การ อนุรักษ์ป่า คือสิ่งจำเป็นเพื่อโลกที่ยั่งยืนในอนาคต - National Geographic Thailand

การปกป้องป่า คือสิ่งจำเป็นเพื่อโลกที่ยั่งยืนในอนาคต

หมู่บ้าน Mian Gu ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Nu ของประเทศจีน เป็นโครงการสร้างบ้านของรัฐบาลที่ออกแบบเพื่อจูงใจประชาชนที่อาศัยอยู่บนภูเขาให้ย้ายลงมาที่แม่น้ำเพื่อลดการตัดไม้ทำลายป่า ภาพถ่ายโดย ADAM DEAN, NAT GEO IMAGE COLLECTION


เมื่อปีที่แล้ว ยูเอ็นได้เตือนให้ระวังวิกฤตภูมิอากาศที่ใกล้เข้ามา ในปีนี้ ยูเอ็นวิงวอนให้ อนุรักษ์ป่า ไว้ก่อนจะสายเกินไป

รายงานจาก คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ (The United Nation’s Intergovernmental Panel on Climate Change – IPCC) ซึ่งเผยแพร่เมื่อต้นเดือนสิงหาคมได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นของการเปลี่ยนวิธีการจัดการที่ดินของโลกอย่างรวดเร็วและเร่งด่วน

เดบราห์ ลอว์เรนซ์ (Deborah Lawrence) นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมแห่งมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย กล่าวว่า เพื่อจัดการกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ต้องมีการใช้กลยุทธ์ที่ยั่งยืนซึ่งจัดการปัญหาได้ตรงเป้าและส่งผลกระทบได้อย่างกว้างขวาง

“การเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศเป็นภัยคุกคาม เราต้องหาหนทางที่เป็นไปได้ในทุกแง่มุมเพื่อจัดการกับมัน” เดบราห์ กล่าว

ในรายงานของ IPCC มีเนื้อหาเกี่ยวกับคำแนะนำว่าทั้งประชาชน นักวิทยาศาสตร์ และผู้กำหนดนโยบาย ควรกำหนดความสำคัญอย่างไร และนี่คือหัวข้อสำคัญในคำแนะนำดังกล่าว

การปรับปรุงยกเครื่องระบบการผลิตอาหารครั้งใหญ่ของมนุษย์เป็นเรื่องที่จำเป็น

โดยในรายงานกล่าวว่า ปัญหาสภาวะภูมิอากาศสุดขั้วเช่น ภัยแล้งหรือน้ำท่วม ความต้องการพลังงานชีวภาพที่เพิ่มมากขึ้น และประชากรที่กำลังเพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยเตือนให้โลกทราบถึงความเป็นไปได้ของวิกฤตทางอาหาร

ความมั่นคงทางอาหารที่เพียงพอต่อประชากรทั่วทั้งโลกซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งหมื่นล้านคนภายในปี 2050 กลายมาเป็นเรื่องน่ากังวลของผู้กำหนดนโยบาย แต่บรรดานักวิทยาศาสตร์ก็ออกโรงเตือนว่าถ้าเรายังคงตัดไม้ทำลายป่าและละเลยการหาวิธีผลิตอาหารให้เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศจะย่ำแย่ลง

อนุรักษ์ป่า, ภัยแล้ง, แห้งแล้ง
ในที่ราบสูงโบลิเวีย ชายคนหนึ่งกำลังสำรวจพื้นดินของทะเลสาบ Lake Poopó ซึ่งเคยเป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ ความแห้งแล้งและประเด็นในการจัดการคือสาเหตุที่ทำให้ทะเลสาบแห่งนี้แห้งเหือด ภาพถ่ายโดย MAURICIO LIMA, NAT GEO IMAGE COLLECTION

ในระดับโลก เหตุการณ์สภาวะภูมิอากาศสุดขั้วทั่วโลกได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของโลกโดยการกัดเซาะชายฝั่ง น้ำแข็งในชั้นดินละลาย (permafrost) และเปลี่ยนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์ให้กลายเป็นฝุ่นผง

มีการคาดการณ์ว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่าร้อยละ 23 เกิดจากการทำการเกษตร การผลิตอาหารเช่นการทำปศุสัตว์ และการตัดไม้ทำลายป่า ครึ่งหนึ่งของก๊าซมีเทนที่มนุษย์ผลิตขึ้น อันเป็นก๊าซอันตรายที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก เกิดจากการผลิตข้าวและการทำปศุสัตว์

บรรดาผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ถ้าเราลงมืออย่างรวดเร็วและกระตือรือร้น เราจะไม่ต้องเลือกระหว่างป่ากับอาหาร

แนวคิดการทำเกษตรอัจฉริยะคือพระเอกของเรื่องนี้

“สิ่งสำคัญคือเราต้องหาวิธีการเพื่อจัดการกับสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว” บรูซ สไตน์ (Bruce Stein) หัวหน้านักวิทยาศาสตร์แห่งสหพันธ์สัตว์ป่าแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา กล่าว

เขาแนะนำเทคนิคในการจัดการพื้นที่เพาะปลูก เช่นการปฏิรูปการทำเกษตรกรรมเป็นตัวเลือกในการทำฟาร์มอย่างยั่งยืน โดยการปฏิรูปการทำเกษตรกรรมนี้คือวิธีแบบองค์รวมในการปลูกพืชแบบอาศัยร่มไม้ของไม้ยืนต้น (tree cover) การปลูกพืชคลุมดิน (cover crops) การปลูกพืชหมุนเวียน และใช้ปุ๋ยหมักเพื่อปรับปรุงคุณภาพหน้าดิน

การเกษตรแม่นยำสูง (Precision Farming) คือหนึ่งในวิธีของการเกษตรที่ยั่งยืนซึ่งใช้ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อติดตามจำนวนการใช้ปุ๋ยและน้ำในปริมาณที่พืชต้องการได้อย่างถูกต้อง ซึ่งดีกว่าปูพรมรดน้ำหรือใช้สารเคมีแบบไม่มีเป้าหมาย

อนุรักษ์ป่า, โรงไฟฟ้าถ่านหิน
โรงไฟฟ้า Scherer ในรัฐจอร์เจีย เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินที่ใหญ่สุดในสหรัฐฯ ในทุกวัน มีการเผาไหม้ถ่านหินราว 34,000 ตัน ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 25 ล้านตันปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศในทุกปี ภาพถ่ายโดย ROBB KENDRICK, NAT GEO IMAGE COLLECTION

พึ่งพาชนพื้นเมืองที่อยู่กับป่ามาตลอดชีวิต

รายงานของ IPCC ฉบับนี้ได้สนับสนุนสิทธิการเป็นเจ้าของที่ดินของชนพื้นเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์บรรเทาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก

ชุมชนชนพื้นเมือง โดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ในป่าแอมะซอน ได้ดิ้นรนมาอย่างยาวนานเพื่อสิทธิใน “บ้าน” ของพวกเขาเอง การขาดสิทธิทางกฎหมายได้สร้างเหตุผลทางกฎหมายให้บรรดาบริษัทต่างๆ ใช้ทรัพยากรในที่ดินของชนพื้นเมืองแล้วอ้างสิทธิว่าเป็นของตนเอง

ในรายงานระบุว่า ด้วยวิธีการส่งเสริมสิทธิของชนพื้นเมืองให้เข้มแข็ง ผืนป่าจะได้รับการจัดการให้เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนได้ ชนพื้นเมืองจะป้องกันการทำเหมืองและอุตสาหกรรมค้าไม้ในพื้นที่ของพวกเขา และวิธีการทำการเกษตรแบบพื้นเมืองมีความยั่งยืนกว่าวิธีการทำการเกษตรของบริษัทใหญ่ๆ

ลดคาร์บอนโดยเร่งด่วน

ทั้งการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากรถยนต์ และการเปลี่ยนมาใช้แหล่งพลังงานที่นำกลับมาใช้ใหม่ สามารถช่วยให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนมีอัตราช้าลงได้ การตัดไม้ทำลายป่า ไม่เพียงแต่ทำให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอน แต่ยังเป็นการทำลายเครื่องมือที่สำคัญ นั่นคือต้นไม้ ซึ่งช่วยทำความสะอาดอากาศจากการปล่อยก๊าซสู่ชั้นบรรยากาศ

อนุรักษ์ป่า, ป่าแอมะซอน
ป่าแอมะซอนกำลังสูญเสียพื้นที่ราวสนามฟุตบอลหนึ่งล้านแห่งในทุกปี โดยส่วนมากเป็นการตัดไม้เพื่อทำการเกษตร โดยเมื่อมีการสูญเสียป่าไม้ คาร์บอนจะลอยไปในอากาศและเร่งปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ภาพถ่ายโดย FRANS LANTING, NAT GEO IMAGE COLLECTION

ต้นไม้ดูดซับคาร์บอนได้ประมาณ 22 กิโลกรัมโดยเฉลี่ยต่อปี และพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ เช่นป่าฝนแอมะซอนได้รับการพิจารณาว่าเป็นที่กักเก็บคาร์บอน ด้วยเหตุนี้ ในภูมิภาคนี้สามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากกว่าที่ปล่อยออกมา

อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ยังมีการตัดไม้อยู่ในป่าแอมะซอน ถ้าแอมะซอนยังถูกทำลายจนเกินฟื้นฟู ภูมิอากาศของโลกจะเปลี่ยนไปอย่างมาก

แล้วคนทั่วไปสามารถทำอะไรได้บ้าง

การร้องขอให้ชาวนาเปลี่ยนวิธีการทำการเกษตรต้องใช้เงิน และการเรียนชุดทักษะใหม่ๆ ก็อาจเป็นเรื่องที่น่าหวาดหวั่นสำหรับพวกเขา

“ผมคิดว่าอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดเป็นเรื่องของจิตวิทยา ผู้คนชอบทำแต่วิธีที่เคยทำมาก่อนแล้ว” สไตน์กล่าวและเสริมว่า “แม้กระทั่งในชุมชนที่มีการอนุรักษ์ ก็ยังมีวิธีการดั้งเดิมเกี่ยวกับการจัดการที่ดิน และเราต้องทบทวนวิธีการปฏิบัติของเรามากเลยทีเดียว”

รายงานของ IPCC นั้นเป็นเพียงหนึ่งในงานวิจัยที่กล่าวว่า ปัจเจกบุคคลควรเปลี่ยนวิธีการกินเพื่อให้โลกดีขึ้นในระดับปัจเจกบุคคล การลดการกินเนื้อและการลดขยะอาหารคือสิ่งที่รายงานเน้นว่าเป็นวิธีที่เราสามารถได้อย่างยั่งยืนได้

“เราควรทำในสิ่งที่เราทำได้ ไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่ทำ เราอาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่เราก็ทำให้มันมีสภาพที่ดีขึ้น” เดบราห์ กล่าว

เธอกล่าวเสริมอีกว่า หากเราอยากช่วยโลก การมีส่วนร่วมในภาคพลเมืองเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการเลือกตั้ง “ทุกคนควรคิดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเมื่อต้องลงคะแนน” (กับพรรคการเมืองที่มีนโยบายสำคัญในเรื่องนี้)

เรื่อง SARAH GIBBENS 


อ่านเพิ่มเติม ระดับน้ำแม่น้ำโขงต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี และส่งผลสะเทือนใหญ่หลวงต่อธรรมชาติ แม่น้ำโขง

เรื่องแนะนำ

เสือโคร่ง ข้างบ้าน : ตีแผ่ขบวนการค้าสัตว์ป่าในสหรัฐฯ

เสือโคร่งข้างบ้าน: ในสหรัฐฯ เสือโคร่ง และสัตว์กลุ่มแมวใหญ่อื่นๆ ที่อยู่ในสถานเพาะเลี้ยง  เช่น สวนสัตว์ข้างถนน คณะละครสัตว์ และกระทั่งบ้านเรือน มีจำนวนมากกว่าประชากรในธรรมชาติเสียอีก

ภารกิจพิทักษ์ ปากแม่น้ำโอกาวางโก

เรื่อง เดวิด ควาเมน ภาพถ่าย คอรี ริชาร์ดส์  เมื่อมองจากอวกาศ ดินดอนสามเหลี่ยมโอกาวางโกแผ่กว้างอยู่บนภูมิประเทศทางเหนือของบอตสวานา นี่คือพื้นที่ชุ่มน้ำอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งบนพื้นพิภพ กอปรด้วยทางน้ำและลากูนหลายหลากที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิต อีกทั้งหนองบึงที่เกิดตามฤดูกาลในภูมิภาคที่มีความแห้งแล้งรุนแรงของแอฟริกา ดินดอนสามเหลี่ยมแห่งนี้ไม่ได้ไหลออกสู่ทะเล หากอยู่เฉพาะในแอ่งคาลาฮารีเท่านั้น โดยสิ้นสุดลงตามแนวตะเข็บด้านตะวันออกเฉียงใต้แล้วกลืนหายไปใต้ผืนทรายของทะเลทรายคาลาฮารี  ที่นี่อาจถือเป็นโอเอซิสขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เป็นที่พักพิงอันชุ่มเย็นของช้าง ฮิปโป จระเข้ และหมาในแอฟริกา  เรื่อยไปจนถึงแอนทิโลปเขตชุ่มน้ำ หมูป่า ควายป่า สิงโต ม้าลาย และนกที่มีอยู่อย่างหลากหลายน่าอัศจรรย์  ไม่ต้องพูดถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี น้ำเกือบทั้งหมดมาจากแองโกลา เพื่อนบ้านของบอตสวานาซึ่งอยู่ห่างออกไปสองประเทศ  ต้นน้ำมาจากเขตที่สูงชุ่มชื้นซึ่งมีฝนตกชุกบริเวณตอนกลางของแองโกลาไหลไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ โดยไหลเชี่ยวในแม่น้ำสายหลักอย่างคูบังโก และไหลช้ากว่าในแม่น้ำคูอิโต ก่อนจะมารวมกันเป็นทะเลสาบต้นน้ำ และไหลซึมช้าๆ ผ่านที่ราบน้ำท่วมถึงที่เป็นทุ่งหญ้า ชั้นดินที่มีพีตทับถม และชั้นทรายเบื้องล่าง ลงสู่ลำน้ำสาขาต่างๆ แม่น้ำคูอิโตและคูบังโกบรรจบกันเป็นแม่น้ำสายใหญ่ขึ้นที่ชายแดนทางใต้ของแองโกลา นี่คือแม่น้ำโอกาวางโกซึ่งไหลผ่านฉนวนคาพริวี (ผืนดินแคบๆ ในนามีเบีย) เข้าสู่บอตสวานา โดยเฉลี่ยในแต่ละปีจะมีมวลน้ำไหลเข้ามา 9.4 ล้านล้านลิตรต่อปี หากปราศจากน้ำที่แองโกลามอบเป็นของขวัญให้บอตสวานานี้ ดินดอนสามเหลี่ยมโอกาวางโกจะสิ้นสูญ การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นหรือในอนาคตอันใกล้ในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของแองโกลา ทั้งการใช้ที่ดิน การผันน้ำ ความหนาแน่นของประชากร และการค้าขาย ทำให้การคาดการณ์อันมืดมนนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นจริง นั่นคือสาเหตุที่ทำให้คนบางกลุ่มให้ความสนใจแม่น้ำคูอิโตและคูบังโกอยู่เงียบๆ […]

กว่าจะมาเป็นเจน กูดดอลล์

เรื่อง โทนี เกอร์เบอร์ ภาพถ่าย ฮูโก ฟาน ลาวิค “ฉันต้องขอโทษด้วย ถ้าใครเคยได้ยินเรื่องนี้มาแล้ว” เจน กูดดอลล์ บอกผู้ฟังในห้องบรรยายเมื่อปี 2015 แต่บางครั้ง “เรื่องบางเรื่องได้ยินซ้ำก็เข้าท่านะคะ” เธอเสริม ผู้คนจำเรื่องเล่าทั่วๆไปเกี่ยวกับชีวิตของเจน กูดดอลล์ ได้แทบจะในทันที เพราะความถี่ที่มีคนเขียนถึง แพร่ภาพออกอากาศ หรือเปิดเผยต่อโลกด้วยวิธีการอื่นๆ เรื่องมีประมาณว่า หญิงสาวชาวอังกฤษคนหนึ่งทำวิจัยชิมแปนซีในแอฟริกาและกลายเป็นผู้ปฏิวัติวงการไพรเมตวิทยา แต่เธอทำได้อย่างไร ผู้หญิงที่มีความหลงใหลในสิงสาราสัตว์ แต่ไม่มีพื้นฐานการทำงานวิจัยอย่างเป็นทางการใดๆ สามารถโลดแล่นในโลกวิทยาศาสตร์และโลกของสื่อที่ผู้ชายเป็นใหญ่ เพื่อสร้างการค้นพบมากมายในสายงานของเธอ และกลายเป็นคนดังระดับโลกในขบวนการเคลื่อนไหวด้านการอนุรักษ์ได้อย่างไร ต่อไปนี้คือคำตอบ เจนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเพราะภาพยนตร์สารคดีเรื่อง มิสกูดดอลล์กับชิมแปนซีป่า (Miss Goodall and the Wild Chimpanzees) ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ซึ่งออกอากาศเมื่อปี 1965 เธอไม่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้นานมากแล้ว แต่ผมกำลังเปิดให้เธอดูบนแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ นักไพรเมตวิทยาวัย 83 ปีในปีนี้ กำลังพินิจพิจารณาตัวเธอเองตอนอายุ 28 ปี สาวน้อยเจนในจอภาพกำลังเดินป่าในเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่ากอมเบสตรีม (Gombe Stream Game […]

10 อันดับสึนามิร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

คลื่นสึนามิรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เท่าที่เคยมีการบันทึกมานั้นเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อ 14 ปีนี้เอง และประเทศไทยเราเองก็ได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวงด้วยเช่นกัน