เคราะห์ซ้ำกรรมซัด วิกฤติเศรษฐกิจเวเนซุเอลา - National Geographic Thailand

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด วิกฤติเศรษฐกิจเวเนซุเอลา

ผู้ค้าเงินในท้องถิ่นที่ชายแดนฝั่งบราซิลให้ดูธนบัตรจำนวนห้าล้านโบลิวาร์ซึ่งมีมูลค่าในตลาดมืดเท่ากับสองเหรียญสหรัฐ ณ ปลายเดือนมีนาคม 2018 ค่าเงินเวเนซุเอลาแปรผันรายวันเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อ

 

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด วิกฤติเศรษฐกิจเวเนซุเอลา

ปลากับเผือกเป็นอาหารพวกเดียวที่มิลาโกรส ริเบโร วัย 35 ปี กับครอบครัวของเธอพอจะหาได้ในชุมชนเล็กๆ ในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโอรีโนโก ถิ่นอาศัยของชาววอเรา ชนพื้นเมืองกลุ่มใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของเวเนซุเอลา พวกเขาเดินทางไกล 800 กิโลเมตรไปยังบราซิลเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2018

“เรามานี่เพื่อหาอาหาร” ริเบโรกล่าวข้างเต็นท์ของเธอในศูนย์สงเคราะห์จาโนกวัยดา ที่เพิ่งตั้งขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เพื่อรองรับชาววอเราในปากาไรมา เมืองชายแดนของบราซิล

ในแต่ละวัน มีชาวเวเนซุเอลาที่ตกทุกข์ได้ยากหลายร้อยคนเดินทางมาถึงพรมแดน  แบกข้าวของไว้บนหลังและถือเอกสารในมือ คนที่มุ่งหน้ามาหาที่ลี้ภัยต่างขายสมบัติทุกอย่างที่มีเพื่อจ่ายเป็นค่าเดินทาง  พวกเขาหวังจะหาอาหาร ยา ความปลอดภัย และงานในบราซิล ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ไม่สามารถหาได้อีกในประเทศบ้านเกิดของตนเอง  เพราะภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ดิ่งเหวอย่างไม่มีวี่แววว่าจะถึงก้น  ภาวะเงินเฟ้อที่ทำให้สิ้นหวัง อัตราความรุนแรงสูงลิ่ว การขาดแคลนอาหารและยาอันเรื้อรัง  ผู้อพยพเหล่านี้คือผลพวงของการล่มสลายอันน่าตื่นตระหนกในเวเนซุเอลาที่เคยมั่งคั่งจากการค้าน้ำมันดิบระหว่างปี 2004 ถึง 2014 จนกลายเป็นประเทศร่ำรวยที่สุดประเทศหนึ่งในลาตินอเมริกา  แต่แล้วทุกอย่างก็พังทลายลง  ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ดิ่งวูบ การขาดดุลพุ่งสูงขึ้น และการฉ้อราษฎร์บังหลวงที่ไม่จบสิ้น

นับตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา มีชาวเวเนซุเอลามากกว่า 58,000 คนหนีมาลงหลักปักฐานในบราซิล  ถือเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อโยกย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ระหว่างสองประเทศนี้ หลายคนไม่มีเงินเหลือ และการเดินทางต้องชะงักกลางคันที่ปากาไรมาซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ยังเป็นเมืองที่เงียบสงบ มีประชากรเพียง 12,375 คน  แต่ปัจจุบันมีคนนับร้อยหรืออาจมากกว่านั้นอาศัยอยู่ตามท้องถนน นอนในเต็นท์ และลานจอดรถ พวกเขาจับกลุ่มกันบนทางเท้า และปรุงอาหารเท่าที่หาได้ความตึงเครียดระหว่างคนท้องถิ่นและชาวเวเนซุเอลาที่เข้ามาอยู่ในบราซิลถึงจุดแตกหักในเดือนสิงหาคม 2018  เมื่อมีการจุดไฟเผาค่ายผู้อพยพหลายแห่ง หลังมีข้อกล่าวหาเรื่องการทำร้ายร่างกายเจ้าของร้านค้าคนหนึ่ง

เมืองปากาไรมามีชาวเวเนซุเอลาไร้ที่อยู่อาศัยอย่างเป็นทางการ 434 คน แต่ตัวเลขนี้ดูต่ำกว่าความเป็นจริง  ปาเดร เฮซุส เอสเตบัน บาทหลวงชาวสเปน จัดหาอาหารเช้ารายวัน ซึ่งประกอบด้วยกาแฟ ขนมปัง และผลไม้ เพื่อเลี้ยงคนกว่า 1,500 คน  “ไม่เคยมีมื้อไหนที่มีอาหารเหลือเลย” ท่านบอก

เวเนซุเอลา
สมาชิกชนเผ่าวอเราราว 500 คนอาศัยอยู่ในศูนย์สงเคราะห์ซึ่งก่อด้วยคอนกรีต มีที่หลับนอนเป็นเปลและเต็นท์ ในเมืองปากาไรมา ประเทศบราซิล สภาพความเป็นอยู่อย่างแออัดและสกปรกเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจาย

 

หลังจากตกงานสามครั้งภายในปีเดียว เฮซุส โกเมซ วัย 28 ปี ก็ทิ้งเวเนซุเอลามากับแฟนสาวของเขา เออูนีซ เอนริเกซ วัย 27 ปี  ทั้งสองนอนในเต็นท์ที่เคยหิ้วไปชายหาด  “มันเคยใช้สำหรับท่องเที่ยว ตอนนี้มันเป็นบ้านของเราครับ” โกเมซกล่าว เขาเป็นอดีตยามรักษาความปลอดภัย ส่วนเอนริเกซซึ่งเป็นพยาบาลที่ลาออกจากงานเพราะเงินเดือนน้อยนิด ปัจจุบันขายกาแฟในปากาไรมา ค่าจ้างรายวันของเธอเพียงพอสำหรับอาหารหนึ่งมื้อ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน แต่หนุ่มสาวคู่นี้ซึ่งเคยอาศัยอยู่ในห้องนอนเล็กๆ ในบ้านพ่อแม่ของโกเมซ ก็ไม่เสียใจที่ข้ามพรมแดนมาบราซิล

ผู้อพยพจำนวนมากเดินทางต่ออีก 215 กิโลเมตรไปยังโบอาวีชตา เมืองเอกของรัฐโรไรมา  เมืองที่มีประชากร 332,000 คนแห่งนี้มีชีวิตชีวากว่า และเศรษฐกิจก็มั่นคงกว่า ชาวเวเนซุเอลาออกหางานทำไปทั่วเมือง ฝูงชนยืนอยู่ตามแยกไฟแดง ล้างกระจกหน้ารถแลกกับเศษเหรียญ หรือไม่ก็ขายสินค้าท้องถิ่น อย่างเช่นธงบราซิลในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ผ่านมา  อัตราค่าจ้างแรงงานตกลงเหลือไม่ถึง 10 เหรียญสหรัฐต่อวัน

เวเนซุเอลา
ครอบครัวโมราเลดานั่งหลังรถกระบะ หลังทิ้งบ้านที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโอรีโนโกในเวเนซุเอลามา การล่มสลายภายในประเทศนำมาซึ่งความรุนแรงและภาวะขาดแคลน พวกเขาหวังจะไปแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในบราซิล

ศูนย์สงเคราะห์สองแห่ง แห่งหนึ่งในปากาไรมา อีกแห่งในโบอาวีชตา ถูกกำหนดให้ใช้รองรับชาววอเราโดยเฉพาะ พวกเขาปรุงอาหารบนไฟก่อจากฟืน ถักทอและขายสินค้าหัตถกรรม และพยายามรักษากิจวัตรบางส่วนของตนไว้  ในศูนย์มีทั้งบริการด้านสุขภาพและอาหาร แต่สภาพความเป็นอยู่ยังไม่ปลอดภัย  ในศูนย์สงเคราะห์แห่งหนึ่ง น้ำเสียส่งกลิ่นรุนแรงมาก พอถึงฤดูฝน ลานสนามแห่งหนึ่งก็มีน้ำท่วมขัง

รัฐบาลบราซิลทำงานร่วมกับองค์การสหประชาชาติและกลุ่มองค์กรเอกชน เปิดศูนย์ผู้ลี้ภัยแล้วเก้าแห่งในโบอาวีชตา แต่ยังมีผู้อพยพอีกมากที่รอมาสมทบกับผู้อพยพ 4,200 คนในเมืองนี้ แผนที่วางไว้คือจะจัดส่งพวกเขาไปยังรัฐอื่นๆ ในบราซิล แล้วรับผู้อพยพระลอกใหม่เข้ามาแทนที่ แต่ขั้นตอนดำเนินงานเป็นไปอย่างเชื่องช้า แม้ผู้อพยพจำนวนหนึ่งจะดิ้นรนเช่าพื้นที่เล็กๆ ย่านชานเมืองอยู่กันได้แล้ว แต่ชีวิตก็ยากลำบากมากจนหลายคนเริ่มคิดจะหวนคืนสู่บ้านเกิด

เรื่อง เปาลา ราโมน

ภาพถ่าย เฟรเดริโก ริออส

 

อ่านเพิ่มเติม

โฉมหน้าของ ผู้อพยพในอเมริกา เมื่อปี 1917

 

เรื่องแนะนำ

การเดินทางของอาหาร

นี่ไม่ใช่ภาพหุ่นนิ่งจากยุโรปสมัยศตวรรษที่สิบเจ็ด แต่เป็นผลผลิตสดใหม่จากตลาดระดับบนสี่แห่งในแมนแฮตตัน การกินอาหารที่ผลิตหรือปลูกในท้องถิ่นและลดการปล่อยคาร์บอนอาจกำลังเป็นที่นิยม แต่ผักผลไม้เหล่านี้ขนส่งเป็นระยะทางไกลมายังมหานครนิวยอร์ก บางชนิดเดินทางมาไกลเกือบ 15,000 กิโลเมตร ที่จริงแล้วการ นำเข้าผลผลิตในสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 1980 อมิต รตานศีพ่อค้าที่ตลาดขายส่งแห่งหนึ่งในย่านบรองซ์ บอกว่า พ่อครัวและคนซื้อ “อยากรู้ว่าอาหารของพวกเขามาจากที่ไหน” ซึ่งอาจหมายถึงไร่นาใกล้เคียง อีกฝั่งหนึ่งของประเทศ หรือถ้าเป็นสินค้าจากต่างแดนก็อยู่ห่างออกไปครึ่งโลก อยากรู้ไหมว่าผลผลิตอาหารเหล่านี้เดินทางมาจากที่ไหนบ้าง คลิกชมได้ ที่นี่    อ่านเพิ่มเติม : กล้ากินหมึกตัวเป็นๆ ไหม?, เทศกาลปามะเขือเทศเป็นการสิ้นเปลืองอาหารหรือไม่?

ภาพความกลัวจากในบ้านผีสิงเหล่านี้ ทำอดขำไม่ได้

เรื่อง เรเชล บราวน์ กล้องดักถ่ายภาพเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับบรรดานักวิทยาศาสตร์ผู้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสัตว์ป่า พวกเขามักจะติดตั้งกล้องเหล่านี้ไว้ตามเส้นทางเดินของสัตว์ เพื่อให้ได้ภาพถ่ายตามธรรมชาติของมัน กล้องเหล่านี้ถูกควบคุมด้วยรีโมทเซ็นเซอร์ระยะไกล จึงใช้ได้ดีกับผู้ล่าอันตรายอย่างเสือจากัวร์ หรือใช้ในการติดตามพฤติกรรมโดยไม่ต้องรบกวนสัตว์ เช่นการรุมกินซากสัตว์ของฝูงอีแร้ง และเช่นเดียวกัน เทคโนโลยีนี้กำลังถูกนำมาใช้จับภาพความหวาดกลัวของผู้คน ที่บ้านผีสิง The Nightmares Fear Factory บ้านผีสิงชื่อดังในเมืองไนแอการาฟอลส์ ของแคนาดา ผู้เปิดให้บริการความขนหัวลุกมานานกว่า 30 ปี ในกลางทศวรรษที่ 20 Frank LaPenna เจ้าของกิจการได้แรงบันดาลใจจากกล้องถ่ายภาพบนรถไฟเหาะ เขาจึงตั้งใจว่าจะนำไอเดียเดียวกันนี้มาบันทึกภาพความหวาดกลัวของบรรดาลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการเอาไว้ “ในตอนแรกผมยืนอยู่ในความมืด มีกล้องดิจิตอลตัวจิ๋วในมือคอยจับภาพผู้คนที่กำลังหวาดกลัว” เขาอธิบาย “จากนั้นผมจะวิ่งลงไปที่ลอบบี้ เอาเมมการ์ดออกจากกล้องเสียงเข้าคอมพิวเตอร์ และโชว์ภาพที่ถ่ายได้ขึ้นจอมอนิเตอร์ให้คนที่เพิ่งออกมาจากบ้านผีสิงได้เห็น” LaPenna ทำแบบนี้จนเมื่อเขาได้รู้จักกับเทคโนโลยีใหม่นั่นคือกล้องดักถ่ายภาพ ซึ่งจะบันทึกภาพอัตโนมัติ ด้วยเซนเซอร์ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อสัตว์ตัวนั้นๆ เดินผ่านอินฟาเรดที่ดักไว้ เขาออกแบบในรูปแบบที่คล้ายกันเพียงแต่ว่าเปลี่ยนจากอินฟาเรดเป็นปฏิกิริยาของผู้คนที่ตกใจเป็นสิ่งกระตุ้นให้กล้องทำงานแทน ด้วยวิธีนี้ช่วยให้เขาได้ภาพถ่ายของผู้คนกว่า 550 ภาพต่อวัน และบ้านผีสิงนี้เปิดทุกวันฉะนั้นในแต่ละปีเขาจึงมีภาพถ่ายที่รวบรวมเอาไว้หลายแสนภาพเลยทีเดียว ซึ่งในปี 2011 ภาพถ่ายเหล่านี้ถูกอัพโหลดขึ้นเว็บไซต์ของบ้านผีสิง เพื่อดึงดูดผู้ที่สนใจอยากลิ้มลองความสยองขวัญให้เข้ามาใช้บริการกันมากขึ้น แม้ว่าจะแตกต่างจากกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ที่ให้ประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ แต่คิดดูอีกที มองไปที่รูปถ่ายเหล่านี้ เราทุกคนล้วนคือสัตว์ที่เมื่ออะดรีนาลีนพลุ่งพล่านจากความกลัว ปฏิกิริยาที่แสดงออกมาผ่านภาพถ่ายจึงเป็นสัญชาตญาณล้วนๆ […]

โรคซึมเศร้า คุณหายได้ : ดนตรีคือพลัง

โรคซึมเศร้า คุณหายได้ : ดนตรีคือพลัง “วิทยา มากสิน” มีอาชีพเป็นนักร้อง ผลกระทบจาก โรคซึมเศร้า ทำให้ความมั่นใจของเขาหายไป การทำงานจิตอาสาและเสียงดนตรีช่วยให้เขาสามารถกลับมามีความสุขได้อีกครั้ง หลังหายป่วยแล้ววิทยามองย้อนกลับไปพบว่า โรคซึมเศร้า ไม่ได้ทำลายตัวตนของเขา ตรงกันข้ามมันกลับทำให้เขาเข้าใจคนรอบข้างมากยิ่งขึ้น   อ่านเพิ่มเติม : คุณหายได้ : ลุกขึ้นมาเปลี่ยน, ไฉนชันสูตรจึงสำคัญ ติดตามข้อมูลดีๆจาก NGThai.com ได้ที่นี่

อะโอะคิกะฮะระ ป่าปลิดวิญญาณ

ด้านหน้าของป่าแห่งนี้มีป้ายเตือนใจให้ผู้มาเยือนว่าชีวิตเป็นของมีค่าและให้คิดถึงครอบครัว เพราะหลายคนเข้ามาที่นี่และไม่กลับออกมาอีกเลย ในฐานะสถานที่ฆ่าตัวตายยอดนิยม

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2018 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.