“Bastille Day” เหตุการณ์ต้านอำนาจกษัตริย์ - จุดเริ่มต้นของการ ปฏิวัติฝรั่งเศส

“Bastille Day” เหตุการณ์ต้านอำนาจกษัตริย์ – จุดเริ่มต้นของการ ปฏิวัติฝรั่งเศส

14 กรกฎาคม คือวันที่ฝรั่งเศสเฉลิมฉลองวันครบรอบการ ปฏิวัติฝรั่งเศส วันที่นักปฏิวัติลุกขึ้นต่อต้านกษัตริย์และยึดหนึ่งในสัญลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ที่ทรงพลังที่สุดชิ้นหนึ่ง

ชาวเมืองที่เต็มไปด้วยโทสะบุกโจมตีคุกบัสตีย์ (Bastille) ในกรุงปารีสเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 พวกเขาโจมตีหนึ่งในสัญลักษณ์ที่ต้องห้ามมากที่สุดของราชาธิปไตย คุกถูกทำลายด้วยความโกรธแค้นของการปฏิวัติในอีกไม่กี่เดือนต่อมา แต่มรดกของคุกที่ถูกทำลายยังคงอยู่ นั่นคืองานเฉลิมฉลองทั่วฝรั่งเศสในวัน Bastille หรือ la Fête Nationale (วันหยุดประจำชาติ) วันครบรอบประจำปีของการ ปฏิวัติฝรั่งเศส

คุกบัสตีย์สูงราวแปดหอคอย สร้างขึ้นในปี 1357 เพื่อปกป้องปารีสจากผู้รุกรานชาวอังกฤษในช่วงสงครามร้อยปี มีจุดประสงค์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับประตูด้านตะวันออกของเมือง ประตู Port Saint-Antoine Bastille ถูกรายล้อมด้วยคูน้ำและอาวุธเพื่อปกป้องเมือง เมื่อเวลาผันผ่าน จุดประสงค์ของมันก็ได้เปลี่ยนไป กลายเป็นคุกของรัฐและเป็นสัญลักษณ์อันทรงพลังของการเข้าถึงราชวงศ์และการปราบปรามเสรีภาพในการพูดของชาวเมือง

ในยุคก่อนการ ปฏิวัติฝรั่งเศส กษัตริย์มีอำนาจในการออกหนังสือ “lettres de cachet” ซึ่งเป็นพระราชกฤษฎีกาที่ส่งไพร่พลของพระองค์เข้าคุกโดยไม่มีการพิจารณาคดี ไม่มีวันปล่อย และไม่มีการอุทธรณ์ใดๆทั้งสิ้น พระมหากษัตริย์หลายพระองค์ใช้อำนาจนี้ในทางที่ผิด จดหมายได้ถูกส่งให้กับผู้ไม่เห็นด้วยทางการเมือง หรือใช้จดหมายเพื่อลงโทษผู้กระทำการลามกอนาจาร คนจัดพิมพ์ข้อความเพื่อปลุกปั่นคนในเมือง และขุนนางที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ดังนั้นผู้ถูกคุมขังใน Bastille หลายคนจึงเป็นขุนนางหรือนักเขียน เช่น มาร์กี เดอ ซาด (Marquis de Sade) แม้ว่าบางคนจะเป็นสามัญชนที่ถูกจับกุมในข้อหาก่ออาชญากรรมเล็กๆน้อยๆ เช่น การโจรกรรม แต่ก็เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะทำให้พวกเขาไม่ได้กลับมาดูโลกภายนอกอีกเลย

เมื่อเวลาผ่านไป นักโทษถูกคุมขังที่ Bastille เหลือน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อถึงเวลาที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ครองราชย์ในปี ค.ศ. 1774 คุก Bastille มีนักโทษเหลือเพียง 16 คนต่อปี แต่ก็ยังคงปรากฏอยู่ในความคิดของสามัญชนที่คิดจะเริ่มก่อความวุ่นวายต่อคุก Bastille ภายใต้ระบอบกษัตริย์

(เชิญชมวิดีโอ การปฏิวัติ 101 – การปฏิวัติทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลกและการเมือง ได้เรียนรู้สิ่งที่นำไปสู่การปฏิวัติอเมริกา ฝรั่งเศส ลาตินอเมริกา และรัสเซีย ตลอดจนลักษณะเฉพาะที่มักเกิดขึ้นจากการลุกฮือทางการเมืองเกือบทั้งหมด ได้ที่นี่)

พระเจ้าหลุยส์ครองอำนาจท่ามกลางวิกฤตทางการเงินอันเนื่องมาจากการใช้จ่ายที่เกินตัวและค่าใช้จ่ายในสงครามที่มีมูลค่ามหาศาล ทว่า พระองค์และมารี อองตัวเน็ตต์ ภรรยา ใช้ชีวิตอย่างหรูหราและฟุ่มเฟือย รัฐเกือบจะล้มละลาย ประชาชนประสบปัญหาการขาดแคลนอาหารอย่างหนัก การว่างงานจำนวนมาก และภาษีที่สูง (สุภาพสตรีในพระราชวังแวร์ซายต่างพยายามไล่ตามแฟชั่นที่ฟุ่มเฟือยของราชินี ณ ตอนนั้น)

ในขณะนั้น สังคมฝรั่งเศสถูกแบ่งออกเป็นลำดับชั้นอย่างเข้มงวดโดยยึดตามระเบียบทางสังคมหรือคำสั่งสามประการ เมื่อยามวิกฤตมาถึง กษัตริย์สามารถเรียกประชุมตัวแทนที่เรียกว่า Estates-General เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างเร่งด่วน ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1789 พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงเรียกผู้แทนจากนิคมแรก (พระสงฆ์) ที่สอง (ขุนนาง) และที่สาม (สามัญชน) เพื่อพยายามแก้ปัญหาทางการเงินของประเทศ

การเคลื่อนไหวได้หวนกลับ การชุมนุมมาถึงทางตัน จนในกลางเดือนมิถุนายน นิคมอุตสาหกรรมที่สามซึ่งเป็นตัวแทนของสังคมฝรั่งเศสส่วนใหญ่แต่กลับมีอำนาจน้อยกว่านิคมอื่นๆได้แยกตัวและจัดตั้งสมัชชาแห่งชาติขึ้น ประกอบกับแรงบันดาลใจจากการปฏิวัติอเมริกาที่เกิดขึ้นจากความกล้าหาญเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้ชาวเมืองฝรั่งเศสต้องการรัฐธรรมนูญและความสามารถในการสร้างกฎหมายสำหรับประชาชนที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง

พระเจ้าหลุยส์ได้ตอบโต้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ถัดมาโดยการไล่ Jacques Necker รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของพระองค์ออก เขาเป็นบุคคลที่แสดงออกว่าสนับสนุนฐานันดรที่สาม เหล่านักปฏิวัติเล็งเห็นในจุดนี้ จนเริ่มการสะสมกองทหารทั่วกรุงปารีสในต้นเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1789 ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่ากษัตริย์วางแผนที่จะล้มล้างรัฐบาลของพระองค์จากเหล่าผู้สนับสนุนสาธารณรัฐ (republican sympathizers) ทั้งหมด ประชาชนจึงได้ออกมาประท้วงตามท้องถนนและมีการปะทะกับทหารตลอดเส้นทางการประท้วง

ปฏิวัติฝรั่งเศส
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 ชาวเมืองฝรั่งเศสได้เข้ายึดบัสตีย์ซึ่งเป็นคุกของรัฐและเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของพระราชอำนาจของกษัตริย์ เหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นมากมาย “การปฏิวัติฝรั่งเศส” ได้ถูกจัดแสดงไว้ในภาพวาดของ Jean-Baptiste Lallemand ชื่อว่า “The Storming of the Bastille” อยู่ในพิพิธภัณฑ์ Musée Carnavalet กรุงปารีส รูปถ่ายโดย FINE ART IMAGES, HERITAGE IMAGES/GETTY.

ในเช้าวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 นักปฏิวัติหลายพันคนได้เข้ายึดอาวุธขนาดใหญ่จาก Hôtel des Invalides ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางทหาร แต่พวกเขาไม่มีดินปืนสำหรับอาวุธใหม่เลย ดังนั้นฝูงชนประมาณหนึ่งพันคนจึงมาบรรจบกันที่คุกบัสตีย์ มีความมุ่งมั่นที่จะได้รับดินปืนตามที่ได้รับข่าวลือมา และเพื่อต้องการจะปกป้องเสรีภาพของนักโทษ โดยที่นักปฏิวัติไม่ทราบเลยว่ามีเพียงเจ็ดคนเท่านั้นที่ถูกคุมขังอยู่ที่นั่นในขณะนั้น

ในตอนบ่าย ฝูงชนบุกเข้าไปในลานด้านนอกของป้อมปราการ ผู้คุมเรือนจำเริ่มยิงใส่พวกเขา การต่อสู้ดำเนินไปเป็นเวลาหลายชั่วโมงจนกระทั่ง Jourdan de Launay ผู้บังคับการคุกบัสตีย์ยอมจำนนและเปิดประตูด้านในของป้อมปราการ นักปฏิวัติบุกเข้ามาได้ทำการปลดปล่อยนักโทษและยึดดินปืนตามจุดประสงค์ของพวกเขา พวกเขาได้สังหารผู้คุมเรือนจำอย่างน้อยหกคน ทุบตีและแทง Jourdan de Launay ให้ถึงแก่ความตาย ต่อมาได้นำศีรษะที่ไร้วิญญาณของผู้คุมปักลงหอกโชว์เพื่อประกาศชัยชนะ

มีผู้เสียชีวิตประมาณหนึ่งร้อยคนระหว่างการบุกคุกบัสตีย์ เหตุการณ์นี้ได้รับจดจำว่าเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญของการปฏิวัติฝรั่งเศส และอีกกว่า 10 ปี แห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ตามมา ชาวฝรั่งเศสได้ประหารกษัตริย์และราชินีและคนอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วนเพื่อที่จะแปรสภาพเป็นสาธารณรัฐ อาคารที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นอนุสรณ์สถานของระบอบเผด็จการในปัจจุบันได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งเสรีภาพ ภายในไม่กี่เดือนอาคารหลังนี้ถูกรื้อทิ้ง อิฐของอาคารถูกแจกจ่ายไปทั่วฝรั่งเศสและทั่วโลกเพื่อเป็นของที่ระลึก

นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1880 ฝรั่งเศสได้กำหนดให้วันที่ 14 กรกฎาคมเป็นวันหยุดประจำชาติ โดยปกติแล้วขบวนพาเหรดของทหารและดอกไม้ไฟอันสวยงามถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้มาเฉลิมฉลอง ในวันที่ 13 และ 14 กรกฎาคม นักผจญเพลิงทั่วฝรั่งเศสได้เปิดให้ประชาชนเข้าชมงานเต้นรำตลอดทั้งคืนพร้อมแชมเปญฟรีมากมาย แต่ในปี 2020 ขณะที่โควิด-19 ยังคงอยู่ การเฉลิมฉลองคงจะเงียบลงเป็นอย่างมาก : จากข้อมูลของ AFP จุดจัดงานได้ถูกยกเลิกและถึงแม้ว่าจะยังมีดอกไม้ไฟจัดแสดงอยู่ แต่ขบวนพาเหรดของทหารก็ถูกยกเลิกและแทนที่ด้วยงานฉลองที่มีขนาดเล็กลงที่มีแค่บุคคลชั้นนำเท่านั้นที่เข้าร่วม

เรื่อง ERIN BLAKEMORE

แปลโดย สิรภัทร จิตต์ชื่น

โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม ภาพถ่ายที่ถูกซ่อนใน การปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน

การปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน

 

เรื่องแนะนำ

พุทธสถาน เมสไอนัก แห่งอัฟกานิสถาน

ท่ามกลางภัยคุกคามจากการโจมตีของกลุ่มตอลิบาน นักโบราณคดีกำลังเร่งมือขุดสำรวจแหล่งโบราณคดีทางพุทธศาสนา เมสไอนัก ก่อนจะถูกเหมืองทองแดงขนาดมหึมาทำลายจนสิ้นซาก ราวหนึ่งชั่วโมงไปตามทางหลวงการ์เดซทางใต้ของกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน มีเส้นทางสายหนึ่งเลี้ยวซ้ายหักศอกลงสู่ถนนลูกรัง ในเขตจังหวัดโลการ์ซึ่งผู้คนในท้องถิ่นให้การสนับสนุนกลุ่มตอลิบานนี้พื้นที่โดยรอบสั่นสะเทือนจากระเบิดที่ซุ่มวางอยู่ตามข้างถนน การโจมตีด้วยจรวดเป็นระยะ ๆ การลักพาตัว และเหตุฆาตกรรม ถนนสายนี้ทอดเลียบไปตามก้นแม่นํ้าแห้งผาก ผ่านหมู่บ้านเล็กๆ เครื่องกีดขวางถนนของกองกำลังต่างๆ ป้อมยาม และกลุ่มอาคารหลังคาสีนํ้าเงินล้อมลวดหนาม ป้องกันผู้บุกรุก แต่ภายในกลับว่างเปล่า ห่างออกไปไม่ไกล ทิวทัศน์เปิดโล่งมองเห็นหุบเขาไร้ต้นไม้ที่เป็นริ้วรอยยับย่นจากแนวหลุมขุดค้นทางโบราณคดีและกำแพงโบราณที่โผล่พ้นดินขึ้นมา ในช่วงเจ็ดปีที่ผ่านมา ทีมนักโบราณคดีชาวอัฟกานิสถานและนานาชาติ พร้อมคนงานมากถึง 650 คน ขุดพบพระพุทธรูปหลายพันองค์ ต้นฉบับลายมือ เหรียญกษาปณ์ และสิ่งก่อสร้างศักดิ์สิทธิ์หมู่อารามและป้อมค่ายเก่าแก่ที่ได้รับการเผยโฉมมีอายุย้อนกลับไปได้ถึงศตวรรษที่สาม รอบ ๆ แหล่งขุดค้นมีจุดตรวจการณ์ตั้งอยู่มากกว่าหนึ่งร้อยจุด และตำรวจราว 1,700 นายคอยลาดตระเวนทั้งกลางวันและกลางคืน การขุดค้นทางโบราณคดีในบริเวณนี้นับว่ายิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์อัฟกานิสถาน แต่มาตรการรักษาความปลอดภัยไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อคุ้มครองนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนกับคนงานท้องถิ่นอีกจำนวนหนึ่งเท่านั้น เพราะสิ่งที่ฝังอยู่ใต้ซากปรักเหล่านี้คือขุมทรัพย์สินแร่ทองแดง ครอบคลุมพื้นที่กว้างสี่กิโลเมตรและทอดยาวราว 1.5 กิโลเมตรหรือมากกว่านั้น ลึกเข้าไปในภูเขาบาบาวาลีที่ตั้งตระหง่านเหนือแหล่งขุดค้น แหล่งแร่ทองแดงนี้ถือเป็นแหล่งแร่ทองแดงที่ยังไม่มีการนำขึ้นมาใช้ประโยชน์แหล่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประมาณการว่าน่าจะมีแร่ทองแดงอยู่ราว 11.4 ล้านตัน ในสมัยโบราณ ทองแดงสร้างความมั่งคั่งให้วัดวาอารามและหมู่สงฆ์ในพุทธศาสนาที่นี่ กากถลุงสีม่วงปริมาณมหาศาลในสภาพเป็นก้อนแข็งซึ่งเกลื่อนกล่นอยู่ตามลาดเขาบาบาวาลี แสดงถึงการถลุงแร่ในระดับเกือบเป็นอุตสาหกรรม รัฐบาลอัฟกานิสถานหวังว่าทองแดงจะช่วยสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศชาติอีกครั้งหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็พอเลี้ยงตัวได้ ชื่อเสียงเรียงนามของสถานที่แห่งนี้ฟังดูช่างนอบน้อมถ่อมตน เพราะ […]

ขนย้ายฟาโรห์รามเสสที่ 2 ไปยังบ้านหลังใหม่

ขนย้าย ฟาโรห์รามเสสที่ 2 ไปยังบ้านหลังใหม่ รูปปั้นอายุ 3,200 ปีนี้ เป็นรูปปั้นของฟาโรห์รามเสสที่ 2 กษัตริย์ผู้เคยปกครองอาณาจักรอียิปต์ในปีที่ 1279 – 1213 ก่อนคริสต์กาล เชื่อกันว่าในรัชสมัยของพระองค์นั้น พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงอำนาจมากที่สุด และขณะนี้ทางการอียิปต์ได้เคลื่อนย้ายรูปปั้นของพระองค์ไปยังพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ กระบวนการขนย้ายรูปปั้นฟาโรห์รามเสสที่ 2น้ำหนัก 83 ตัน สูง 30 ฟุต กินเวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น ขั้นตอนถูกปฏิบัติอย่างเป็นมืออาชีพและสมพระเกียรติ ท่ามกลางประชาชนมากมายที่มารอดูด้วยความสนใจ โดยรูปปั้นของฟาโรห์รามเสสที่ 2 จะถูกจัดแสดงยังบ้านหลังใหม่คือพิพิธภัณฑ์ประจำเมืองกีซา ในอียิปต์   อ่านเพิ่มเติม เผยภาพถ่ายสมาชิกราชวงศ์ผู้ใกล้ชิดที่สุดของ ตุตันคามุน

8 สิ่งน่าจับตามองในพิธีเสกสมรสเจ้าชายแฮร์รีและเมแกน มาร์เคิล

การแต่งงานของสมาชิกราชวงศ์อังกฤษมักเป็นที่สนใจของทั่วโลก นี่คือ 8 ธรรมเนียมปฏิบัติที่ควรจับตามองในพิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าชายแฮร์รีและเมแกน มาร์เคิล