แยกขยะพลาสติก 7 ประเภท วิธีช่วยโลกแบบง่ายๆ ที่ทำได้ทุกวัน

แยกขยะพลาสติก 7 ประเภท วิธีช่วยโลกแบบง่ายๆ ที่ทำได้ทุกวัน

แยกขยะพลาสติก 7 ประเภท วิธีช่วยโลกแบบง่ายๆ ที่ทำได้ทุกวัน

แต่ละวัน เราใช้พลาสติกเยอะไหม? หลอดพลาสติก แก้วพลาสติก ถุงพลาสติก ขวดน้ำพลาสติก ช้อนพลาสติก หลายคนพยายามปฏิเสธการเพิ่มขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว แต่ในยุคนี้ มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้หลายคนหันมาใช้บริการรับส่งอาหาร หรือ food delivery และสิ่งที่ตามมาก็คือ “ขยะพลาสติก” ที่เพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ

โควิด-19 กับขยะพลาสติกวันละ 6,300 ตัน

สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ประเมินว่า โควิด-19 จะทำให้ขยะพลาสติกเพิ่มขึ้น 15 % จากเฉลี่ยวันละ 5,500 ตัน กลายเป็นวันละ 6,300 ตัน ขณะที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา ประเทศไทย หรือ TDRI เผยว่า 1 ยอดการการสั่งซื้ออาหาร มีขยะพลาสติกเฉลี่ย 7 ชิ้น เช่น กล่องอาหาร ถุงใส่นํ้าจิ้ม ช้อนพลาสติก ส้อมพลาสติก ถุงใส่ช้อนส้อม ถุงนํ้าซุป และถุงพลาสติกหูหิ้ว สำหรับใส่อาหารทั้งหมด
คุณวีระ ขวัญเลิศจิตต์ ผู้อำนวยการสถาบันพลาสติก กล่าวว่า เมื่อวิถีชีวิตเปลี่ยนไป ความต้องการด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยมีเพิ่มสูงขึ้น พลาสติกจึงเป็นวัสดุที่ตอบสนองความต้องการดังกล่าวในด้านของบรรจุภัณฑ์เกี่ยวกับอาหารและเพื่อการขนส่ง ดังนั้น การบริหารจัดการขยะที่ถูกต้อง เหมาะสม และการทำความเข้าใจในตัวพลาสติก จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การใช้พลาสติกเกิดประโยชน์สูงสุด

ข้าวของเครื่องใช้ที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน มาจากการเก็บเกี่ยวทรัพยากรธรรมชาติมาใช้สอย เช่น พลาสติกที่มาจากปิโตรเลียมใต้ดิน หรือกระดาษที่ได้จากการตัดต้นไม้ สิ่งของเหล่านี้ล้วนต้องใช้พลังงานในการ “แปรรูป” และกระบวนการนี้นี่เองที่เป็นการผลิตก๊าซเรือนกระจก สาเหตุสำคัญที่ทำให้โลกร้อน

หากเรารีไซเคิลวัสดุที่ใช้กันอยู่ทุกวัน จะช่วยลดการนำทรัพยากรธรรมชาติใหม่มาใช้ เพราะอะไร เพราะการขนส่งที่สั้นกว่า ขั้นตอนการแปรรูปที่น้อยกว่า จึงลดการก่อให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ ดังนั้น การรีไซเคิลก็เทียบเท่ากับลดก๊าซเรือนกระจก

การปลูกไม้ยืนต้น 1 ปี สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 9–15 กิโลกรัม การแยกขยะรีไซเคิลทุกวัน จึงถือว่าช่วยทดแทนการปลูกต้นไม้ได้เช่นกัน (หากไม่นับรวมร่มเงาและเป็นแหล่งต้นน้ำ)

จะเกิดอะไร เมื่อเราไม่แยกขยะพลาสติก

รู้หรือไม่? ขยะพลาสติกมีช่วงอายุยาวนาน หากไม่ได้จัดการอย่างถูกวิธี

หลอดพลาสติก 400-450 ปี

ถุงพลาสติก 450-500 ปี

กล่องโฟม ไม่ย่อยสลาย!

กรมควบคุมมลพิษ เผยถึงสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2561 ว่า มีขยะเกิดขึ้นถึง 27.82 ล้านตัน และในจำนวนนี้ เป็นขยะพลาสติกร้อยละ 12 ของปริมาณขยะทั้งหมด ตีเป็นตัวเลขกลมๆ จะอยู่ที่ประมาณปีละ 2 ล้านตัน ซึ่งสามารถนำกลับไปรีไซเคิลเพียงได้ 500,000 ตัน คิดเป็น 1 ใน 4 ของพลาสติกทั้งหมด

อีก 1.5 ล้านตัน ที่เหลือ จะเป็นอย่างไร ?

ขยะพลาสติกจำนวนมหาศาล ที่ไม่ถูกคัดแยกเพื่อนำไปรีไซเคิล จะก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เหล่านี้

ขยะค้าง คาเต็มโลก ขยะพลาสติกใช้เวลาในการย่อยสลายนานกว่า 450 ปี ลองคิดภาพดูว่า ถ้าทุกคนใช้พลาสติกทุกวัน โลกจะสะสมพลาสติกไว้มากมายขนาดไหนกว่าจะย่อยสลายหมด

ปัญหาดินปนเปื้อน ในพลาสติกมีสารประกอบบางชนิดที่เป็นพิษ เช่น สารพลาสติไซเซอร์ ที่ก่อให้เกิดมะเร็ง หากนำไปฝังดินอาจทำให้สารดังกล่าวปนเปื้อนไปในชั้นดิน ส่งผลกระทบไปสู่พืชผักและสัตว์ที่หาอาหารจากดิน 

สัตว์น้ำป่วย มีสัตว์น้ำจำนวนไม่น้อยที่กินขยะพลาสติก เพียงเพราะนึกว่าเป็นอาหาร 

ก่อมลพิษทางอากาศ บ่อยครั้งที่มีการกำจัดขยะพลาสติกด้วยวิธิการเผา ซึ่งวิธีนี้ นับเป็นการเพิ่มปัญหาให้โลกอีกทางหนึ่ง เพราะก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน รวมไปถึงฝุ่นควัน เช่น PM2.5 ศัตรูตัวร้ายของปอด

คนเราป่วยจากการกินพลาสติก

องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลสำนักงานใหญ่ หรือ WWF ร่วมกับมหาวิทยาลัยในประเทศออสเตรเลีย เผยงานวิจัยล่าสุด “No Plastic in Nature: Assessing Plastic Ingestion from Nature to People” ธรรมชาติต้องปราศจากพลาสติก: ค้นหาปริมาณพลาสติกจากแหล่งธรรมชาติสู่วงจรบริโภคของมนุษย์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มนุษย์อาจบริโภคพลาสติกขนาดเล็กราวสัปดาห์ละ 5 กรัม หรือขนาดเทียบเท่ากับบัตรเครดิต 1 ใบ 

านวิจัยฉบับนี้ เป็นงานประมวลผลข้อมูลเชิงวิชาการเป็นครั้งแรกของโลก ที่รวบรวมมาจากข้อมูลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคไมโครพลาสติกในมนุษย์ทั้งสิ้นกว่า 50 ฉบับ เพื่อสร้างความเข้าใจ และค้นหาความจริง ถึงผลกระทบของพลาสติกที่มีต่อร่างกาย และสุขภาพของมนุษย์

แยกให้เกิดประโยชน์ เริ่มด้วยแยกพลาสติก 7 ชนิด 

เมื่อมาถึงตรงนี้ หลายๆ คนคงอยากแยกขยะให้เกิดประโยชน์ โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องรู้จักประเภทของขยะเสียก่อน และในที่นี้เราจะเจาะจงไปที่ขยะพลาสติก เพราะเป็นขยะที่อยู่รอบตัวเรามากที่สุด

ขั้นแรกง่ายๆ ที่ทุกคนทำได้ และทำได้ทุกวัน คือ การเก็บรวบรวมขยะพลาสติก จากนั้นควรทำล้างทำความสะอาด และคัดแยกเป็นชนิดต่างๆ ซึ่งหลายคนสงสัยว่า พลาสติกก็คือพลาสติก แค่มัดรวมแล้วโยนลงถังขยะพลาสติก ไม่จบหรือ ตอบเลยว่าไม่จบ เพราะพลาสติกมีหลายชนิด ยิ่งแยกเป็น ยิ่งแยกมาก ก็ยิ่งนำกลับมาใช้ได้อีกมาก 

พลาสติกที่รีไซเคิลได้ มีทั้งหมด 7 ประเภท ด้วยกัน โดยสังเกตได้จากสัญลักษณ์ลูกศรวิ่งวนเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่าที่มีอยู่บนบรรจุภัณฑ์ หรือฉลากของบรรจุภัณฑ์ สัญลักษณ์นี้แหละที่จะช่วยให้เราแยกพลาสติกได้ง่ายขึ้น

เบอร์ 1 PET, PETE 

โพลีเอทิลีนเทเรฟทาเลต (Polyethylene Terephthalate) พลาสติกใส เหนียว ทนทาน ช่วยป้องกันการซึมผ่าน และมีน้ำหนักเบา สำหรับเบอร์นี้ ให้นึกภาพขวดน้ำดื่มใสๆ ซึ่งหากนำไปรีไซเคิลวันละ 1 ขวด ภายเวลาใน 1 ปี จะเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 0.7 ต้น 

สังเกตด้วยตา : คุณสมบัติพิเศษของเบอร์ 1 คือ ใส เราจึงมองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างในได้ เช่น ขวดน้ำดื่ม ขวดน้ำมัน ขวดน้ำอัดลม ขวดเครื่องปรุงอาหาร

รีไซเคิล : เป็นเส้นใยสำหรับทำเสื้อกันหนาว พรม ใยสังเคราะห์ในหมอน ถุงหูหิ้ว หรือกระเป๋า เป็นต้น

เบอร์ 2 HDPE 

โพลีเอทิลีนชนิดความหนาแน่นสูง (High Density Polyethylene) เป็นพลาสติกที่มีความหนาแน่นสูง มีความเหนียว ค่อนข้างนิ่ม มีความยืดหยุ่น ทนทานต่อแตกหรือการหักงอได้ดี ทนความร้อนได้เล็กน้อย แต่สามารถทนความเย็นต่ำกว่าจุดเยือกแข็งได้ ใช้บรรจุอาหารแช่แข็ง (frozen food) และป้องกันการซึมผ่านของความชื้นได้สูงมาก 

พลาสติกชนิดนี้ ถูกนำมาใช้เป็นขวดบรรจุภัณฑ์ยอดฮิตในครัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นขวดแชมพู ขวดน้ำยาซักผ้า ขวดน้ำยาปรับผ้านุ่ม ขวดน้ำมันเครื่อง ของเล่น ขวดนม ถัง ลัง และกระปุกยา

สังเกตด้วยตา : ขุ่น แสงผ่านได้น้อยกว่า Low Density Polyethylene (LDPE) และ LLDPE นิยมใช้ทำเป็น ขวดแชมพู ถัง ถาด ถุง สิ่งที่ต้องการความแข็งแรง แต่ไม่ต้องการความใสมากนัก 

รีไซเคิล : เป็นขวดน้ำมันเครื่อง ท่อหรือลังพลาสติก ไม้เทียมทำรั้ว เป็นต้น

เบอร์ 3 PVC 

โพลีไวนิลคลอไรด์ (Polyvinylchloride) เป็นพลาสติกที่ทนทานต่อสารเคมีและการขัดถู พลาสติกชนิดนี้มีสารเคมีที่เป็นพิษปะปนอยู่ เมื่อถูกเผาไหม้จะปล่อยสารพิษออกมา จึงไม่ควรให้อาหารหรือน้ำดื่มร้อนๆ สัมผัสกับพลาสติก PVC โดยตรง

สังเกตด้วยตา : เนื้อพีวีซีมักมีลักษณะขุ่นทึบ แต่ก็สามารถผลิตออกมาให้มีสีสันได้ทุกสี มักถูกใช้ทำเป็นท่อน้ำประปา สายยาง ฉนวนหุ้มสายไฟ แผ่นพลาสติกทำประตู ม่านห้องน้ำ และหนังเทียม 

รีไซเคิล : ต่อเป็นท่อน้ำประปา กรวยจราจร เฟอร์นิเจอร์ ม้านั่งพลาสติก เป็นต้น

เบอร์ 4 LDPE 

โพลีเอทิลีนชนิดความหนาแน่นต่ำ (Low Density Polyethylene) มีลักษณะใส นิ่ม เหนียว ยืดหยุ่น ทนความเย็นถึง –70 องศาเซลเซียส แต่ไม่ทนความร้อน 

สังเกตด้วยตา : นิ่มและใส ไม่กรอบแตกง่าย มีความยืดหยุ่น ส่วนใหญ่ใช้ทำพลาสติกห่ออาหาร ถุงเย็นสำหรับแช่แข็ง ถุงขนมปัง ถุงพลาสติกมีหูหิ้ว หลอด เป็นต้น แม้ส่วนใหญ่พลาสติกชนิดนี้จะค่อนข้างปลอดภัย แต่ไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำ

รีไซเคิล เป็นถุงหูหิ้วพลาสติกแบบบาง ถุงดำสำหรับใส่ขยะ ถังขยะ กระเบื้องปูพื้น เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

เบอร์ 5 PP 

โพลีโพรพิลีน (Polypropylene) เป็นพลาสติกที่ทนต่อแรงกระแทก สารเคมี ความร้อน และน้ำมัน มีความเหนียว น้ำหนักเบา ทนต่อความชื้น

พลาสติกเบอร์ 5 ถูกนำมาทำเป็น ฝาขวด หลอดน้ำดื่ม กล่องใส่อาหาร ช้อนส้อมพลาสติก หรือคิดง่ายๆ คือ ข้าวของในการกินดื่มแบบใช้แล้วทิ้ง หลังใช้แล้ว ควรล้างหรือเช็ดด้วยทิชชู่ให้สะอาด แล้วเก็บรวบรวมไว้ด้วยกันเพื่อส่งไปรีไซเคิล

สังเกตด้วยตา : กรณีที่ไม่ได้ผสมสี จะมีลักษณะขาวขุ่น ไม่ทึบแสง แต่ก็ไม่ใส นิยมใช้ทำภาชนะบรรจุอาหารร้อน จาน ชาม กล่องใส่อาหาร ฝาขวด กระบอกน้ำแช่เย็น ขวดบรรจุยา ถ้วยโยเกิร์ต เป็นต้น 

รีไซเคิล เป็นกล่องแบตเตอรี่ ชิ้นส่วนในรถยนต์ และไม้กวาดพลาสติก เป็นต้น

เบอร์ 6 PS 

โพลีสไตรีน (Polystyrene) มีลักษณะโปร่งใส ไอน้ำสามารถผ่านเข้าไปได้ ราคาถูก น้ำหนักเบา มันวาว แข็งแต่เปราะ ง่ายต่อการขึ้นรูป จึงเหมาะสำหรับทำเป็นภาชนะ หรือของที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง พลาสติกชนิดนี้สามารถปล่อยสารก่อมะเร็งได้เมื่อโดนความร้อน จึงไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำ 

สังเกตด้วยตา : เปราะ แตกหักง่าย นิยมใช้ทำพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง เช่น จาน ชาม ช้อนส้อม โฟม ฝาแก้วกาแฟ

รีไซเคิล เป็นไม้แขวนเสื้อ ไม้บรรทัด แผงสวิตช์ไฟ ฉนวนความร้อน แผงไข่ รวมถึงเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ

เบอร์ 7 Other 

พลาสติกอื่นๆ ที่ไม่ใช่ 6 ชนิดที่กล่าวมา ปกติแล้วพลาสติกชนิดนี้จะมีสาร BPA ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายปะปนอยู่ เมื่อถูกความร้อน หรือโดนสารกัดกร่อนที่มีฤทธิ์แรงก็จะยิ่งปล่อยสาร BPA หรือ Bisphenol A ออกมามากขึ้น จึงควรใช้พลาสติกชนิดนี้ด้วยความระมัดระวัง

สังเกตด้วยตา : มีลักษณะโปร่ง ใส แข็งแรง ทนทานต่อความร้อน กรด และแรงกระแทกได้ดี มักนำมาใช้ในการผลิตปากกา ขวดนมเด็ก หมวกนิรภัย ไฟจราจร ป้ายโฆษณา 

รีไซเคิล เป็นขวดน้ำ กล่องและถุงบรรจุอาหาร กระสอบปุ๋ย ถุงขยะ เป็นต้น

แม้ขยะพลาสติกจะเป็นปัญหาใหญ่ของโลกใบนี้ แต่การที่สังคมหันมาสนใจเรื่องดังกล่าวอย่างกว้างขวาง คือจุดเริ่มต้นของจัดการปัญหาอย่างจริงจัง เพียงเริ่มสังเกตพลาสติกรอบตัว แล้วแยกขยะให้ได้มากที่สุด ถือเป็นก้าวแรกของการใช้พลังงานที่ยั่งยืน

….

เรื่อง: พรรณิภา จำปาดง

แหล่งข้อมูล:

https://www.greenpeace.org/thailand/story/2242/plastic-101/

https://www.baanlaesuan.com/53564/diy/easy-tips/recycling-symbols

http://www.tei.or.th/th/highlight_detail.php?event_id=974


อ่านเพิ่มเติม ดร.เป้า Green Road ทางไปต่อของพลาสติก ที่จะไม่จบลงด้วยการเป็นขยะอีกต่อไป

เรื่องแนะนำ

ไอซ์แลนด์ปลูกป่าครั้งแรกในรอบพันปี

ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา ต้นไม้ในไอซ์แลนด์ถูกโค่นเพื่อไปทำเฟอร์นิเจอร์หรือการเกษตร ถึงเวลาแล้วที่ชาวไอซ์แลนด์ต้องร่วมกันคืนพื้นที่สีเขียวให้แก่ประเทศ

รวมฟุตเทจหายากของภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุด

ต่อไปนี้คือภาพถ่ายและวิดีโอของ 5 อันดับ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุด น้ำท่วมที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นกับแม่น้ำฮวงโหวและแม่น้ำแยงซีของจีน เมื่อปี 1931 ฝนที่ตกหนักส่งผลให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ มีผู้เสียชีวิตมากถึง 850,000 – 4 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ไม่ได้เสียชีวิตจากการจมน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงโรคระบาดที่มากับน้ำและความอดอยากอีกด้วย ไซโคลนที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นในอินเดียและบังกลาเทศ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ปี 1970 พายุไซโคลนความรุนแรงระดับ 3 นี้คร่าชีวิตผู้คนไป 300,000 คน และทำลายหมู่บ้านทั้งหมู่บ้าน แม้ว่านักพยากรณ์อากาศจะทราบถึงการมาของพายุ แต่กลับไม่สามารถเตือนชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงได้ ภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ในรอบร้อยปี เกิดขึ้นกับภูเขาไฟปินาตูโบ ในฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ปี 1991 เคราะห์ดีที่นักวิทยาศาสตร์สามารถอพยพผู้คนได้ทันก่อนที่ภูเขาไฟจะระเบิด ซึ่งช่วยชีวิตผู้คนในบริเวณนั้นได้หลายพันคน อย่างไรก็ตามฝนตกหนักจากพายุไต้ฝุ่นที่เกิดขึ้นพร้อมกันได้พัดเอาเถ้าถ่านจำนวนมากรวมถึงถอนเอาต้นไม้ใหญ่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 840 คน แผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดเท่าที่มีบันทึกมา เกิดขึ้นในชิลี เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ปี 1960 แผ่นดินไหวขนาด 9.5 แมกนิจูดเขย่าชายฝั่งชิลีและส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิความสูง […]

ไทยพร้อมรับมือ ภาวะลมฟ้าอากาศสุดขั้ว ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกแล้วหรือไม่

โคฟี อันนัน ตั้งคำถามเมื่อครั้งเป็นประธานคณะทำงานโกลบอลฮิวแมนิแทเรียนฟอรัมและตีพิมพ์รายงาน Climate Change – The Anatomy of A Silent Crisis ว่า “ชาวประมงจะไปอยู่ไหนเมื่ออุณหภูมิของท้องทะเลอุ่นขึ้นจนปะการังและปลาหมดไป ชาวนารายย่อยจะทำอย่างไรไรกับปศุสัตว์และพืชผลเมื่อน้ำแห้งเหือด ครอบครัวทั้งหลายจะเหลืออะไร เมื่อผืนดินที่เคยอุดมและแหล่งนํ้าจืดปนเปื้อนเกลือจากนํ้าทะเลหนุน” คำถามเหล่านี้อาจไม่มีใครอยากตอบจริงจัง เพราะร้อยละ 99 ของผู้เสียชีวิตจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอยู่ในประเทศกำลังพัฒนาที่ทั้งยากจนและห่างไกล กล่าวได้ว่าเป็น “กายวิภาคของวิกฤติอันเงียบงัน” นับตั้งแต่ปี 2558 จิตรภณ ไข่คำออกเดินทางบันทึกภาพภัยแล้งที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ภูผาม่าน และที่อื่น ๆ ในภาคอีสาน ในช่วงเวลานั้น กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนประชาชนว่า อุณหภูมิอาจสูงถึง 44 องศาเซลเซียส ทำสถิติสูงสุดในรอบ 55 ปี ปีนั้นสำนักงานบริหารมหาสมทุรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือโนอา (NOAA) ก็บันทึกความผิดปกติของสภาพอากาศทั่วโลก ทั้งร้อนสุด ร้อนเกือบสุด แห้งแล้งที่สุด รวมทั้งคลื่นความร้อน ฝนตกหนักผิดปกติด้วยเช่นกัน แต่การประกาศว่าปี 2558 เป็นปีที่ร้อนที่สุดทั่วโลกนั้นไม่ยืดยาว เพราะทั้งโนอาและนาซาเพิ่งประกาศเมื่อเดือนมกราคม 2560 ว่า ปี […]

เมื่อชาว แม่แจ่ม เปลี่ยนเขาหัวโล้นจากไร่ข้าวโพด เป็นผืนป่าและสวนวนเกษตรด้วย ‘ต้นไผ่’

แม่แจ่ม โมเดลพลัส โมเดลแก้ปัญหาป่าไม้และที่ดินบนดอย แม่แจ่ม ที่ตั้งเป้าลดพื้นที่ปลูกข้าวโพด คืนพื้นที่ป่าและสร้างเศรษฐกิจสีเขียว จากการปลูกพืชทดแทน ซึ่งในระยะแรกจะใช้ ‘ต้นไผ่’ เป็นไม้เบิกนำ ในอดีตพื้นที่อำเภอ แม่แจ่ม คือผืนป่าต้นน้ำขนาดใหญ่ สมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณ จากการไหลผ่านของแม่น้ำ แม่แจ่ม จากจังหวัดแม่ฮ่องสอนออกสู่แม่น้ำปิงที่อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ แต่ถึงอย่างนั้น แม่แจ่ม มีพื้นที่ภูเขาอยู่ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ทำให้มีเพียงพื้นที่ส่วนบนและล่างเท่านั้นที่มีน้ำอุดม ส่วนบริเวณตอนกลางที่เป็นภูเขา น้ำเข้าไปไม่ถึง ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่ดินในผืนป่าสงวนแห่งชาติแม่แจ่มซึ่งโดยพื้นฐานจัดเป็นป่าลุ่มน้ำ ถูกนำมาใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในปี พ.ศ. 2556 อำเภอแม่แจ่มมีผลผลิตข้าวโพดรวมกว่า 100,000 ตัน กินพื้นที่ปลูกข้าวโพดเกือบ 150,000 ไร่ และส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิถือครองที่ดิน ในช่วง 10 ปีเดียวกันนี้เองที่หมอกควันจากการเผาซากไร่ในแม่แจ่ม อำเภอใกล้เคียงและประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงหมอกควันจากไฟป่าในฤดูร้อน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวในเชียงใหม่ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาค ลดลงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ทุกคนจึงพุ่งเป้ามากล่าวโทษชาวไร่บนดอยอย่างไม่ต้องสงสัย ปัญหามีรากลึกกว่าแค่ชาวบ้านปลูกพืชเชิงเดี่ยว ปัญหาเหล่านั้นคืออะไร และหนทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนที่กำลังเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่หน้าตาเป็นแบบไหน ถ้าพร้อมแล้ว […]