วัคซีนโควิด-19 อีกนานแค่ไหนกว่าจะใช้ได้จริง และในประเทศไทยมีการวิจัยเรื่องนี้หรือไม่

อีกนานแค่ไหนสำหรับ วัคซีนโควิด-19

นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังเร่งพัฒนา วัคซีนโควิด-19 เพื่อรับมือกับการระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ แต่กระบวนการต่างๆ ของการผลิตวัคซีนล้วนต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งปี แล้วเราต้องรอวัคซีนที่ใช้ได้จริงอีกนานแค่ไหน

จากวันแรกของการระบาดใหญ่จนถึงวันนี้ สถานการณ์ของโรคโควิด-19 ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยจำนวนผู้ป่วยทั่วโลกขณะนี้เพิ่มจำนวนขึ้นมากกว่าล้านคนแล้ว และยังไม่มีท่าทีว่าจะถึงจุดยุติง่ายๆ ความหวังเดียวของเหล่านักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกสำหรับตอนนี้คือ วัคซีนโควิด-19 แล้วความหวังนี้ใกล้ความจริงแล้วหรือยัง

ทั่วโลกกำลังเร่งพัฒนาวัคซีน 5 รูปแบบ

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ และนักไวรัสวิทยา ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ปัจจุบันนักวิจัยจำนวนมากจากสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย บริษัท สตาร์ตอัป และบริษัทยาขนาดใหญ่ ในหลายประเทศทั่วโลก ต่างกำลังแข่งขันกันพัฒนาวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ในรูปแบบต่างๆ เฉพาะในประเทศจีนประเทศเดียว มีไม่น้อยกว่า 40 แห่ง โดยเทคโนโลยีวัคซีนที่พัฒนากันอยู่สามารถแบ่งออกเป็น 5 รูปแบบใหญ่ๆ คือ

วัคซีนโควิด-19, นักวิจัยไทย, นักไวรัสวิทยา, การผลิตวัคซีน
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา

1. Viral Vector Vaccines คือการฝากแอนติเจนของ SARS-CoV-2 เข้าไปกับไวรัสชนิดอื่นที่ติดคนได้แต่ไม่ก่อโรค แล้วใช้ไวรัสดังกล่าวกระตุ้นภูมิคุ้มกันแทนการใช้ไวรัส SARS-CoV-2 โดยตรง

2. DNA Vaccine คือ การใช้ DNA ที่สามารถสร้างแอนติเจนของ SARS-CoV-2 ได้หลังจากนำส่งเข้าไปในร่างกาย

3. RNA Vaccine รูปแบบจะคล้ายๆ กับ DNA Vaccine แต่รูปแบบนี้จะไม่เสี่ยงต่อการที่ DNA จากวัคซีนจะเข้าไปรวมกับ DNA ของเรา และปัจจุบันมีข้อมูลมาสนับสนุนว่าวัคซีนรูปแบบนี้อาจจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่า DNA Vaccine

วัคซีน, วัคซีนโควิด-19, การผลิตวัคซีน, วัคซีนในประเทศไทย, วัคซีนต้านโควิด, การผลิตวัคซีนในไทย

4. Live Attenuated Virus คือการนำไวรัส SARS-CoV-2 ที่แยกได้จากตัวอย่างผู้ป่วยมาเลี้ยงในห้องปฏิบัติการเป็นเวลานานๆ จนไวรัสอ่อนเชื้อลง ไม่ก่อให้เกิดโรค และพร้อมนำไปใช้เป็นวัคซีน

5. Recombinant Proteins คือการสร้างโปรตีนแอนติเจนสำคัญในระบบต่างๆ เช่น แบคทีเรีย ยีสต์ หรือ เซลล์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม และนำโปรตีนที่สร้างได้เหล่านั้นมาใช้เป็นวัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

(อ่านเพิ่มเติม : นักวิทยาศาสตร์พยายามหาข้อมูลการรักษาโควิด-19)

วัคซีนต้นแบบเริ่มทดสอบในมนุษย์

นับตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา คณะนักวิจัยชาวจีนในเมืองอู่ฮั่น ประสบความสำเร็จในการถอดรหัสพันธุกรรมของไวรัส SARS-CoV-2 ซึ่งก่อโรคโควิด-19 เปรียบเสมือนการส่งสัญญาณให้งานวิจัยด้านวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลกเริ่มต้นเดินหน้าทันที

ดร.อนันต์กล่าวและเสริมว่า ข้อมูลทางพันธุกรรมของไวรัส SARS-CoV-2 จากประเทศจีน ช่วยให้นักวิจัยทั่วโลกสามารถนำมาใช้เป็นจุดตั้งต้นสำหรับการออกแบบวัคซีนในรูปแบบต่างๆ

หลังจากนั้นเพียง 3 เดือน วัคซีนต้นแบบอย่างน้อย 2 ชนิด ได้ถูกนำมาใช้ทดสอบความปลอดภัยในมนุษย์ (Clinical phase I) แล้ว อีกทั้งยังมีวัคซีนต้นแบบอีกจำนวนมากที่อยู่ในช่วงทดสอบประสิทธิภาพการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในสัตว์ทดลอง ซึ่งนับได้ว่าการพัฒนาวัคซีน COVID-19 มีความคืบหน้ารวดเร็วมาก

วัคซีน, วัคซีนโควิด-19, การผลิตวัคซีน, วัคซีนในประเทศไทย, วัคซีนต้านโควิด, การผลิตวัคซีนในไทย

คาดว่าหนึ่งปีวัคซีนโควิด-19 สำเร็จ

ต้องยอมรับว่าการพัฒนาวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพต้องอาศัยเวลา เพราะนอกจากการคิดค้นพัฒนาในห้องปฏิบัติการแล้ว ยังต้องมีการทดสอบในสัตว์ทดลองและการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ ซึ่งกว่าจะได้วัคซีนโควิด-19 มาใช้ได้จริงนั้นยังต้องใช้เวลานับปี

ดร.อนันต์ กล่าวว่า ขั้นตอนการพัฒนาวัคซีนจะเริ่มจากการสร้างวัคซีนต้นแบบในห้องปฏิบัติการและทดสอบประสิทธิภาพการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในสัตว์ทดลอง ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นเพียงขั้นตอนแรก และใช้เวลามากน้อยแตกต่างกันขึ้นอยู่กับธรรมชาติของระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้นขึ้น

แต่หลังจากที่วัคซีนต้นแบบผ่านขั้นตอนนี้แล้ว วัคซีนจะต้องผ่านการทดสอบในมนุษย์อีกหลายขั้นตอน เช่น การทดสอบความปลอดภัยของวัคซีนในมนุษย์ การทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนในอาสาสมัครไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง ซึ่งในสภาวะปกติขั้นตอนทั้งหมดนี้จะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี และใช้งบประมาณที่สูงมาก

อย่าไรก็ตาม สำหรับกรณีที่เร่งด่วนอย่างวัคซีนโควิด-19 การทดสอบในมนุษย์น่าจะสามารถเร่งรัดให้ไวขึ้นได้  ระยะเวลาที่ผลิตวัคซีนออกมาใช้จริงน่าจะใช้เวลามากกว่าหนึ่งปี ทั้งนี้ คาดเดาจากสมมติฐานที่ว่า วัคซีนดังกล่าวปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ยอมรับได้

วัคซีน, วัคซีนโควิด-19, การผลิตวัคซีน, วัคซีนในประเทศไทย, วัคซีนต้านโควิด, การผลิตวัคซีนในไทย

เสี่ยงหรือไม่ที่วัคซีนโควิด-19 พัฒนาอย่างรวดเร็ว

การพัฒนาวัคซีนในช่วงเวลาอันรวดเร็ว อาจทำให้หลายคนกังวลใจว่า วัคซีนที่พัฒนาขึ้นจะมีความปลอดภัยหรือไม่ ดร.อนันต์ อธิบายว่า โดยทั่วไป วัคซีนที่ใช้ในมนุษย์ต้องผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยที่เข้มงวดมาก ซึ่งคิดว่าการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ทุกชนิด จำเป็นต้องผ่านการทดสอบดังกล่าวด้วยเช่นกัน ส่วนตัวไม่มีความกังวลเรื่องของความปลอดภัยของการใช้วัคซีน แต่การพัฒนาที่รวดเร็วอาจทำให้ข้อมูลด้านประสิทธิภาพในมนุษย์ไม่มากพอ ซึ่งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นน่าจะเป็นเรื่องของประสิทธิภาพการคุ้มกันโรคมากกว่าด้านความปลอดภัย

“จากข้อมูลของผู้ป่วยโควิด-19 ที่หายเป็นปกติพบว่า ปริมาณแอนติบอดีหรือภูมิต้านทานที่เพิ่มขึ้นสามารถควบคุมไวรัสในร่างกายได้ดีมาก ถ้าวัคซีนที่พัฒนาขึ้นสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ใกล้เคียงกับธรรมชาติ เชื่อว่าการฉีดวัคซีนให้ประชากรส่วนใหญ่จะสามารถควบคุมการระบาดได้”

วัคซีน, วัคซีนโควิด-19, การผลิตวัคซีน, วัคซีนในประเทศไทย, วัคซีนต้านโควิด, การผลิตวัคซีนในไทย

ประเทศไทยต้องพัฒนาวัคซีนโควิด-19

เนื่องจากการระบาดของโรค COVID-19 มีผลกระทบอย่างรุนแรงทั่วทั้งโลก โดยเฉพาะประเทศหลักที่มีโรงงานผลิตวัคซีนอย่างสหรัฐอเมริกา จีน หรือกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป หากการพัฒนาวัคซีนประสบความสำเร็จและผลิตใช้ได้จริง แน่นอนว่า ผู้ที่ได้ใช้วัคซีนเป็นลำดับแรกๆ คือประชากรภายในประเทศนั้นๆ โอกาสที่ประเทศไทยจะได้รับวัคซีนมาใช้อาจต้องใช้เวลาอีกนับปี ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพและกำลังการผลิตวัคซีนของประเทศผู้ผลิต ดั้งนั้นการวิจัยพัฒนาวัคซีนได้เองในประเทศ นับเป็น ‘การพึ่งพาตนเอง’ ที่สำคัญและจำเป็นอย่างมากในยามเผชิญภาวะวิกฤติ

ขณะนี้หลายหน่วยงานในประเทศไทยได้เร่งเดินหน้าทำงานวิจัยด้านวัคซีนอย่างเต็มที่ โดยความคืบหน้าส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วง Pre-clinical phase คือ การพัฒนาวัคซีนต้นแบบ ซึ่งนักวิจัยไทยมีความสามารถในการวิจัยและพัฒนาวัคซีนได้ไวและแข่งขันกับนานาชาติได้ ดร.อนันต์ กล่าวและเสริมว่า แต่สิ่งที่เป็นข้อจำกัดของการพัฒนาวัคซีนในประเทศไทยคือ ยังขาดโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้วัคซีนถูกนำไปใช้จริงได้ เช่น โรงงานวัคซีนที่พร้อมขยายขนาดในระดับอุตสาหกรรม และห้องปฏิบัติการทดสอบวัคซีนในสัตว์ทดลองที่มีความปลอดภัยสูง (Animal Biosafety Level 3 facilities)

ดังนั้น จากสถานการณ์การระบาดใหญ่ครั้งนี้ สิ่งที่ประเทศไทยต้องเตรียมดำเนินการต่อไป เพื่อเตรียมรับมือกับโรคอุบัติใหม่ในอนาคต คือการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและการสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะโรคอุบัติใหม่ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

วัคซีน, วัคซีนโควิด-19, การผลิตวัคซีน, วัคซีนในประเทศไทย, วัคซีนต้านโควิด, การผลิตวัคซีนในไทย

ความคืบหน้าวัคซีนโควิด-19 ฝีมือนักวิจัยไทย

สวทช. ถือเป็นหน่วยงานที่มีนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย โดยเฉพาะด้านการวิจัยและพัฒนาวัคซีนต่อเชื้อไวรัสโคโรนา และการสร้างระบบเซลล์ที่รองรับการขยายขนาดวัคซีนได้

ดร.อนันต์ กล่าวว่า ขณะนี้นักวิจัยของไบโอเทค สวทช. โดยกลุ่มนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ซึ่งเป็นกลุ่มแรกๆ ของโลกที่สามารถพัฒนาระบบการสร้างอนุภาคไวรัสโคโรนาที่ก่อโรคท้องเสียในลูกสุกรได้ โดยระบบดังกล่าวเป็นที่ยอมรับว่าสามารถนำไปต่อยอดเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพได้จริง แต่เนื่องจากไวรัส SARS-CoV-2 เป็นไวรัสที่ถูกควบคุมเป็นพิเศษ จึงจำเป็นต้องใช้ห้องชีวนิรภัยระดับ 3 ดังนั้นหากต้องสร้างอนุภาคไวรัสในห้องปฏิบัติการ จะทำให้การพัฒนาวัคซีนที่ดำเนินการอยู่ไม่สามารถทำได้

“ดังนั้นงานวิจัยด้านวัคซีนที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันจึงเป็นการใช้เทคโนโลยีที่ไม่ต้องใช้เชื้อไวรัสโดยตรง เช่น การสร้างโปรตีนสไปค์เพื่อเป็นแอนติเจน การสร้าง DNA และ RNA Vaccine และการนำ Virus Vector อย่างวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ที่มีการแสดงออกของแอนติเจนของไวรัส SARS-CoV-2 ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงทดสอบความสามารถของวัคซีนในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในหนูทดลอง”

ห่างไกลโควิด-19 ด้วยการรักษาระยะห่างทางสังคม

ในช่วงเวลาที่ยังไม่มีวัคซีนช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อคุ้มภัยให้กับประชาชนได้ ข้อแนะนำที่ดีที่สุดคือ การมีระยะห่างทางสังคม หรือ Social distancing
ดร.อนันต์ กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ตอนนี้คงต้องอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ทุกคนมีสิทธิ์เป็นผู้แพร่เชื้อมาหาเราได้ เราจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นอย่างเคร่งครัด การใส่หน้ากากอนามัยมีความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อจากตัวเราไปสู่คนอื่นและสิ่งแวดล้อมได้

(อ่านเพิ่มเติม: สัตว์เหล่านี้ก็เว้นระยะห่างทางสังคม เมื่อสมาชิกในฝูงแสดงอาการเจ็บป่วย)

นอกจากนี้ การล้างมือบ่อยๆ ยังมีความจำเป็น และต้องปฏิบัติเป็นประจำ เพื่อป้องกันเชื้อโรคสะสมที่มือ และถ้าเรากลายเป็นผู้ป่วยโควิด-19 ขอให้ตั้งสติและเข้าใจว่า มากกว่าร้อยละ 80 ของผู้ป่วยสามารถหายได้เอง โดยไม่ต้องใช้ยาต้านไวรัสพิเศษใดๆ แต่ถ้ามีอาการไข้สูง หายใจติดขัด แสดงว่าอาจมีอาการปอดบวม ต้องรีบพบแพทย์ในทันที

ขอขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ: สารกำจัดเชื้อไวรัสและเชื้อโรคที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติ

เรื่องแนะนำ

ฮอร์โมนพืช (Plant Hormone)

ฮอร์โมนพืช (Plant Hormone) คือสารอินทรีย์ที่พืชสร้างขึ้นเองตามธรรมชาติในบริเวณอวัยวะหรือเนื้อเยื่อส่วนใดส่วนหนึ่งของต้นพืช ก่อนทำการเคลื่อนย้ายสารดังกล่าวไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมาย เพื่อส่งสัญญาณในการเริ่มกระบวนการสร้าง ทำการควบคุม หรือเปลี่ยนแปลงส่วนต่างๆ ของพืช ทั้งด้านการเจริญเติบโตการงอกของเมล็ด การออกดอกออกผล และการผลัดใบ รวมไปถึงการยับยั้งการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาภายในต้นพืชนั้นๆ อีกด้วย ฮอร์โมนพืชมีอยู่ในพืชทุกชนิดทุกสายพันธุ์ในอาณาจักรพืช (Plant Kingdom) แม้แต่ในสาหร่ายหรือพืชโบราณต่างมีฮอร์โมนพืชทำหน้าที่เป็นตัวส่งสัญญาณ เพื่อควบคุมการเจริญเติบโตในด้านต่างๆ เช่นกัน ฮอร์โมนพืชแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ ออกซิน (Auxin) เป็นฮอร์โมนพืชที่สร้างขึ้นจากกลุ่มเซลล์เนื้อเยื่อบริเวณยอดใบอ่อน ก่อนถูกลำเลียงไปยังเซลล์เป้าหมาย มีหน้าที่กระตุ้นเซลล์ของเนื้อเยื่อให้เกิดการขยายตัว ส่งผลให้พืชเจริญเติบโตสูงขึ้นเพิ่มขนาดใบและผล ออกซินยังมีผลต่อการยับยั้งการเจริญเติบโตของตาข้าง และช่วยป้องกันการหลุดร่วงของใบ ดอกและผล อีกทั้งยังส่งผลต่อการควบคุมการเคลื่อนไหว การตอบสนองต่อแสงและแรงโน้มถ่วงของพืชอีกด้วย ไซโทไคนิน (Cytokinin) เป็นสารกระตุ้นการแบ่งเซลล์และการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ โดยเฉพาะในส่วนของลำต้นและราก ส่งเสริมการสร้างและการเจริญของตาข้าง การแผ่กิ่งก้านสาขา และการงอกของเมล็ด อีกทั้งยังช่วยป้องกันการสลายตัวของคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ช่วยให้พืชผักผลไม้มีอายุยืนและสามารถรักษาความสดใหม่เอาไว้ได้ยาวนาน เอทิลีน (Ethylene) เป็นก๊าซที่เกิดขึ้นในกระบวนการเมแทบอลิซึม (Metabolism) ของพืชโดยส่วนมากเอทิลีนถูกสร้างขึ้นเมื่อพืชมีบาดแผลหรือเข้าสู่ภาวะร่วงโรย มีส่วนช่วยเร่งการสุกของผลไม้ กระตุ้นการออกดอก การผลัดใบตามฤดูกาล และการงอกของเมล็ดพืชบางชนิด รวมไปถึงการกระตุ้นการผลิตน้ำยาง และการเกิดรากฝอยและรากแขนงของพืชอีกด้วย กรดแอบไซซิก (Abscisic acid) เป็นสารที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นได้ในทุกส่วนของต้นพืช […]

นักดาราศาสตร์ได้เปิดเผยรูปหลุมดำเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

นักดาราศาสตร์ได้ทำการเปิดเผยภาพหลุมดำเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จากการใช้กล้องโทรทรรศน์ที่มีขนาดเท่ากับโลก นี่คือเหตุผลว่าทำไมเหตุการณ์นี้ถึงสำคัญ

แขนจิ๋วของทีเร็กซ์อาจเป็นอาวุธอันตราย

แขนจิ๋วของ ทีเร็กซ์ อาจเป็นอาวุธอันตราย แขนจิ๋วสองข้างของเจ้าไดโนเสาร์ ทีเร็กซ์ เป็นปริศนาคาใจมาช้านาน ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีหลายทฤษฎีเกี่ยวกับแขนคู่นี้ ไม่ว่าจะเป็นไว้สำหรับจับเหยื่อที่กำลังดิ้นรนรอความตาย, ช่วยยันตัวไดโนเสาร์เองขึ้นมาจากพื้น หรือใช้จับคู่ของมันขณะผสมพันธุ์ ไม่ว่าแขนของมันจะมีไว้ใช้ทำอะไรก็ตาม ผลการศึกษาที่เป็นเอกฉันท์ในช่วงหลายปีมานี้ลงความเห็นว่าแขนคู่นี้เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นเศษตกค้างจากวิวัฒนาการของมัน ที่มันได้รับมาจากบรรพบรุษทีเร็กซ์ คล้ายกับปีกในนกที่บินไม่ได้และในขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์ก็เสนอว่า การที่แขนของมันมีขนาดเล็กลงนั้นมีขึ้นเพื่อจำเป็นให้รับกับศีรษะและลำคอที่ทรงพลังไปด้วยมัดกล้ามเนื้อของมัน แต่ปัจจุบันนักวิจัยชี้ว่าสิ่งที่เราเข้าใจทั้งหมดนี้อาจผิด สตีเฟ่น สแตนลีย์ นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาวาย เชื่อว่าแขนของไทแรนโนซอรัสวิวัฒนาการขึ้นเพื่อใช้ในการข่วนระยะใกล้ ซึ่งด้วยกรงเล็บแหลมความยาว 4 นิ้ว นั่นจะสร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้แก่เหยื่อที่เจอเข้ากับอาวุธร้ายอันตรายนี้เข้าไป “ในระยะใกล้ ขากรรไกรที่แข็งแรงและกรงเล็บขนาดใหญ่ของทีเร็กซ์สามารถจับเหยื่อจากด้านหลังได้อยู่หมัดและยังข่วนเหยื่อให้เป็นแผลลึกยาวเกือบเมตร ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที” สแตนลี่ย์กล่าว “ซึ่งทั้งหมดนี้มันสามารถทำซ้ำได้อีกหลายครั้งอย่างรวดเร็ว” จากการศึกษาพบว่ามีไดโนเสาร์สายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับทีเร็กซ์ใช้กรงเล็บของมันข่วนเหยื่อเช่นกัน “ฉะนั้นแล้วในแง่ของอาวุธที่น่าเกรงขาม ทำไมทีเร็กซ์จะไม่ใช่ประโยชน์จากอวัยวะนี้?” สแตนลี่ย์ถาม ตัวเขาเสนอรายงานการค้นพบนี้ เมื่อปลายเดือนตุลาคม ในซีแอตเทิล ระหว่างการประชุมที่จัดขึ้นโดยสมาคมธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกา ในกรณีนี้นักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องโฟกัสไปที่กระดูกแขนของทีเร็กซ์ ซึ่งแรงข่วนจะมีมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับสิ่งนี้ “กระดูกและข้อต่อที่ไม่ปกติ” มีส่วนช่วยให้แขนของมันเคลื่อนไหวได้หลายทิศทาง ซึ่งสนับสนุนทฤษฎีการข่วน สแตนลี่ย์กล่าว นอกจากนั้นไทแรนโนซอรัสยังเสืยกรงเล็บข้างหนึ่งของมันไปจากวิวัฒนาการอีกด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ช่วยให้แรงกดมากกว่า 50% ถ่ายเทไปที่กรงเล็บที่เหลือทั้ง 2 ข้าง และช่วยให้การข่วนเฉือนเหยื่อมีประสิทธิภาพมากขึ้น (เกราะของไดโนเสาร์สายพันธุ์นี้ก็อาจไม่ได้มีไว้แค่การต่อสู้เช่นกัน)    ข่วนเฉือนเพื่อผสมพันธุ์ อย่างไรก็ตามมีผู้เชี่ยวชาญที่ไม่เห็นด้วย “มันดูไร้เหตุผลที่จะใช้แขนเล็กๆ […]

การเรืองแสงของสิ่งมีชีวิต (Bioluminescence)

การเรืองแสงของสิ่งมีชีวิต สามารถพบได้ในสิ่งมีชีวิตหลายชนิดบนโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นฟองน้ำ แมงกะพรุน หรือปลาน้ำลึกบางชนิด รวมไปถึงสิ่งมีชีวิตบนบกจำพวกแบคทีเรีย เห็ด และเชื้อรา ขณะที่มนุษย์นำแสงสว่างมาใช้เป็นพลังงาน รวมถึงใช้เพื่อการนำทางในยามค่ำคืน แต่ การเรืองแสงของสิ่งมีชีวิต เหล่านี้ นำแสงสว่างภายในตัวเองมาปรับใช้ในหลากหลายรูปแบบ เพื่อการดำรงชีวิตและเพื่อความอยู่รอด การเรืองแสงของสิ่งมีชีวิต (Bioluminescence) คือ การสร้างพลังงานจากปฏิกิริยาทางเคมีภายในร่างกายที่ก่อให้เกิดการปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปของ “แสงสว่าง” ซึ่งนับเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญทางธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ใจ เนื่องจากพลังงานหรือแสงสว่างส่วนใหญ่ที่มนุษย์เรารู้จักนั้น มักก่อให้เกิดความร้อนหรือรังสีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต แต่การสร้างแสงในตนเองตามกลไกทางธรรมชาติของพืช เชื้อรา หรือ สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ คือ การสร้างพลังงานแสงที่เรียกว่า “แสงเย็น” (Cold Light) แสงที่ก่อให้เกิดรังสีหรือพลังงานความร้อนที่เป็นอันตรายในอัตราต่ำ กลไกของการเรืองแสงในสิ่งมีชีวิต การเรืองแสงในสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด เกิดขึ้นภายใต้สภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกันและก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นสีของแสง ตำแหน่งของแสง ช่วงและระยะเวลา หรือแม้แต่จังหวะของการเปล่งแสง อย่างไรก็ตาม สิ่งมีชีวิตเรืองแสงส่วนใหญ่มีกลไกการผลิตแสงที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน คือ การสร้างแสงสว่างจากปฏิกิริยาชีวเคมีทั้งหลายภายในเซลล์ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของสารเคมีที่เรียกว่า “เอนไซม์” (Enzyme) โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ส่วน คือสารลูซิเฟอริน (Luciferin) และเอนไซม์ลูซิเฟอเรส (Luciferase) หรือโฟโตโปรตีน […]