สุดยอดภาพถ่ายอุทยานแห่งชาติจากอวกาศ - National Geographic Thailand

สุดยอดภาพถ่ายอุทยานแห่งชาติจากอวกาศ

สุดยอดภาพถ่ายอุทยานแห่งชาติจากอวกาศ

มีสิ่งต่างๆมากมายที่คุณไม่สามารถมองเห็นจากห้วงอวกาศ เช่น บ้านของคุณ หอไอเฟล และทัชมาฮาล สิ่งก่อสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้นส่วนใหญ่มองไม่เห็นจากจุดที่อยู่ไกลกว่าขอบวงโคจรใกล้โลก ในทางกลับกัน เรามองเห็นความงดงามของธรรมชาติในแบบที่ต่างออกไปได้จากขอบชั้นบรรยากาศของโลก

เรื่อง มารี แมกโกรรี

อุทยานแห่งชาติ

อุทยานแห่งชาติเครเตอร์เลก / Photograph by NASA

อุทยานแห่งชาติ

อุทยานแห่งชาติโอลิมปิก / Photograph by JEFF WILLIAMS, NASA

เจฟฟ์ วิลเลียมส์ นักบินอวกาศขององค์การนาซา สร้างภาพถ่ายคอมโพสิตของอุทยานแห่งชาติโอลิมปิกภาพนี้ขึ้นโดยเน้นไปที่ธารน้ำแข็งและยอดเขาขรุขระบางแห่งที่มีชื่อเสียงของอุทยาน

อุทยานแห่งชาติ

อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน / Photograph by DIGITALGLOBE/GETTY IMAGES

น้ำพุแกรนด์พริสแมติกและกีย์เซอร์เอกเซลเซียร์อันเป็นสัญลักษณ์ของเยลโลว์สโตน มองเห็นเด่นชัดในภาพถ่ายดาวเทียมภาพนี้ แตบ่อน้ำโอพอลและบ่อน้ำเทอร์คอยส์ซึ่งเป็นที่รู้จักน้อยกว่า ก็มีค่าน่าสำรวจไม่แพ้กัน ลานจอดรถและทางหลวงทางด้านขวาทำให้เห็นมาตราส่วนของสิ่งอัศจรรย์ทางธรรมชาติขนาดโหฬารเหล่านี้

อุทยานแห่งชาติ

อุทยานแห่งชาติแกรนด์แคนยอน / Photograph by MAPS4MEDIA/GETTY IMAGES

ขอบขรุขระของแกรนด์แคนยอนตัดกับหิมะที่แผ่ขยายไปอย่างไพศาล ทำให้ภาพถ่ายดาวเทียมภาพนี้ดูเหมือนภาพนามธรรมอันซับซ้อนอย่างน่าพิศวง

อุทยานแห่งชาติ

อุทยานแห่งชาติคีไนฟยอร์ด / Photograph by NASA

คงเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่งที่จะหาตำแหน่งของคุณท่ามกลางความลึกล้ำ สีสัน และพื้นผิวในภาพถ่ายทางอากาศของธารน้ำแข็งแบร์ในอุทยานแห่งชาติคีไนฟยอร์ดภาพนี้ ชิ้นส่วนน้ำแข็งหยักแหลมที่แตกออกมาร่วงลงสู่ผืนน้ำสีฟ้าที่กำลังละลายในภาพถ่ายดาวเทียมภาพนี้

อุทยานแห่งชาติ

อุทยานแห่งชาติแคตไม / Photograph by JEFF WILLIAMS, NASA

สีฟ้าเข้มและสีขาวจ้าเริงระบำกันผ่านแสงและเงารอบๆอุทยานแห่งชาติแคตไม หมู่เมฆเคลื่อนเข้ามาจากทางขวา แต่จากท้องฟ้ามันดูกลมกลืนไปกับเทือกเขาขาวโพลน

 

เรื่องแนะนำ

ก่อนยุคพลาสติก ทุกสิ่งในชีวิตล้วนเต็มไปด้วยยาง

ในทุกวันนี้ การใช้ ยาง ยังคงแพร่หลาย แต่ในยุครุ่งเรืองของยาง ไม่ว่าจะเป็นถุงมือหรือของเล่น ล้วนทำมาจากวัสดุยืดหยุ่นชนิดนี้ทั้งสิ้น ก่อนที่ชีวิตของเรานั้นจะเต็มไปด้วยพลาสติก ในสหรัฐอเมริกานั้นเต็มไปด้วยโรงงานผลิตวัสดุจาก ยาง ในช่วงทศวรรษ 1940 มีการใช้ยาง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีราคาถูก และสามารถนำไปดัดแปลงเป็นสิ่งต่างๆ ได้ง่าย เช่นเดียวกับพลาสติกในทุกวันนี้ ยางสังเคราะห์นั้นส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม เพราะระหว่างกระบวนการผลิตยางจะมีการปล่อยเขม่าดำในชั้นบรรยากาศ และแค่ในสหรัฐอเมริกานั้นมีการทิ้งยางรถยนต์จำนวนนับล้านเส้นต่อไป เมื่อ 70 ปีที่แล้ว การผลิต ยาง ทำมาจากน้ำยางที่มาจากต้น Amazonian sharinga ในทุกวันนี้ จำนวนยางในโลก ร้อยละ 60 เป็นยางสังเคราะห์ที่ทำมาจากปิโตรเลียมที่ผ่านกระบวนการ และอีกร้อยละ 40 ยังคงมาจากต้นยางที่ปลูกอยู่ทั่วโลก เรื่องโดย SARAH GIBBENS อ่านเพิ่มเติม ยางพารา : พืชเศรษฐกิจหรือหายนะระบบนิเวศ

ความรัก ความตาย และชีวิตใหม่

เรื่องและภาพ มนูญ พงศ์พันธุ์พัฒน์ (รางวัลชมเชยโครงการ 10 ภาพเล่าเรื่องปี 7) เทศกาลของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก นอกจากวันคริสต์มาสที่คนทั่วโลกรู้จักกันดีอยู่แล้ว ยังมีอีกเทศกาลที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นคือ “สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์” ในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน ของทุกปี  เทศกาลดังกล่าวเป็นการระลึกถึงการรับทรมาน สิ้นพระชนม์ และกลับคืนชีพของพระเยซู เพื่อระลึกถึงความรักขั้นสูงสุดของพระองค์ในการเสียสละชีวิตตนเองเพื่อผู้อื่น รักและอภัยให้ศัตรูที่จับพระองค์ไปตรึงกางเขน  คริสตชนจะเตรียมตัวก่อนถึงสัปดาห์นี้ด้วยการถือศีล อดออม และอดอาหารเป็นเวลา 40 วัน เงินที่ได้จากการอดออมและอดอาหารจะนำไปบริจาค สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์เริ่มต้นจาก “วันอาทิตย์แห่ใบลาน” พิธีกรรมซึ่งจำลองเหตุการณ์สมัยคริสตกาลที่ชาวยิวนำใบลาน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการต้อนรับกษัตริย์ มาแห่ต้อนรับเมื่อพระเยซูเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม  สามวันถัดมาเป็น “วันพฤหัสศักดิ์สิทธิ์” มีพิธีรื้อฟื้นคำสัญญาแห่งการเป็นสงฆ์ของบาทหลวง พิธีเสกน้ำมันศักดิ์สิทธิ์เพื่อไว้ใช้ในพิธีต่าง ๆ พิธีระลึกถึงความรักของพระเยซูในคืนที่พระองค์ถูกจับไปทรมาน  และ“วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์” อันเป็นวันถือศีล อดออม และอดอาหารวันสุดท้าย  ส่วนวันสำคัญที่สุดคือ “วันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์” เพราะเป็นวันที่พระเยซูกลับคืนชีพจากความตาย จะเริ่มด้วยพิธีเสกไฟและเทียนปัสกา สัญลักษณ์ของการกลับคืนชีพและหมายถึงพระเยซูผู้เป็นแสงสว่างในชีวิต  หลังจากนั้นจะเป็นพิธีเสกน้ำล้างบาป เพื่อใช้ในพิธีล้างบาปให้กับคริสตชนใหม่ และวันสุดท้าย “วันอาทิตย์ปัสกา” (Easter) เป็นวันแห่งการเฉลิมฉลอง มีการนำไข่ต้ม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ถึงการฟื้นคืนชีพของพระเยซูและการเกิดใหม่ในพระเจ้าของมนุษย์ทุกคน มาตกแต่งทาสีและมอบให้กัน […]

บททดสอบลูกผู้ชาย “หน่วยซีล”

ชมภาพถ่ายแห่งความทรงจำของโปรแกรมฝึกที่ว่ากันว่าโหดที่สุด ก่อนที่ลูกผู้ชายคนหนึ่งจะได้กลายเป็น "หน่วยซีล" หน่วยรบพิเศษของทุกเหล่าทัพเต็มตัว

เมืองไทยในอดีต : บอกลาเวนิสตะวันออก

เมืองไทยในอดีต : บอกลาเวนิสตะวันออก เมืองไทยในอดีต ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ วิถีสัญจรของบางกอกส่วนใหญ่ฝากไว้กับสายน้ำ ภูมิประเทศแบบที่ลุ่มอุดมไปด้วยลำคลองหนองบึงของกรุงเทพฯ หล่อหลอมให้ชีวิตชาวเมืองผูกผสานกลมกลืนไปกับสายน้ำ เรือสารพัดประเภทสะท้อนภาพความหลากหลายและรสนิยมละเมียดละไมแห่งวิถีชโลธร เช่นเดียวกับพัฒนาการของ “เมืองน้ำ” ซึ่งชาวเมืองส่วนใหญ่ลงหลักปักฐานบนเรือแพสองฝากฝั่ง ทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาและลำคลองสาขา เนื่องจากใช้เป็นเส้นทางสัญจรและขนส่งสินค้าเกษตรได้สะดวก ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นยังมีการขุดคูคลองขึ้นมากมาย อาทิ คลองคูเมือง (คลองบางลำพูหรือ คลองโอ่งอ่าง ขุดในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) และคลองผดุงกรุงเกษม (ขุดในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) อันเป็นผลจากพระบรมราโชบายในการสร้างแนวป้อมปราการป้องกันเมืองและธรรมเนียมการสร้างเมือง คลองหลอดเปรียบเสมือนทางด่วนลัดคลองมหานาคขุดเพื่อเป็นแหล่งบันเทิงยามหน้าน้ำและเชื่อมไปยังปริมณฑล คลองแสนแสบขุดเพื่อเป็นเส้นทางลำเลียงยุทโธปกรณ์ในการศึก คลองภาษีเจริญขุดเพื่อลำเลียงน้ำตาลจากสมุทรสาครเข้ามา นอกจากนี้ยังมีคลองซอยมากมายที่ใช้สัญจรเสมือนถนนในปัจจุบัน แม้ก่อนหน้านั้นจะมีถนนที่สร้างขึ้นในเขตพระบรมมหาราชวัง (ถนนอมรวิถี ถนนจักรีจรัล และถนนเขื่อนขัณฑ์นิเวศน์) แต่ยังไม่มีผลต่อการพัฒนาการของเมืองเนื่องจากใช้สัญจรในพระราชวังเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ถนนซึ่งสร้างล้อมรอบพระราชวังเพื่อเป็นแนวป้องกันพระราชวังกับบ้านเรือนราษฎรจากเพลิงไหม้และเป็นเครื่องประดับพระราชวังตามคติเดิม (ถนนหน้าพระลาน ถนนท้ายวัง ถนนมหาราช และถนนสนามไชยในปัจจุบัน) ก็เป็นปฐมบทแห่งวิถีบก และมีราษฎรนิยมมาเดินเล่นจนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องสั่งห้าม แล้วใครต้องการถนนกันเล่า ผลของสนธิสัญญาเบาว์ริงระหว่างสยามกับอังกฤษเมื่อปี พ.ศ.2398 เปรียบได้กับการเปิดประเทศครั้งใหญ่ สถานกงสุลผุดขึ้นทางใต้พระนครมากขึ้นเช่นเดียวกับจำนวนชาวตะวันตกในกรุงเทพฯ พวกเขานำวิทยาการและวัฒนธรรมใหม่เข้ามาด้วย หนึ่งในนั้นคือรสนิยมชอบขี่ม้าเพื่อหย่อนใจเช่นเดียวกับวิทยาการใหม่อย่าง “รถม้า” ทว่าในสมัยนั้นถนนยังขรุขระและเหมาะสำหรับย่ำด้วยเท้าเปล่า พวกเขาจึงไม่มีถนนสำหรับห้อม้าหรือแล่นรถ บ่อยครั้งที่พวกเขารุกล้ำลานกว้างหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์หรือที่เรียกว่าท้องสนามไชยซึ่งเป็นที่โล่งกว้างสำหรับพระเจ้าลูกยาเธอหัดทรงม้าทรงช้าง สร้างความขุ่นเคืองพระราชหฤทัย จนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องตรัสปลอบประโลมว่า “เขาเป็นชาวต่างชาติไม่รู้ขนบธรรมเนียมกฏหมายไทย” ด้วยเหตุนี้ […]