ย้อนรอยกำเนิดคำสาป มัมมี่ - National Geographic Thailand

ย้อนรอยกำเนิดคำสาป มัมมี่

ย้อนรอยกำเนิดคำสาป มัมมี่

ภาพยนตร์เกี่ยวกับมัมมี่มีจุดขายอยู่สองอย่าง ได้แก่ ความมั่งคั่งของทรัพย์สมบัติฟาโรห์ และคำสาปเลวร้ายที่ทำให้นักล่าสมบัติต้องพบกับจุดจบ แต่ฮอลลีวู้ดหาใช่ผู้ประดิษฐ์แนวคิดหรือความเชื่อว่าด้วยคำสาปเหล่านั้น

“คำสาปมัมมี่” เริ่มเป็นที่กล่าวขวัญถึงทั่วโลกหลังการค้นพบสุสานของฟาโรห์ตุตันคามุน ในหุบผากษัตริย์ ใกล้เมืองลักซอร์ ประเทศอียิปต์ เมื่อปี 1922

เมื่อฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ เปิดช่องเล็กๆ เพื่อมองเข้าไปภายในสุสานและทรัพย์สมบัติที่ซุกซ่อนอยู่นานถึง 3,000 ปี เขายังจุดประกายความสนใจของคนทั่วโลกที่มีต่ออียิปต์โบราณ

ทรัพย์สมบัติระยิบระยับของฟาโรห์ตุตันคามุนเป็นข่าวพาดหัวที่โด่งดัง เช่นเดียวกับเรื่องราวอันหวือหวาเกี่ยวกับการตายของลอร์ดคาร์นาวอน ผู้ให้ทุนสนับสนุนการขุดค้นของคาร์เตอร์

ในความเป็นจริง คาร์นาวอนตายจากสาเหตุโลหิตเป็นพิษ และมีคนเพียง 6 คนจาก 26 คนที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์เปิดสุสานตุตันคามุนเสียชีวิตภายในสิบปี ส่วนคาร์เตอร์ซึ่งควรจะเป็นเป้าหมายหลักของคำสาป กลับมีชีวิตอยู่ต่อมาจนถึงปี 1939 หรือเกือบ 20 ปีหลังเขาค้นพบสุสาน

แต่แม้คำสาปฟาโรห์อาจไม่ขลังอย่างที่เชื่อกัน  แต่ก็หาได้คลายมนตร์ขลังที่สะกดความสนใจใคร่รู้ของผู้คน ซึ่งอาจเป็นต้นกำเนิดของคำสาปเหล่านั้นก็เป็นได้

 

กำเนิดคำสาป

โดมินิก มอนต์เซร์รัต นักไอยคุปต์วิทยาผู้ล่วงลับ ศึกษาค้นคว้าอย่างละเอียดและสรุปว่า แนวคิดว่าด้วยคำสาปของฟาโรห์มีจุดเริ่มต้นมาจากการแสดงบนเวทีคล้าย “ระบำเปลื้องผ้า” ครั้งหนึ่งในศตวรรษที่ 19 กลางกรุงลอนดอน

“การค้นคว้าของผมแสดงให้เห็นค่อนข้างชัดเจนว่า  แนวคิดว่าด้วยคำสาปของมัมมี่เก่าแก่กว่าการค้นพบสุสานตุตันคามุนของคาร์นาวอนและจุดจบของเขาร่วมร้อยปี” มอนต์เซร์รัตให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ Independent ของอังกฤษไม่กี่ปีก่อนหน้าเขาจะเสียชีวิต

มอนต์เซร์รัตเชื่อว่า การแสดงบนเวทีในครั้งนั้นซึ่งมีการ “เปลื้องผ้า” ที่ห่อหุ้มมัมมี่จากอียิปต์จริงๆ น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้นักเขียนคนแรก ตามมาด้วยคนอื่นๆ คิดพลอตและเรื่องราวเกี่ยวกับการล้างแค้นของมัมมี่

“งานวิจัยของผมไม่เพียงยืนยันว่า แนวคิดว่าด้วยคำสาปมัมมี่ไม่ได้มีต้นกำเนิดในอียิปต์ แต่ที่สำคัญกว่านั้น ยังชี้ชัดว่า แนวคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นหลังการประโคมข่าวการค้นพบสุสานตุตันคามุนเมื่อปี 1923” มอนต์เซร์รัต ย้ำในการให้สัมภาษณ์

ทว่าซาลิมา อิแครม นักไอยคุปต์วิทยาที่มหาวิทยาลัย American University ในกรุงไคโร และผู้รับทุนจากสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เชื่อว่า แนวคิดว่าด้วยคำสาปมีอยู่จริงในอียิปต์โบราณโดยเป็นส่วนหนึ่งของระบบรักษาความปลอดภัยยุคแรกเริ่ม

เธอชี้ว่า บนกำแพงของมัสตาบา (หลุมศพก่อนยุคพีระมิด) บางแห่งในกาซาและซักคารามี “คำสาป” จารึกอยู่จริงๆ โดยมุ่งสร้างความหวาดกลัวให้ใครก็ตามที่คิดลบหลู่หรือปล้นสุสานของกษัตริย์

“คำสาปเหล่านี้มักข่มขู่ผู้คิดลบหลู่ด้วยการลงทัณฑ์ของเหล่าทวยเทพ” อิแครมกล่าวและเสริมว่า “หรือไม่ก็เป็นการพบจุดจบจากจระเข้หรือสิงโต ไม่ก็แมงป่องหรืออสรพิษ”

 

หรือจะเป็นสารพิษจากในสุสาน

ในระยะหลัง ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่า คำสาปของมัมมี่จริงๆแล้วอาจอธิบายได้ด้วยเหตุผลทางชีววิทยา

เป็นไปได้หรือไม่ว่า หลุมศพที่ปิดตายอาจเป็นที่อยู่ของจุลชีพก่อโรคที่เป็นอันตราย หรือแม้แต่ร้ายแรงถึงชีวิตสำหรับใครก็ตามที่เปิดสุสานนั้นๆ หลังผ่านไปนับพันๆ ปี โดยเฉพาะคนอย่างลอร์ดคาร์นาวอนที่ระบบภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

หลุมศพหรือสุสานไม่เพียงบรรจุศพคนตายและสัตว์  แต่ยังรวมถึงอาหารที่ใส่ไว้เพื่อให้ผู้วายชนม์ใช้เป็นเสบียงในชีวิตหลังความตาย

ผลการศึกษาหลายชิ้นจากห้องปฏิบัติการแสดงให้เห็นว่า มัมมี่หลายร่างมีเชื้อราซึ่งรวมถึงสายพันธุ์ Aspergillus niger และ Aspergillus flavus ซึ่งสามารถทำให้เกิดการอุดตันหรือภาวะเลือดออกในปอดได้ แบคทีเรียอื่นๆ ที่พุ่งเป้าเล่นงานปอด เช่น Pseudomonas และ Staphylococcus อาจอาศัยอยู่ตามผนังของสุสานด้วย

สิ่งมีชีวิตเหล่านี้อาจทำให้หลุมศพหรือสุสานฟังดูน่ากลัว แต่นักวิทยาศาสตร์ดูเหมือนจะเห็นพ้องกันว่า ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้น

เอฟ. เดอโวล์ฟ มิลเลอร์ ศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาที่มหาวิทยาลัยฮาวาย เห็นด้วยกับความเห็นของฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ ที่ว่า เมื่อคำนึงถึงสภาพแวดล้อมในพื้นที่ ลอร์ดคาร์นาวอนอาจจะปลอดภัยกว่าด้วยซ้ำเมื่ออยู่ภายในสุสานตุตันคามุนมากกว่าข้างนอก

มิลเลอร์บอกว่า “อียิปต์ตอนบนในยุคทศวรรษ 1920 ไม่มีอะไรที่เราพอจะเรียกได้เต็มปากว่ามีสุขอนามัยเลย ความคิดที่ว่า สุสานใต้ดินที่ปิดตายมา 3,000 ปีจะมีสิ่งมีชีวิตเล็กจิ๋วแปลกประหลาดที่สามารถฆ่าใครสักคนได้หลังผ่านไปหกสัปดาห์ และทำให้รูปการณ์ออกมาเหมือน [ภาวะโลหิตเป็นพิษ] ยิ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้”

อันที่จริง มิลเลอร์บอกว่า เขาไม่เคยได้ยินว่ามีนักโบราณคดีหรือแม้แต่นักท่องเที่ยวสักคน ได้รับอันตรายหรือเจ็บป่วยจากสารพิษภายในสุสานเลย

แต่ก็คงเช่นเดียวกับภาพยนตร์เกี่ยวกับมัมมี่ที่สามารถนำกลับมาเล่าใหม่ได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ตำนานว่าด้วยคำสาปของมัมมี่ดูเหมือนจะไม่มีวันตาย

เชื่อกันว่ามัมมี่ของตุตันคามุนคือต้นกำเนิดแนวคิดหรือตำนานว่าด้วยคำสาปของมัมมี่ แต่ต้นกำเนิดที่แท้จริงอาจมาจากการแสดงบนเวทีในลอนดอนเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนหน้าที่สุสานของยุวกษัตริย์พระองค์นี้จะถูกค้นพบและเป็นข่าวดังไปทั่วโลกเมื่อปี 1922 (ภาพถ่ายโดย Kenneth Garrett)

รูปสลักฟาโรห์ตุตันคามุนพบในหลุมฝังพระศพ: รูปสลักขนาดเท่าคนจริงซึ่งเชื่อว่าเป็นการจำลองพระพักตร์ของฟาโรห์ตุตันคามุน  สลักจากไม้เนื้อแข็ง ลงสี และปิดทอง นักวิชาการบางคนสันนิษฐานว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งของหุ่นจำลอง บ้างเชื่อว่าเป็นรูปจำลองมเหสีของตุตันคามุน คนงานในภาพถือรูปสลักให้ดูราวกับว่า ฟาโรห์ตุตันคามุนกำลังทรงพระดำเนิน (ภาพถ่ายโดย Ledger Photo Service)

ภาพภายในห้องหรือคูหาชั้นนอกภายในหลุมฝังพระศพตุตันคามุน: รูปสลักที่เห็นซึ่งน่าจะเป็นองค์ฟาโรห์ยืนอารักขาระหว่างประตูทางเข้าที่ถูกปิดตาย ทางขวาสุดคือช่อดอกไม้ที่ใช้ในพิธีฝังพระศพ ด้านหน้าคือหีบที่ฝาด้านบนสลักเป็นรูปสิงโตล่าเหยื่อ  ด้านข้างเป็นรูปกษัตริย์ทรงทำสงครามกับศัตรูจากแอฟริกาและเอเชีย สิ่งที่อยู่ด้านในคือพัสตราภรณ์ หีบยาวบุผ้าลินินทางซ้ายบรรจุชุดชั้นในของกษัตริย์ รูปสลัก Halthor หรือเทพีวัวค้ำยันตั่งหรือเตียงที่ใช้ในพิธีกรรม (ภาพถ่ายโดย New York Times/Redux)

แมลงสแกรับทองคำประดับบนฉลองพระองค์: เครื่องประดับคล้ายเข็มกลัดหรือหัวเข็มขัดนี้จารึกพระนามกษัตริย์และสลักเสลาขึ้นอย่างวิจิตรจากเงินและทองคำประดับด้วยหินคาร์เนเลียน แก้วลาปิสลาซูลี และเทอร์คอยส์ สแกรับซึ่งอยู่กลุ่มแมลงปีกแข็งเป็นของศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวข้องกับสุริยเทพ ชาวอียิปต์โบราณยังใช้เป็นตราสัญลักษณ์อีกด้วย  (ภาพถ่ายโดย New York Times/Redux)

รูปสลักขนาดเท่าพระองค์จริงรูปหนึ่งของฟาโรห์ตุตันคามุนยืนเฝ้าประตูทางเข้าสู่ห้องฝังพระศพ:  รูปสลักนี้ทำจากไม้เนื้อแข็งทาทับด้วยสีดำ  เครื่องประดับศีรษะ คอเสื้อ ปลอกแขนและข้อมือ ตลอดจนไม้เท้าปิดทอง ส่วนรองเท้า (แตะ) ทำจากทองคำ บนหน้าผากทำเป็นรูปงูเห่าประดับสำริดและทองคำ  เบ้าตาและคิ้วทำจากทองคำ ลูกตาและรูม่านตาทำจากหินอะราโกไนต์และหินออบซิเดียน ตามลำดับ (ภาพถ่ายโดย New York Times/Redux)

มัมมี่ของยูยาได้รับการเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์อียิปต์ในกรุงไคโร (ภาพถ่ายตีพิมพ์ปี 1923) เป็นมัมมี่ที่อยู่สภาพดีที่สุดร่างหนึ่งเท่าที่ค้นพบ  ยูยาคือบิดาของราชินีไทยี พระมารดาของฟาโรห์นอกรีตพระนามว่า อเคนาเตน (ภาพถ่ายโดย Earle Harrison)

เรื่อง  ไบรอัน แฮนด์เวิร์ก

 

อ่านเพิ่มเติม

ตุตันคามุน : ย้อนรอยการค้นพบสุสานฟาโรห์ผู้โด่งดัง

 

เรื่องแนะนำ

จดหมายถึงคนรุ่นใหม่ ในยุคสมัยแห่ง โควิด-19

พวกเรากำลังก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ใต้เงื้อมเงาของ โควิด-19 ความระส่ำระสายทางเศรษฐกิจและสังคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีบางคนชอบเรียกพวกเราว่า “เจเนอเรชันพัง ๆ” แต่เราขอบอกว่า อย่าได้ประเมินความสามารถในการก้าวข้ามอุปสรรคของพวกเราต่ำเกินไป ใครจะไปรู้ล่ะว่า คำสั่งให้อยู่บ้านเนื่องจากการระบาดของ โควิด-19 จะทำให้เกิดการพลัดถิ่นขนานใหญ่ถึงเพียงนี้ นั่นเป็นสิ่งที่หลายคนในรุ่นเรารู้สึกกับช่วงต้นปี 2020 คนอย่างพวกเราที่เพิ่งจะได้เริ่มลิ้มรสอิสรภาพและวัยผู้ใหญ่ก่อนที่การระบาดใหญ่ทั่วโลกจะทำให้ทุกอย่างพังครืน บางทีพวกเราที่ตอนนี้อายุ 18 ถึง 25 ปี อาจต้องการชื่อเรียก แทนที่จะต้องเป็นคนรุ่นครึ่ง ๆ กลาง ๆ นั่นคือรู้สึกเด็กเกินกว่าจะเป็นมิลเลนเนียล แต่แก่เกินกว่าจะเป็นเจนซี แต่ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ เราอยู่ตรงจุดพลิกผันสำคัญของชีวิตส่วนตัว ณ ช่วงเวลาที่โลกดูเหมือนกำลังจะระเบิดออกในหลาย ๆ ด้าน เมื่อมาตรการล็อกดาวน์ถูกนำมาใช้ ผมติดตามว่าเพื่อนคนไหนต้องระหกระเหิน เมื่อมหาวิทยาลัยต่างๆ ไร้ผู้คน ผมรู้ว่าใครต้องออกจากอพาร์ตเมนต์แรกของตัวเองเพื่อกลับไปยังห้องนอนวัยเด็ก ใครถูกล็อกดาวน์อยู่หลังเขาหรือชายหาด และคนไหนที่พื้นเพทางเศรษฐกิจและสังคมไม่เหลือทางเลือกให้ นอกจากจะต้องอยู่ในเมืองที่ถูกโรคระบาดเล่นงานอย่างหนัก ในจดหมายที่เขียนถึงกันนั้น ผมกับเพื่อน ๆ แลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้สึกนึกคิดทำนองนั้น ความอ่อนไหวที่ไม่ได้แสดงออกทางข้อความสั้นหรือกลุ่มซูม (ซึ่งเราก็ยังใช้อยู่แหละ) บางสิ่งที่อยู่ในการเขียนจดหมายด้วยลายมือแบบเดิมๆ เหมือนจะดึงอารมณ์ต่าง ๆ และความเปราะบางทั้งหลายออกมาในแบบที่พวกเราหลายคนไม่เคยประสบมาก่อน นํ้าเสียงของจดหมายพวกนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของเราเอง ตั้งแต่ความวิตกกังวลไปจนถึงการพินิจใคร่ครวญ ความตื่นกลัวถึงความสงบนิ่ง […]

เหลียวมองเกาหลีเหนือ

ใครที่ได้ไปเยือนเกาหลีเหนือล้วนแต่ประหลาดใจ และกล่าวว่าประเทศนี้ช่างต่างจากที่คิดไว้ในตอนแรก ขอเชิญคุณผู้อ่านร่วมเดินทางไปยังดินแดนลี้ลับนี้ด้วยกัน

เมื่อช่างภาพผู้บันทึกเรื่องราวของโควิด-19 ต้องเสี่ยงเป็นผู้ติดเชื้อเสียเอง

สำหรับช่างภาพผู้นี้การเป็นประจักษ์พยานถึงความเข้มแข็งของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาด โควิด-19 คุ้มค่าที่จะเสี่ยงกับการที่ตัวเขาเองอาจติดเชื้อ ผมถ่ายภาพราว 10,000 ภาพในช่วง 12 วันที่ผมใช้เวลาอยู่ในเมืองดีทรอยต์ เพื่อบันทึกผลกระทบที่ไวรัส โควิด-19 มีต่อผู้คนในเมืองนี้ ผมไปทุกหนทุกแห่งด้วยความระมัดระวังเท่าที่จะทำได้ ทั้งรถประจำทางในเมืองที่คนงานต้องพึ่งพาเพื่อไปและกลับจากทำงาน บ้านและอพาร์ตเมนต์ที่ผู้คนอาศัยอยู่ด้วยความรัก ถึงแม้ความเจ็บป่วยและการตกงานจะคุกคามความอยู่ดีมีสุขของพวกเขา และพิธีศพที่สมาชิกในครอบครัวต้องผลัดกันมาอำลาบุคคลอันเป็นที่รักซึ่งอนุญาตให้รวมกลุ่มกันได้ครั้งละไม่เกิน 10 คน สิบคน นั่นคือจำนวนลูก ๆ ของเชสเตอร์ เลิฟเวตต์ พอดี นาวิกโยธินผ่านศึกและอดีตบุรุษไปรษณีย์ผู้นี้ยังมีแม่ พี่ชาย น้องชาย หลานชายหลานสาว และคนอื่น ๆ ที่รักเขาอีกนับไม่ถ้วน กระนั้น ชายวัย 59 ปีผู้นี้กลับเสียชีวิตในโรงพยาบาล โดยไม่มีใครสักคนอยู่ข้างกาย นั่นคือวิถีที่เป็นไปในเวลานั้น ญาติ ๆ ของเลิฟเวตต์ไม่อาจอยู่พร้อมหน้ากันในพิธีศพ พวกเขาต้องผลัดกันเข้าและออก เจอร์รี พี่ชายของเลิฟเวตต์ กล่าวอย่างคมคายถึงเลิฟเวตต์ซึ่งเป็นคนที่อุทิศตนเพื่อครอบครัวและชุมชน สมาชิกในครอบครัวคนอื่น ๆ เขียนคำอุทิศแสดงความรัก บางคนทำให้บรรยากาศแจ่มใสขึ้นด้วยอารมณ์ขัน ทุกคนพูดถึงความสุภาพและห่วงใยผู้อื่นของเลิฟเวตต์ เขาชอบการเดินทางเช่นเดียวกับผม ผมถ่ายภาพดีออนเทย์ เคลย์ ลูกจ้างของบริษัทรับจัดงานศพวิลสัน-อากินส์ฟิวเนอรัลโฮม ขณะที่เขาร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าที่สั่นคลอนความรู้สึก เคนนี […]