วัยรุ่นในทศวรรษ 1950 ทำให้การ ฉีดวัคซีน กลายเป็นเรื่องเท่ได้อย่างไร

วัยรุ่นในทศวรรษ 1950 ทำให้การฉีดวัคซีนกลายเป็นเรื่องเท่ได้อย่างไร

วัยรุ่นอเมริกันได้กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม เมื่อพวกเขาผลักดันการ ฉีดวัคซีน โปลิโอในแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

มันเป็นคืนวันเสาร์ที่อัลเบียน เมืองเล็กๆ ทางตะวันออกของเมืองแบตเทิลครีก มิชิแกน เหล่าวัยรุ่นกำลังต่อแถวรอเต้นในโรงยิมของโรงเรียน

ส่วนค่าเข้างั้นหรือ? ใช้แค่ตัวเปล่าก็พอ

ปีนั้นคือปี 1958 และนี่ไม่ใช่การออกเที่ยวในคืนวันเสาร์แบบทั่วๆไป ที่นี่เรียกว่า “ซอล์ก ฮ๊อป” (Salk Hop) ซึ่งเป็นสถานที่ที่เปิดให้เฉพาะคนหนุ่มสาวที่ยินยอมรับการ ฉีดวัคซีน โปลิโอที่พัฒนาขึ้นโดยโจนัส ซอล์ก (Jonas Salk) หรือมีการแสดงหลักฐานที่ได้รับการฉีดวัคซีนก่อนเข้าไป

การเต้นรำเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้กับความลังเลใจของผู้คนเกี่ยวกับวัคซีนโปลิโอที่ได้ล่วงมาเป็นปีที่ห้าแล้ว การรณรงค์ครั้งนี้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข และผู้คนที่เปี่ยมไปด้วยพลังงาน ความคิดสร้างสรรค์ หรือแม้แต่พลังขับเคลื่อนทางเพศ พวกเขาคือสิ่งที่ทรงพลังสิ่งใหม่ในสังคมอเมริกัน พวกเขาเหล่านั้นคือวัยรุ่น

ฉีดวัคซีน, โปลิโอ, เอลวิส เพรสลีย์
เดือนพฤษภาคม 1957 เอลวิส เพรสลีย์ พบปะกับผู้ป่วยโรคโปลิโอ เบ็ธ เคอร์ริเออร์ วัย 14 ปี (ซ้าย) และเอเลน บร๊อคเวย์ วัย 17 ปี ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เคอร์ริเออร์นั่งอยู่บนวีลแชร์ โชว์สมุดภาพที่เธอสร้างด้วยปากของเธอให้ เพรสลีย์ดู ภาพถ่ายโดย associated press

โรคโปลิโอ (Poliomyelitis) สามารถติดต่อกันได้ การเจ็บป่วยจากโปลิโออาจนำไปสู่การเป็นอัมพาต พิการหรือถึงแก่ความตาย โรคนี้ไม่ได้แพร่หลายนักในสหรัฐอเมริกาจนกระทั่งต้นศตวรรษที่ 20 ก่อนหน้านั้นพลเมืองสัมผัสกับไวรัสโปลิโอเป็นประจำผ่านน้ำดื่มที่ไม่ถูกสุขอนามัยซึ่งช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติให้กับพวกเขา อีกทั้งยังมีบรรดาคุณแม่ที่ส่งต่อภูมิคุ้มกันนี้ให้ลูกผ่านการให้น้ำนมจากเต้า

มีการทำระบบท่อระบายน้ำและระบบน้ำให้ทันสมัยขึ้น แต่มันกลับส่งผลให้คนได้รับภูมิคุ้มกันน้อยลง และยิ่งทำให้เด็กๆ เสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น ช่วงยุคเบบี้บูมในสมัยปลายทศวรรษ 1940 และต้นทศวรรษ 1950 ได้สร้างเงื่อนไขที่สมบูรณ์แบบในการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโปลิโอ ทันใดนั้น ไม่มีใครได้รับภูมิคุ้มกันอีกต่อไป ในทุกฤดูร้อน เริ่มปรากฏผู้ป่วยเด็กนับหมื่น ซึ่งอาจเป็นผลจากความผันผวนตามฤดูกาลในเด็กแรกเกิด

บรรดาผู้ปกครองต่างเสียขวัญจากเรื่องนี้ มีการปิดสระว่ายน้ำ และน้ำพุสำหรับดื่มทั้งหมดในช่วงฤดูร้อนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส ผู้ใหญ่ที่กำลังหวาดกลัวได้แต่มองลูกของพวกเขาที่เคยร่าเริง แต่ตอนนี้กลับต้องใช้ไม้ค้ำยันเพื่อรองรับแขนขาที่อ่อนแอ หรือแม้กระทั่งต้องถูกกักตัวในปอดเหล็กขนาดใหญ่เพื่อช่วยหายใจ การระบาดของโปลิโอเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปลายทศวรรษ 1940 และต้นทศวรรษ 1950 มียอดตัวเลขสูงสุดผู้ติดเชื้ออยู่ที่เกือบ 58,000 รายในปี 1952

หลังจากนั้นในปี 1955 วัคซีนโปลิโอของซอล์กที่ได้การรับรองปรากฎขึ้นมา จำนวนผู้ป่วยเริ่มลดลงเมื่อมีเด็กได้รับการฉีดวัคซีนมากขึ้น แม้จะมีเด็กมาเข้าแถวรับการฉีดวัคซีนของซอล์กอย่างล้นหลาม แต่เหล่าวัยรุ่นกลับตัดสินใจได้ช้ากว่าในการเข้าแถวเพื่อ ฉีดวัคซีน

ฉีดวัคซีน, เอลวิส เพรสลีย์
ในปี 1956 เอลวิส เพรสลีย์ รับการฉีดวัคซีนโปลิโอที่หลังเวที ก่อนการบันทึกเทปการแสดงของ เอ็ด ซัลลิแวน ภาพถ่ายโดย associated press

‘เกือบทำลายไม่ได้’

ส่วนหนึ่งของปัญหาในการส่งสารเกี่ยวกับวัคซีนในวัยรุ่นนั้นมาจากคำศัพท์เฉพาะ เป็นเวลาหลายปีที่ผู้คนต่างเรียกโปลิโอว่า “อัมพาตในวัยแรกเกิด” ซึ่งกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกว่าวัยรุ่นและผู้ใหญ่จะไม่ตกเป็นกลุ่มเสี่ยง จากนั้น จะมีการรับรู้ถึงความไม่สะดวกของระบบการฉีดวัคซีนแบบสามโดส และคนบางส่วนอาจกลัวเข็มของวัคซีนเสียเอง

“จู่ๆ วัคซีนไม่ได้เป็นเพียงแค่ความรับผิดชอบของผู้ใหญ่หรือเด็กเล็กๆ อีกต่อไป มันกลายเป็นของวัยรุ่นเท่ๆ ไปด้วยครับ” สตีเฟน มอสลีย์ (Stephen Maudsley) นักประวัติศาสตร์สังคมและวิทยากร ด้านประวัติศาสตร์อเมริกันสมัยใหม่ที่มหาวิทยาลัยบริสตอลในอังกฤษ กล่าวและเสริมว่า “วัยรุ่นรู้สึกแข็งแรง เกือบจะทำลายไม่ได้” ซึ่งในความเป็นจริงแล้วพวกเขาไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย และพวกเขาต้องพึ่งวัคซีนเพื่อป้องกันไวรัส แต่แรงกดดันทางสังคมแบบเดียวกันที่ทำให้วัยรุ่นรู้สึกแบบผิดๆ ไปว่าตัวเองแข็งแกร่งมากกว่าเด็กๆ กลับกลายเป็นอาวุธลับต่อต้านโรคโปลิโอ

ก่อนถึงช่วงเปลี่ยนศตวรรษที่ 20 วัยรุ่นยังไม่ได้รับการยอมรับในความเป็นกลุ่มสังคมของตัวเอง การเปลี่ยนแปลงที่ตามมาในสังคมอเมริกัน ซึ่งรวมถึงการเฟื่องฟูของรถยนต์และการศึกษาภาคบังคับที่ทำให้เด็กไม่สามารถเข้าทำงานได้เร็วเกินไป สิ่งนี้จุดประกายให้เยาวชนได้รับการยอมรับในฐานะกลุ่มประชากรที่มีความโดดเด่นในสหรัฐอเมริกา “พวกเขาอาศัยอยู่ในโลกอันแสนวิเศษของพวกเขาเอง” LIFE ฉบับปี 1944 กล่าวไว้ในบทความที่อุทิศให้แก่เด็กสาววัยรุ่นและแฟชั่นของพวกเธอ

สถาบันอัมพาตในวัยแรกเกิดแห่งชาติ (National Institute for Infantile Paralysis) องค์กรไม่แสวงผลกำไรด้านโปลิโอที่แจกจ่ายเงินทุนที่ระดมทุนโดยมูลนิธิมาร์ช ออฟ ไดม์ (March of Dimes) ได้ตอบโต้การขาดวัคซีนในวัยรุ่น ด้วยการเชิญกลุ่มวัยรุ่นที่ได้รับการคัดเลือกโดยตรงจากกลุ่มประชากรที่ลังเลเหล่านั้นให้มาที่สำนักงานในนิวยอร์ก เพื่อสัมภาษณ์พวกเขาเกี่ยวกับมุมมอง และสิ่งที่รั้งพวกเขาไว้ พร้อมทั้งเตรียมประเด็นพูดคุยเพื่อส่งเสริมวัคซีนของซอล์กที่บ้านของพวกเขา

มอสลีย์กล่าวว่า วัยรุ่นถูกกระตุ้นจากประสบการณ์ของผู้รอดชีวิตและเหยื่อของโปลิโอ อันเป็นความปรารถนาที่จะสนับสนุนสิ่งที่พวกเขาห่วงใย และการค้นหาเพื่อส่งเสริมพลังทางสังคม

“พวกเขาอยู่ในช่วงชีวิตที่ต้องการให้ผู้ใหญ่ให้ความเคารพพวกเขา” เขากล่าว

ถั่วลิสงเพื่อโปลิโอ

สงครามของวัยรุ่นต่อโปลิโอมาในหลากหลายรูปแบบ ในขณะที่เจ้าหน้าที่คัดเลือกวัยรุ่นต้นแบบ อย่างเอลวิส เพรสลีย์ และเดบบี เรย์โนลส์ มาเผยแพร่ข้อความให้สาธารณะชนเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน ยุวทูตวัคซีนได้กลายมาเป็นกลุ่มคนที่มีชื่อเสียง พวกเขาได้เห็นชื่อหรือภาพของตนเองในหนังสือพิมพ์

ระหว่างที่พวกเขามีส่วนร่วมในความพยายามที่จะฉีดวัคซีนให้กับคนระดับรากหญ้า พวกเขาก็ได้จำหน่ายอมยิ้ม “เลียโปลิโอ” (Lick Polio) และถั่วลิสง “แกะเปลือกเพื่อโปลิโอ” (Shell Out for Polio) เพื่อระดุมทุนให้แก่มูลนิธิมาร์ช ออฟ ไดม์ และพวกเขาได้เขียนจดหมายที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเร่าร้อนในหน้ากองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เพื่อกระตุ้นการฉีดวัคซีนในหมู่วัยรุ่น

แม้แต่ความต้องการทางเพศของวัยรุ่นก็ถูกคานเอาไว้สำหรับความพยายามเพื่อที่จะผลักดันวัคซีนโปลิโอ แพ็ตตี้ ฮิกส์ (Patty Hicks) ประธานเยาวชนต่อต้านโปลิโอ ได้กล่าวไว้ในปี 1958 ว่า “สาวๆ บางคนเคยคุยกันว่าจะไม่ออกเดทกับผู้ชายเพื่อทำกิจกรรมบางอย่าง ถ้าพวกเขายังไม่ได้ฉีดวัคซีนโปลิโอ” ฮิกส์มีลักษณะที่ “ร่าเริง มีตาสีเข้ม พร้อมผมสีน้ำตาล” ตามที่ถูกบรรยายไว้โดยสำนักพิมพ์สโปเคน โครนิเคิล (Spokane Chronicle) เธอได้ส่งเสริมให้เด็กสาวคนอื่นๆ ทำตาม

โปลิโอ
สมาชิกของกลุ่มเยาวชนต่อต้านโปลิโอกำลังขายถั่วลิสง เพื่อบริจาคให้กับการผลักดันวัคซีนใน แทลลาแฮสซี รัฐฟลอริดา ปี 1956 ภาพถ่ายจากคลังข้อมูลของรัฐฟลอริดา

อย่างไรก็ตาม ยังด้านมืดในวาระการผลักดันวัคซีนระดับชาติของวัยรุ่นอเมริกัน ด้านมืดนั้นคือเอเบิลลิซึ่ม (ableism) หรือการกีดกัน ด้อยค่าสภาพร่างกายที่พิการ วัคซีนโปลิโอได้ทำการตลาดไว้ว่ามันทำให้ร่างกายคงสภาพสมบูรณ์ไว้ได้ และกระบวนการนี้ได้ซ้ำเติมผู้รอดชีวิตจากโรคโปลิโอ อย่างไรก็ตาม ในที่สุด การเคลื่อนไหวของผู้รอดชีวิตจากโปลิโอเหล่านั้นได้ช่วยจุดไฟให้กับขบวนการสิทธิของผู้ทุพพลภาพ ซึ่งนำไปสู่การลงนามกฎหมายว่าด้วยผู้พิการชาวอเมริกัน (Americans with Disabilities Act – ADA) ในปี ค.ศ. 1990

ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องยากในการระบุว่ากิจกรรมของวัยรุ่นมีผลกระทบต่อการยอมรับวัคซีนโปลิโอมากน้อยเพียงใด มอสลีย์ กล่าวไว้ว่า “จู่ๆ วัคซีนไม่ได้เป็นเพียงแค่ความรับผิดชอบของผู้ใหญ่หรือเด็กเล็กๆ อีกต่อไป มันกลายเป็นของวัยรุ่นเท่ๆ” การสนับสนุนของเหล่าเยาวชนช่วยเปลี่ยนทัศนคติของคนที่มีต่อไวรัส และผลที่ตามมาก็คือ มีวัยรุ่นเข้ารับการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1950 (ครั้งหนึ่ง บราซิลเคยฉีดวัคซีนโปลิโอให้กับคนสิบล้านคนในประเทศ ในระยะเวลาแค่เพียงวันเดียว)

ความก้าวหน้าของวัคซีนโปลิโอก็ได้เข้ามามีบทบาทเพิ่มเติม ในปี 1960 วัคซีนชนิดฉีดครั้งเดียวที่มีราคาไม่แพงเข้ามาแทนที่วัคซีนสามโดสของซอล์ก ตั้งแต่ปี 1979 เป็นต้นมา กรณีผู้ป่วยโปลิโอจากสหรัฐอเมริกาได้หมดไป และในปี 2016 ทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคโปลิโอเพียงแค่ 42 คนเท่านั้น ในขณะนี้ที่มีการแพร่ระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และความขัดแย้งในสถานที่ต่างๆ อย่าง อัฟกานิสถาน และปากีสถาน อาจทำให้ตัวเลขของผู้ติดเชื้อโปลิโอมีเพิ่มมากขึ้นในปี 2020 แต่ตอนนี้ การฉีดวัคซีนโปลิโอได้กลายเป็นเรื่องมาตรฐานไปแล้ว

เวลาผ่านล่วงเลยมากว่า 60 ปีแล้วตั้งแต่ “ซอล์กฮ๊อป” (Salk Hops) แพร่หลายไปในทุกหย่อมหญ้าของประเทศ และเป็นอีกครั้งที่สหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในวาระระดับชาติเพื่อผลักดันวัคซีน ในการแข่งขันและหยุดยั้งจำนวนการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 แต่ความระแวงในวัคซีนยังคงปรากฏอยู่ในประชากรบางส่วน และราวกับว่าเป็นเสียงสะท้อนของการผลักดันวัคซีนโปลิโอในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เมื่อไม่นานมานี้ โดยฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ประกาศว่าจะใช้คนดัง นักกีฬา และโซเชียลมีเดีย เพื่อเจาะกลุ่มวัยรุ่นที่มีสิทธิ์ได้รับวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19

การเมือง สังคม และสภาวการณ์ห้องเสียงสะท้อน (echo chambers) เป็นเชื้อเพลิงของความกังวลที่มีต่อวัคซีน แต่วัคซีนได้กลายเป็น ‘แฟชั่น’ ของวัยรุ่นในช่วงทศวรรษ 1950 และ 1960 ซึ่งได้มอบบทเรียนในการคานกับความเพิกเฉยในเรื่องสาธารณสุข

“เราต้องตามหากลุ่มคนที่ยังกังวล และเกณฑ์พวกเขาจากกลุ่มคนระดับเดียวกัน เพื่อให้ความรู้ และส่งพวกเขากลับไปพร้อมกับข้อความที่อยากแจ้งให้ทราบ” มอสลีย์ กล่าว “มิฉะนั้น เราจะไม่สามารถเจาะเข้าไปในจุดนั้นได้”

เรื่อง ERIN BLAKEMORE

แปลโดย ปรมินทร์ แสงไกรรุ่งโรจน์

โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม ปริศนา สาเหตุของไวรัสโควิด-19 ที่ไร้ซึ่งคำตอบ

สาเหตุของไวรัสโควิด-19

เรื่องแนะนำ

75 ปี อิโวจิมะ สมรภูมิเดือดโลกไม่ลืม

หลังการรบอย่างดุเดือดหลายสัปดาห์บนเกาะ อิโวจิมะ แม้แต่นาวิกโยธินผู้แข็งแกร่งจากประสบการณ์รบยัง “นั่งอยู่บนพื้น เอาหน้าซบมือ ร้องไห้สะอึกสะอื้นจากก้นบึ้งหัวใจ” ทุกวันนี้ บิล มอนต์โกเมอรีได้ยินเสียงได้ไม่ดีนัก หูขวาของเขาหนวก ส่วนหูซ้ายก็ย่ำแย่ กระนั้น ทหารผ่านศึกวัย 95 ปีผู้นี้กลับยังคงได้ยินสรรพเสียงของสงครามที่ดังกระหน่ำโสตประสาทของตนเองในวัยยี่สิบปี ตอนที่เขากำลังสู้รบบน อิโวจิมะ เกาะขรุขระขนาด 20.71 ตารางกิโลเมตรรูปทรงคล้ายพอร์กชอปแห่งหนึ่งในแปซิฟิก และยังคงจำได้ถึงความสุขสุดขีดเมื่อเขาเห็นผืนธงชาติสหรัฐฯ ชูอยู่บนยอดเขาสุริบาจิ ในวันที่ห้าของการรบ โจ โรเซนธอล ผู้เป็นช่างภาพ ได้ถ่ายภาพชื่อดังของนาวิกโยธินหกนายปักธงบนยอดเขาซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดของอิโวจิมะแห่งนี้ ในเหตุการณ์ซึ่งอาจโด่งดังที่สุดในสมรภูมิฝั่งแปซิฟิก และตราตรึงอยู่ในประวัติศาสตร์การทหารของสหรัฐฯ อยู่เป็นชั่วนิรันดร์ “มันเป็นวันที่ห้าหลังจากเรายกพลขึ้นบกครับ” มอนต์โกเมอรีย้อนความ “ผมกำลังนอนหมอบอยู่คนเดียวบนทางลาดชันตรงขอบสนามบินแห่งหนึ่งตอนที่ผมได้ยินเสียงแตรจากเรือบางลำ แล้วพวกนาวิกฯ ที่อยู่ในหลุมบุคคล (foxholes) ก็เริ่มเชียร์” เมื่อเขามองขึ้นไปบนยอดเขา ซึ่งเป็นจุดที่มองเห็นได้จากทั่วทั้งเกาะเล็กๆ แห่งนี้ ความตื่นเต้นก็แล่นผ่านร่างกายที่เหนื่อยล้าจากสงครามของนาวิกโยธินผู้นี้ “ผมมองขึ้นไป ธงมันอยู่ตรงนั้น! ความรู้สึกมันยอดเยี่ยมมาก!” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังคงตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆ “ผมมีความสุขที่สุดเลยครับ!” มอนต์โกเมอรีกล่าว “ผมรู้ว่าทุกอย่างจบลงแล้ว เพื่อนๆ ของพวกเราล้มตายกันไปมากมาย แต่เราก็รอดมาได้   เพียงแต่มันยังไม่จบ ไม่ไช่ในเร็ววัน ยุทธการบนเกาะภูเขาไฟซึ่งอยู่ห่างจากโตเกียวไป […]

ค้นพบภาพเขียนถ้ำรูปสัตว์ อายุ 45,500 ปี ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

ภาพวาด ผนังถ้ำ รูปหมูภาพนี้ได้ถูกเพิ่มเข้าไปในคอลเล็กชันงานศิลปะผนังถ้ำที่มีอยู่แล้วมากมายในอินโดนีเซีย ในบางช่วงเวลาเมื่อ 45,000 ปีที่แล้ว บนเกาะซูลาเวซีของอินโดนีเซีย มนุษย์ยุคโบราณได้ฝ่าฝันเข้าไปในถ้ำและร่างภาพหมูที่อยู่ในท้องถิ่นรูปร่างอ้วนท้วนที่ปกคลุมไปด้วยขนแข็งและหน้าที่เต็มไปด้วยตุ่มบน ผนังถ้ำ ขณะนี้ นักโบราณคดีเชื่อว่าเจ้าหมูอ้วนตัวนี้เป็นภาพวาดสัตว์อันเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบมาบนโลก ในงานวิจัยที่เผยแพร่ในนิตยสาร Science Advances เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ภาพวาดนี้แสดงให้เห็นถึงสัตว์สองตัวที่กำลังมองกันแบบค่อนข้างชวนทะเลาะ และมีองค์ประกอบของมือมนุษย์ทั้งสองข้างที่วางใกล้กับสะโพกของหมู และภาพร่องรอยขนแข็งที่อยู่ตรงกลางอาจหมายถึงสัตว์ตัวที่สี่ ภาพวาดที่วาดด้วยดิน ocher (ดินชนิดหนึ่งที่มีสีเหลืองอ่อนถึงสีน้ำตาล) ภายในผนังถ้ำนี้ถูกค้นพบเมื่อเดือนธันวาคม 2017 โดยนักโบราณคดีท้องถิ่น Basran Burhan ซึ่งปัจจุบันเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยกริฟฟิธ ประเทศออสเตรเลีย เขานำทีมวิจัยเล็กๆ ไปค้นหาถ้ำภายในเกาะซูลาเวซีใต้เพื่อหาร่องรอยของกิจกรรมมนุษย์โบราณ พวกเขาค้นพบภาพวาดหมูในพื้นที่ที่เรียกว่า Leang Tedongnge ภาพวาดนี้คาดว่า แสดงออกถึงรางวัลจากการล่าหมูของมนุษย์ยุคโบราณ ในขณะที่ภาพเขียนที่ค้นพบใหม่นี้อาจจะเป็นงานศิลปะในลักษณะที่เป็นภาพวาดที่เก่าแก่ที่สุดที่เคยพบว่า ทว่า มันไม่จำเป็นต้องเป็นงานศิลปะที่เก่าแก่ที่สุดเสมอไป “มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะใช้คำนิยามของคำว่า ‘งานศิลปะ’ อย่างไรครับ” Maxime Aubert นักโบราณคดีแห่งมหาวิทยาลัยกริฟฟิธและผู้เขียนงานวิจัยร่วม กล่าว โดยนิยามงานศิลปะนี้อาจรวมถึงงานสร้างสรรค์อันโดดเด่นของมนุษย์ยุคโบราณบางชิ้นที่ได้ยืนยันการค้นพบ ซึ่งรวมไปถึงลายเส้นขยุกขยิก (doodle) อายุ 73,000 ปีที่ค้นพบในแอฟริกาใต้ ที่บางคนเชื่อว่าเป็นงานภาพวาดที่เก่าแก่ที่สุด ภาพวาดที่ค้นพบใหม่นี้ได้เสริมในเรื่องของวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของงานศิลปะผนังถ้ำที่ถูกค้นพบทั่วอินโดนีเซีย แค่บนเกาะซูลาเวซีเพียงแห่งเดียว นักวิทยาศาสตร์ได้ระบุภาพวาดในถ้ำกว่า […]

ภาพ การผจญภัย ครั้งประวัติศาสตร์ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในรอบกว่า 100 ปี

รวมภาพ การผจญภัย ครั้งประวัติศาสตร์ ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในรอบกว่า 100 ปีที่ผ่านมา การก่อตั้งสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกในปี ค.ศ. 1888 นำมาซึ่งการผจญภัยและการเดินทางต่างๆ มากมาย ด้วยเป้าหมายในการค้นหาและเพิ่มพูนความรู้แก่สังคม สมาคมได้ช่วยสนับสนุนบรรดานักสำรวจและช่างภาพในการเดินทางไปทั่วทุกสารทิศ ผ่านร้อนและหนาวบนสภาพภูมิประเทศที่เป็นอันตรายในนามของการสำรวจ และสิ่งที่พวกเขานำกลับมาคือเรื่องเล่าของ การผจญภัย และรูปถ่ายที่ผนึกการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ของพวกเขาไว้ นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย (ภาคออนไลน์) ขอเชิญชมรูปภาพใน การผจญภัย ครั้งประวัติศาสตร์ของนักสำรวจและช่างภาพจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เรื่องโดย LINDSAY N. SMITH แปล นิธิพงศ์ คงปล้อง โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย อ่านเพิ่มเติม ภาพนี้ต้องขยาย : จุดจบของทีมสำรวจ