เมืองไทยในอดีต: “ดินแดนเสรีชนแห่งเอเชีย” - National Geographic Thailand

เมืองไทยในอดีต: “ดินแดนเสรีชนแห่งเอเชีย”

เมืองไทยในอดีต: “ดินแดนเสรีชนแห่งเอเชีย”

เวลาผ่านไปกว่า 20 ปี หลังตีพิมพ์สารคดีเกี่ยวกับเมืองไทยเรื่องแรกๆ อาทิ การคล้องช้างในสมัยรัชกาลที่ 5 และพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ก็กลับมาเยือนสยามประเทศอีกครั้งด้วยการตีพิมพ์สารคดีเรื่อง “ดินแดนเสรีชน” แห่งเอเชีย หรือ “Land of the Free” In Asia ในนิตยสารฉบับเดือนพฤษภาคม ค.ศ 1934 โดยเป็นผลงานของนักเขียนและช่างภาพมากฝีมือผู้ใช้ชีวิตอยู่ในสยามนานหลายปีอย่างดับเบิลยู. โรเบิร์ต มัวร์ ผู้เขียนตระเวนเดินทางไปทั่วประเทศตั้งแต่เหนือจรดใต้ เก็บภาพวิถีชีวิตทั้งในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ และหัวเมืองทั้งเหนือใต้ ภาพผู้คนหลากเชื้อชาติ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงวัดวาอาราม สถาปัตยกรรม และงานพระราชพิธีต่างๆ นับเป็นสารคดีสมบูรณ์ชิ้นหนึ่งที่ช่วยให้ชาวตะวันตกรู้จักกับสยามประเทศ ข้อความหลายตอนสะท้อนความเป็นไปของสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

เรื่องและภาพถ่าย: ดับเบิลยู. โรเบิร์ต มัวร์

“สยามเป็นบ้านของผมตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ระหว่างที่ผมเดินทางตระเวนไปทั่วราชอาณาจักรที่น่าสนใจแห่งนี้ ผมพบว่า สยามยังคงมีมนตร์เสน่ห์แห่งดินแดนตะวันออก แต่ก็แฝงแง่มุมอันหลากหลายที่สะท้อนให้เห็นถึงความทันสมัย แม้จะเปิดรับและหล่อหลอมอิทธิพลจากตะวันตก สยามยังคงสามารถรักษาเอกลักษณ์ของตนไว้ได้ จึงมีน้อยประเทศนักที่สามารถอวดความขัดแย้งอันมีสีสันได้เช่นนี้”

เมืองไทยในอดีต
อาทิตย์อัสดงเขตร้อนอาบไล้วัดอรุณ: “ปรางค์ประธานสูง 73 เมตรและปรางค์บริวารทั้งสี่ของวัดอรุณราชวราราม (หรือวัดแจ้ง) ประดับตกแต่งด้วยเครื่องกระเบื้อง ท่ามกลางแสงทองยามเย็น แสงอาทิตย์ยามเช้า หรือแสงจันทร์นวลตา นี่คือสถานที่อันเป็นหมุดหมายสำคัญแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ”
เมืองไทยในอดีต
งานเทศกาลที่พระเจดีย์สูงใหญ่ที่สุดในสยาม: “พระเจดีย์สูงใหญ่กว่าตึก 30 ชั้นที่จังหวัดนครปฐมประดับตกแต่งด้วยกระเบื้องดินเผาเงางามยามต้องแสงอาทิตย์ ต้นไม้ใหญ่สองข้างทางได้รับการตัดแต่งเป็นรูปกรวยสวยงาม
เมืองไทยในอดีต
ขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค: “ขบวนเสด็จพระราชดำเนินเคลื่อนผ่านพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดารามซึ่งเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีต่างๆ ทหารอัญเชิญเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศนำหน้าขบวน
เมืองไทยในอดีต
หนักมือไปหน่อย: “เพื่อความสดชื่นเย็นสบาย ชาวสยามนิยมประแป้งบนใบหน้าและเรือนร่างหลังอาบน้ำมาหมาดๆ”
เมืองไทยในอดีต
อาบเหงื่อต่างน้ำ: “การแยกข้าวเปลือกออกจากรวงด้วยการตีหรือฟาดรวงข้าวกับตะกร้าสานใบมหึมาที่เห็นอยู่นี้เป็นภาพที่พบเห็นในแถบมณฑลพายัพหรือจังหวัดทางภาคเหนือของสยาม ในพื้นที่อื่นๆมักทำกันบนลานโดยใช้แรงงานควายหรือไม่ก็แรงงานคน”

 

เรื่องแนะนำ

ชมนวัตกรรมอุโมงค์ส่งน้ำโบราณในอิหร่าน ที่ยังคงถูกใช้งานในปัจจุบัน

เรื่อง เรเชล บราวน์ มองจากด้านบนพื้นผิวทะเลทรายอันแห้งแล้งล้วนไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่หารู้ไม่ว่าลึกลงไปใต้ผืนดินอีก 100 ฟุต มี อุโมงค์ส่งน้ำโบราณ ที่นำพาความชุ่มชื้น และหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านในอิหร่านไว้ ระบบชลประทานใต้ดินนี้มีชื่อเรียกว่า “คานัต” (Qanats) นับเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่น่าอัศจรรย์ในยุคโบราณ ซึ่งถึงจะมีอายุเก่าแก่กว่า 3,000 ปี แต่คานัตยังคงถูกใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน อุโมงค์น้ำเหล่านี้จะทอดยาวจากแหล่งต้นน้ำในหุบเขา หรือแม้แต่ทะเลสาบในถ้ำลึก ด้วยพื้นผิวที่ลาดเอียงในองศาที่พอเหมาะ เพื่อให้น้ำสามารถไหลลงไปยังสถานที่ที่ต้องการในปลายอุโมงค์ได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังไม่ให้องศาของความลาดเอียงนั้นมากเกินไป มิฉะนั้นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงอาจไหลบ่าแรงเกินไปจนทำลายอุโมงค์ได้ ตลอดเส้นทางของอุโมงค์ บนพื้นดินจะมีหลุมตั้งอยู่เป็นระยะๆ หลุมเหล่านี้ช่วยให้อากาศภายในถ่ายเทแก่บรรดาคนงานที่ทำหน้าที่ขุดอุโมงค์ด้วยมือในอดีต นอกจากนั้นในตอนที่อุโมงค์ถูกขุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลุมเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นบ่อน้ำให้แก่ชาวบ้านอีกด้วย กระบวนการสร้างอุโมงค์คานัตนี้เป็นงานที่หนักหนาเอาการ อย่างไรก็ตามผลตอบแทนที่ได้รับนั้นคุ้มค่า เทคโนโลยีโบราณนี้ช่วยหล่อเลี้ยงต้นไม้ในทะเลทรายที่แห้งผากให้เบ่งบานมาแล้ว รวมทั้งยังเป็นที่นิยมอย่างมากในภูมิภาคตั้งแต่เส้นทางสายไหม ยาวไปจนถึงหลายประเทศในตะวันออกกลาง หรือแม้กระทั่งในสเปน และโมร็อกโกก็มีการค้นพบคานัตเช่นเดียวกัน Gholamreza Nabipour ชายชาวอิหร่านวัย 102 ปี เป็นหนึ่งในคนขุดอุโมงค์ไม่กี่คนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ หรือที่เรียกกันว่า “มิรับ” (Mirab) ตัวเขาพยายามถ่ายทอดภูมิปัญญานี้ไปยังชาวอิหร่านรุ่นใหม่ ซึ่งในจำนวนนั้นก็รวมถึงลูกชายของเขาเองด้วย ผู้ใช้คานัตในการลำเลียงน้ำมายังฟาร์มถั่วพิสตาชิโอของเขา ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกสมัยใหม่ ในช่วงค.ศ. 1960 – 1970 การจัดสรรปันส่วนที่ดินส่งผลให้คานัตหลายแห่งถูกทิ้งร้าง […]

ทะเลเปรียบดังลมหายใจของชาวชาวฝั่งแอฟริกาตะวันตก

ในทะเลปั่นป่วนนอกชายฝั่งแอฟริกาตะวันตก การออกเรือหาปลาหาใช่เพียงงานของผู้กล้า หากยังเป็นจารีตที่ก่อร่างสร้างชุมชนน้อยใหญ่ตามแนวชายฝั่งและความเคารพในธรรมชาติของพวกเขา ตลอดแนวชายฝั่งนี้ของเราไม่มีสิ่งใดแปลกประหลาด หากคุณตื่นเช้าพอจะเจอบรรดาเรือแคนูตอนกลับเข้าฝั่งในเมืองปอร์บูเอ  ประเทศโกตดิวัวร์  เมืองอึนเกลชี  ประเทศกานา  เมืองโอลด์เจสวาง  ประเทศแกมเบีย  เมืองกรองโปโป  ประเทศเบนิน  เมืองอาแปม  ประเทศกานา  คุณจะได้ยินเหล่าชาวประมงพูดภาษาแฟนตี  ภาษากา  ภาษาเอียเว หรือทุกภาษาที่พูดกันในกานา ตอนที่พวกหนุ่มๆ ลงจากเรือและมองเห็นหน้าค่าตา พวกเขาได้ในแสงอาทิตย์อุทัย  ขณะลากอวนขึ้นฝั่ง  เสียงขับขานของพวกเขายิ่งดังขึ้น  “เอบัย  เอบาเกโล  มาแล้วมาได้ปลามาเพียบ”  อวนแต่ละปากที่มาถึงหนักอึ้งด้วยสินทรัพย์จากทะเลลึก ปลาที่จับมาได้ไม่เคยเหมือนเดิม  จริงอยู่ที่มีพวกปลาเศรษฐกิจซึ่งคุ้นเคยกันดี  เช่น  ปลากระพงแดง  ปลาเก๋า ปลาทูน่า  ปลาแมกเคอเรล  และปลาคปันลา  (ภาษากา ใช้เรียกวงศ์ปลาเฮก)  แต่ที่ไม่เคยขาดคือพวกที่เป็นที่หมายปองและหายากอย่างเครย์ฟิช  ปลาไหล  ปลากระเบน และชนิดพันธุ์อื่นๆ ที่มาในสารพัดรูปร่างและขนาด  ทั้งที่มีกระดูกและไม่มีกระดูก ชนเผ่ากา ซึ่งเป็นเผ่าของผม ไม่กลัวสิ่งที่พวกเขาไม่รู้จัก คำกล่าวที่ว่า “อาเบลคูมา  อาบาคูมาวอ์– ขอคนแปลกถิ่น จงพบที่พักพิงในหมู่พวกเรา” เป็นปรัชญารากฐานประการหนึ่งในวัฒนธรรมของเรา ซึ่งช่วยอธิบายว่าเพราะเหตุใดชื่อสกุลพาร์กส์แบบยุโรปของผม ซึ่งนำเข้าโดยคุณปู่ชาวเซียร์ราลีโอนเชื้อสายจาเมกาผู้หนึ่ง จึงนับรวมเป็นชื่อสกุลของเผ่ากา […]