วิถีอนุรักษ์ธรรมชาติแบบใหม่ในอเมริกา ตอนที่ 3: พื้นที่อนุรักษ์ในเมืองใหญ่

วิถีอนุรักษ์ธรรมชาติแบบใหม่ในอเมริกา ตอนที่ 3: พื้นที่อนุรักษ์ในเมืองใหญ่

แค่อุทยานและเขตสงวนต่างๆ ยังไม่พอ การอนุรักษ์ผืนดิน น้ำ และสัตว์ป่า ในสภาพภูมิอากาศที่ร้อนขึ้น หมายถึงการปฏิบัติตามแนวทางอนุรักษ์ทุกหนแห่ง

อ่านตอนที่ 1 : สร้างแนวเชื่อมต่อคน-ธรรมชาติ ได้ที่ https://ngthai.com/environment/44919/appalachian-lace/

อ่านตอนที่ 2 : พาเกษตรกรท่องอ่าว ได้ที่ https://ngthai.com/environment/44930/farmers-to-the-bay/


ตอนที่ 3: พื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติในเมืองใหญ่

ลำน้ำในยองเกอร์ส ธรรมชาติในเมืองเป็นทั้งความรื่นรมย์ของชาวเมืองและถิ่นอาศัยที่มีค่าของสิ่งมีชีวิตบางชนิด

ขึ้นชื่อว่าเมืองอาจดูเหมือนขั้วตรงข้ามกับ “ธรรมชาติ” มากเสียยิ่งกว่าเรือกสวนไร่นา ความที่เป็นถิ่นฐานของมนุษย์ มนุษย์จำนวนมากเสียด้วย ถ้าเราต้องการพื้นที่คุ้มครองขนาดใหญ่ การสนับสนุนให้คนอยู่อาศัยในเมืองที่แออัดจึงดูสมเหตุสมผล เราสามารถเกาะกลุ่มกันอยู่เหมือนหอยนางรม แบ่งที่ดินให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ และเราก็สามารถเลือกวิถีชีวิตที่ส่งผลกระทบน้อยลง ใช้รถสาธารณะและทำความร้อนความเย็นให้อพาร์ตเมนต์ แทนที่จะเป็นบ้านทั้งหลัง

แต่การเพิ่มความหนาแน่นของเมืองจนถึงขีดสุด จะทำให้สวนสาธารณะ สวน และพื้นที่สีเขียวต่างๆ อันเป็นสถานที่ที่ช่วยฟอกอากาศ ให้ร่มเงาและความเย็นสบาย ทั้งเกื้อหนุนให้เราออกกำลังกาย หดหายไป งานวิจัยชี้ว่าการปรากฏของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆทำให้เรามีความสุข เอ็ดเวิร์ด โอ. วิลสัน นักธรรมชาติวิทยาคนสำคัญผู้ล่วงลับชี้ว่า ผลกระทบที่เขาเรียกว่า “ไบโอฟีเลีย” (biophilia) นี้เป็นผลทางชีวภาพ เราวิวัฒน์มาพร้อมกับพืชและสัตว์อื่นๆ และจำเป็นต้องมีพวกมันเพื่อความรู้สึกเติมเต็มในทางจิตวิทยา

ฉันอยู่กับสวนสาธารณะในเมืองมาทั้งชีวิต สวนเหล่านั้นเป็นที่ที่ฉันเรียนรู้คุณค่าของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เพื่อนของฉัน รอย ซาว ซึ่งสอนหนังสืออยู่ที่สถาบันแพรตต์ในบรูกลิน บอกว่า การหันมาดูนกในช่วงหลังของชีวิตทำให้เขามีความสุขขึ้น “มันทำให้ความรู้สึกของผมที่มีต่อการใช้ชีวิตในนิวยอร์กซิตีเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง” เขาบอกและเสริมว่า “มันทำให้เราตระหนักถึงฤดูกาลต่างๆ อย่างในช่วงปลายเดือนมีนาคมจะมีนกปากซ่อมดงอเมริกันในย่านมิดทาวน์ครับ”

นกกระสาใหญ่สีนํ้าเงินจับปลาไหลใกล้บันไดปลาโจนที่ปลาไหลใช้ว่ายขึ้นไปทางต้นนํ้า

พื้นที่สีเขียวกลางเมืองใหญ่ จากสวนบนดาดฟ้า สวนหย่อม ไปจนถึงต้นไม้ริมถนนที่ดูเป็นป่าเส้นตรง ใช่เพียงแต่ทำให้เรารู้สึกดีเท่านั้น การอนุรักษ์ที่แท้จริงอาจเกิดขึ้นในสถานที่เหล่านี้ก็ได้ โดยเฉพาะสำหรับนก พืช แมลง และสัตว์ขนาดเล็กอื่นๆ นักธรรมชาติวิทยาคนหนึ่งศึกษาสวนพื้นถิ่นก็อตต์ลีบ ซึ่งมีเนื้อที่ 2.5 ไร่ในเบเวอร์ลีฮิลส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย และบันทึกสิ่งมีชีวิตได้กว่า 1,400 ชนิด

ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เสือคูการ์และเหยี่ยวออสเปรย์ ไปจนถึงเหาไม้หลายชนิด ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักของวิทยาศาสตร์มาก่อน พื้นที่แนวกันชนสีเขียวและลำธารกลางเมืองใหญ่อาจเป็นฉนวนหรือทางเชื่อมผ่านป่าคอนกรีตสำหรับพืช และสัตว์ บางครั้งเมืองอาจเป็นที่หลบภัยของพวกมันด้วยซ้ำ สวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์กในนิวยอร์กซิตีโด่งดังใน หมู่นักดูนกเพราะเป็นที่พักพิงของนกหลายชนิดที่อพยพขึ้นลงตามชายฝั่งตะวันออก นกทุ่งหญ้า เช่น นกดิ๊กชิสเซิล และนกกระจอกสะวันนา มีแนวโน้มจะได้ฟักไข่และเห็นลูกนกบินได้ในเขตเมืองรอบๆ ชิคาโกมากกว่าในชนบทของ รัฐอิลลินอยส์ เหยี่ยวเพเรกรินซึ่งมีสถานะใกล้สูญพันธุ์ในอเมริกาเหนือจนกระทั่งได้รับการเพาะเลี้ยงและปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ เติบโตในเมืองได้ดีกว่าในชนบท เพราะมีนกพิราบและนกอื่นๆ จำนวนมากเป็นแหล่งอาหาร

ไม่มีอะไรที่จะแสดงถึงความหวังของการอนุรักษ์ในเมืองได้งดงามไปกว่าการ “เปิดให้แสงส่องถึง” (daylighting) ลำน้ำสายหนึ่ง เราอาจหลงลืมไปได้ง่ายๆว่า เมืองทุกเมืองสร้างขึ้นบนระบบนิเวศต่างๆ และหลายเมืองก็มีแม่น้ำลำธาร ทอดผ่าน เมื่อเมืองขยายตัว ทางน้ำเหล่านี้มักถูกจำกัดให้ไหลในอุโมงค์หรือทางระบายน้ำที่สร้างครอบเอาไว้ ในยองเกอร์สซึ่งเรียกกันเล่นๆว่า “เขตที่หก” ทางเหนือของนิวยอร์กซิตี แม่น้ำซอว์มิลล์ แควสาขาของแม่น้ำฮัดสัน ค่อยๆกลายสภาพเป็นแหล่งน้ำปนเปื้อนมลพิษ ในทศวรรษ 1920 มีการสร้างลานจอดรถทับด้านบนแม่น้ำตรงช่วง 610 เมตรสุดท้ายก่อนไหลลงแม่น้ำฮัดสัน แต่นับตั้งแต่ปี 2012 ระยะ 244 เมตรของช่วงดังกล่าว ได้ไหลผ่านทางน้ำ ที่ได้รับการปรับปรุงภูมิทัศน์จนส่องประกายยามต้องแสงแดด ภายในสวนใหม่ที่มีพื้นที่ราว 5.6 ไร่ และล่าสุด ลำน้ำ ส่วนอื่นๆ ที่ฝังอยู่ในย่านดาวน์ทาวน์ถูกขุดเปิดขึ้นมาแล้ว

ฉันนั่งรถไฟจากแมนแฮตตันไปยองเกอร์สเพื่อจะดูแม่น้ำสายนี้ ปรากฏว่าเรามองเห็นลำน้ำนั้นได้จาก ชานชาลาเลย พอออกจากสถานี ฉันก็พบกับบริจิตต์ กริสวอลด์ และแคนดิดา รอดริเกซ จากกราวนด์เวิร์กฮัดสันแวลลีย์ หนึ่งในองค์กรหลายแห่งที่ช่วยขุดลำน้ำนี้ เราข้ามถนนและชื่นชมทัศนียภาพ พลางสดับฟังเสียงอันน่าชื่นใจของน้ำที่ไหลรินอยู่ใจกลางเมือง เราเห็นบันไดปลาโจนที่ทำไว้ให้ลูกปลาไหลจากทะเล ซึ่งเรียกว่า “ปลาไหลแก้ว” เพราะลำตัวที่ใสแจ๋ว ว่ายทวนน้ำขึ้นไปเพื่อเติบใหญ่

โครงการซึ่งกลุ่มผู้นำชุมชนริเริ่มขึ้นเมื่อกว่า 20 ปีก่อน กลายเป็นความจริงที่ต้องอาศัยความพยายามอย่างสาหัส และแสนแพง ระยะ 244 เมตรแรกมีค่าใช้จ่าย 24 ล้านดอลลาร์ แต่นายกเทศมนตรีเมืองยองเกอร์ส ไมก์ สแปโน บอกว่าโครงการนี้คือ “ตัวเร่งปฏิกิริยาหลักในการพลิกฟื้นดาวน์ทาวน์ยองเกอร์สและเมืองทั้งเมือง” และเสริมว่ามันทำให้เกิดโครงการพัฒนาใหม่ๆ มูลค่ากว่าสี่พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงอพาร์ตเมนต์ 3,000 ยูนิต

หลังปลูกพืชพื้นถิ่นตลอดแนวตลิ่งของทางน้ำใหม่ สัตว์ป่าก็ปรากฏตัวราวกับร่ายมนตร์ มีคนเห็นหนูมัสก์ นกกระสา เต่า และเป็ดที่นี่เป็นประจำ ลำน้ำอีกช่วงมีระหัดหรือกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าที่ให้แสงสว่างแก่ไฟถนนใกล้ๆ

กริสวอลด์เคยทำงานในโครงการอนุรักษ์ที่มีแนวคิดดั้งเดิมกว่านี้ แต่เธออยากทำสิ่งที่เชื่อมโยงกับผู้คนกับ โลกของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ส่วนหนึ่งเพื่อให้พวกเขาใส่ใจโลกนั้นมากพอที่จะสู้เพื่อมัน นั่นหมายถึงการสร้างโลกแบบนั้น ไว้ในเมือง เธอบอกว่าไม่ใช่ทุกคนสามารถไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติชั้นนำได้

รอดริเกซพาฉันไปดูพื้นที่ที่ลากเป็นเส้นสีแดงในแผนที่ของยองเกอร์ส ซึ่งสงวนไว้สำหรับพลเมืองผิวสีที่ถูก สถาบันการเงินปฏิเสธเงินกู้เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ ที่นั่นมีต้นไม้น้อยกว่าและมีคอนกรีตมากกว่า การเข้าถึงธรรมชาติได้รับการจัดสรรอย่างไม่เท่าเทียม

การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำนั้นอาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งมีชีวิตอื่นๆ มากพอที่จะช่วยปกป้องพวกมัน

รอดริเกซบอกว่า การเปิดสายน้ำให้แสงแดดส่องถึงทำให้ผู้คนได้มีสถานที่ผ่อนคลาย สร้างย่านคึกคักให้ธุรกิจ และปกป้องชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามอย่างปลาไหล ซึ่งเธอเรียกว่า “ประโยชน์สามต่อ” กริสวอลด์ทิ้งท้ายว่า “มีสิ่งสวยงามใจกลางเมืองยองเกอร์ส และมันเป็นของเราทุกคน”

เรื่อง เอมมา แมร์ริส

ภาพถ่าย สตีเวน วิลก์ส

ศิลปกรรม เดนีส เนสเตอร์

ติดตามสารคดี อเมริกาในวิสัยทัศน์ใหม่ ฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนตุลาคม 2565

สั่งซื้อนิตยสารได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/559422


อ่านเพิ่มเติม ทะเลเปรียบดังลมหายใจของชาวชาวฝั่งแอฟริกาตะวันตก

เรื่องแนะนำ

แหล่งน้ำจืด : ชีวิตเปราะบางในแม่น้ำลำธาร และทะเลสาบ

ช่างภาพใต้น้ำจำนวนมากชื่นชอบการถ่ายภาพวาฬ ฉลาม และแนวปะการังอันน่าตื่นตาในท้องทะเลและมหาสมุทร แต่ช่างภาพอย่างเดวิด เฮราซิมต์ชุค กลับเลือกถ่ายภาพชนิดพันธุ์ธรรมดาๆ ในแหล่งน้ำจืดอย่างแม่น้ำลำธาร และทะเลสาบ ด้วยความเชื่อว่า “ชีวิตมากมายเหล่านี้กำลังล้มหายตายจากไป” และเวลาก็เหลือน้อยลงทุกที

วาฬเพชฌฆาตปะทะวาฬสีน้ำเงิน

ฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันโจมตีสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พวกมันคงไม่ได้กำลังล่าเหยื่อ เรื่อง ซาราห์ กิบเบ็นส์ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ที่เมืองมอนเตเรย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย อากาศยานไร้คนขับหรือโดรน (drone) บันทึกภาพฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันเข้าโจมตีวาฬสีน้ำเงิน วาฬออร์กาเป็นที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งคือ วาฬเพชฌฆาต อาหารของพวกมันคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล เช่น โลมา และแมวน้ำ แต่ในกรณีนี้ ผู้ล่าที่น่าเกรงขามคงไม่ได้ตั้งใจที่จะต่อกรกับวาฬสีน้ำเงินตัวเต็มวัย ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนโลก จากข้อมูลที่เคยบันทึกไว้ วาฬสีน้ำเงินมีความยาวลำตัวได้ถึงหนึ่งร้อยฟุต และหนักกว่า 200 ตัน จากภาพที่บันทึกได้ วาฬสีน้ำเงินสบัดตัวไปทางด้านข้างอย่างแรง คล้ายกับเป็นการสร้างกำแพงน้ำ และว่ายออกไปอย่างรวดเร็วให้พ้นวิถีของวาฬออร์กา แนนซี แบล็ก นักชีววิทยาทางทะเล กล่าว เธอบันทึกภาพเหตุการณ์นี้ได้จากดาดฟ้าเรือชมวาฬ เหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังการโจมตี “พวกมันอาจจะกำลังหยอกเล่นเฉยๆ ค่ะ” แบล็กกล่าว “วาฬออร์กาแหย่วาฬสีน้ำเงิน เหมือนอย่างที่แมวเล่นกับเหยื่อของมัน วาฬชนิดนี้มีนิสัยขี้เล่นและชอบเข้าสังคม” แบล็กดำเนินธุรกิจนำชมวาฬในชื่อ Monterey Bay Whale Watch ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เธอเฝ้าสังเกตวาฬออร์กาและสัตว์ชนิดอื่นๆ ในกลุ่มคีตาเชียน (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล) แม้ว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าวาฬออร์กา […]

นกชนหิน : เหยื่อของเงินตรา อำนาจ และความหรูหรา

นกชนหินกำลังตกเป็นเป้าของการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลให้นกแปลกประหลาดชนิดนี้ตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง ขณะที่ผืนป่าอันเป็นถิ่นอาศัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หดเล็กลง

นักวิทยาศาสตร์พัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ภายใน 60 วัน

บรรจุภัณฑ์เหล่านี้ผลิตมาจากไม้ไผ่และ ชานอ้อย ซึ่งสามารถย่อยสลายได้ด้วยการฝังกลบ และไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม นักวิทยาศาสตร์ออกแบบบรรจุภัณฑ์อาหาร ภายใต้แนวคิด “Green” ซึ่งผลิตมาจาก ชานอ้อย และไม้ไผ่ โดยลดการออกแบบเรื่องความสะดวกสบายของการใช้งาน หวังให้เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ทางเลือกแทนพลาสติก และบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วทิ้งรูปแบบต่างๆ ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้แตกต่างจากพลาสติกแบบดั้งเดิมหรือโพลีเมอร์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ซึ่งอาจใช้เวลานานถึง 450 ปีหรือต้องใช้อุณหภูมิสูง วัสดุที่ไม่เป็นพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนี้ ใช้เวลาเพียง 60 วันสำหรับการย่อยสลาย นอกจากนี้ยังสะอาดเพียงพอที่คุณจะนำไปใส่กาแฟร้อนแล้วหยิบออกจากบ้านก่อนไปทำงาน ผลงานการวิจัยฉบับนี้พิมพ์ลงในวารสาร Matter เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา “บอกตามตรงว่า ครั้งแรกที่ฉันมาสหรัฐอเมริกาในปี 2550 ฉันรู้สึกตกใจกับภาชนะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวที่มีอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ต” Hongli (Julie) Zhu หนึ่งในทีมวิจัยจากจากมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น กล่าวและเสริมว่า “มันทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นขยะที่ไม่สามารถย่อยสลายในสิ่งแวดล้อมได้” ต่อมาเธอเห็นชามจานและช้อนส้อมพลาสติกจำนวนมากถูกโยนลงถังขยะในงานสัมมนาและงานปาร์ตี้และคิดว่า “เราจะใช้วัสดุที่ยั่งยืนกว่านี้ได้ไหม” เพื่อหาทางเลือกอื่นสำหรับภาชนะบรรจุอาหารที่ทำจากพลาสติก Zhu และคณะวิจัยของเธอ หันมาใช้ไม้ไผ่ และหนึ่งในผลิตภัณฑ์เหลือใช้จากอุตสาหกรรมอาหารที่ใหญ่ที่สุด ได้แก่ ชานอ้อย หรือที่เรียกว่า เยื่ออ้อย ด้วยคุณสมบัติของเส้นใยไม้ไผ่ที่ยาวและบาง เกี่ยวพันเข้ากับใยชานอ้อยที่สั้นและหนา จึงได้เนื้อวัสดุแน่นหนาจนสามารถนำมาขึ้นรูปเพื่อสร้างภาชนะจากวัสดุทั้งสองที่มีความเสถียรและย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารภายใต้แนวคิด “Green” […]