพื้นที่ลุ่มน้ำกว้างใหญ่ถึง 3,900,000 ตารางกิโลเมตร ทั้งทวีปแอฟริกาจะเป็นหนี้บุญคุณแม่น้ำคองโก […]

ใครจะรอด ใครจะไป

เรื่อง เจนนิเฟอร์ เอส. ฮอลแลนด์ ภาพถ่าย โจเอล ซาโทรี สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง นั่นคือความจริงของธรรมชาติ แต่ภูมิอากาศโลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง จนกระทั่งอาจพลิกโฉมหน้าของผืนดินและท้องทะเล  และส่งผลกระทบต่อสรรพชีวิต “จะมีสิ่งมีชีวิตส่วนน้อยกลุ่มหนึ่งเสมอที่อยู่รอดและได้ประโยชน์จากสภาพการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างค่อนข้างฉับพลันครับ” ทอมัส เลิฟจอย นักชีววิทยาด้านการอนุรักษ์ประจำมหาวิทยาลัยจอร์จเมสัน และภาคีสมาชิกของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก กล่าวและเสริมว่า “แต่สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่จะตกที่นั่งลำบาก” ถ้าไม่ถึงกับล้มหายตายจากไป อุณหภูมิที่สูงขึ้นจากก๊าซเรือนกระจกเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการนี้เท่านั้น ก่อนจะตามมาด้วยสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว  (รวมถึงภัยแล้งต่อเนื่องยาวนาน) ฤดูผสมพันธุ์และฤดูอพยพที่เปลี่ยนแปลงไป แหล่งอาหารไม่แน่นอน รูปแบบโรคภัยไข้เจ็บใหม่ๆ น้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว และระดับทะเลสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงแต่ละอย่างนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอื่นๆอีกมากมาย และส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง การเปลี่ยนแปลงอาจส่งผลดีกับสิ่งมีชีวิตบางจำพวกเป็นต้นว่าฤดูใบไม้ผลิที่ยาวนานกว่าเดิมส่งผลให้มีอาหาร มากขึ้น สภาพแวดล้อมบางอย่างอาจเปลี่ยนไปในทางที่เหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัย  และการอพยพย้ายถิ่นอันเหนื่อยยาก อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่ขณะที่การเปลี่ยนแปลงดำเนินต่อไปอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็อาจเผชิญกับขีดจำกัดครั้งใหม่และตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำเช่นกัน นี่ไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปปรากฏเด่นชัดในปัจจุบัน “ไม่มีทางหวนกลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้วครับ” เจมส์ วัตสัน จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโครงกรการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกของสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (World Conservation Society) กล่าวและเสริมว่า “ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงไป” สัตว์ป่าที่เคยใช้ชีวิตอย่างปกติสุขท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่ค่อนข้างแน่นอนในช่วง 10,000 ปีที่ผ่านมากำลังถูกกดดันและทดสอบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน การคาดการณ์ของเราว่า  […]

ภาษาภาพ : ประจำเดือนพฤษภาคม

อินโดนีเซีย ในอ่าวเจนเดราวาซีห์ ฉลามวาฬตัวหนึ่งอ้าปากกว้างก่อนจะฮุบอาหารที่ได้มาง่ายๆ ชาวประมงในท้องถิ่นเชื่อว่าปลาขนาดใหญ่ที่สุดในโลกชนิดนี้เป็นสัตว์นำโชค  พวกเขาจึงวางตาข่ายที่ใส่ปลาเป็ดไว้เพื่อให้ฉลามเหล่านี้อยู่ในอ่าวตลอดทั้งปี ภาพโดย อาเดรียนา บัสเกส จีน ครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่งรับประทานอาหารร่วมกับฝูงปลาที่พิพิธภัณฑ์สัตว์ทะเลขั้วโลกเทียนจินไห่ชาง อุโมงค์ยาว 46 เมตรซึ่งทำจากอะคริลิกหนา 12 เซนติเมตร  ทำให้เห็นภาพพานอรามาของปลาต่างๆ มากกว่า 50 ชนิด ภาพโดย CHINA STRINGER NETWORK/REUTERS    

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.