การกลายสภาพเป็นทะเลทราย คืออะไร มีปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลให้เกิดสถาวะดังกล่าว

การเกิดขึ้นของทะเลทราย

การกลายสภาพเป็นทะเลทราย นับเป็นอีกหนึ่งผลกระทบสำคัญจากความแปรปรวนของวัฏจักรน้ำ (Hydrological Cycle) ภาวะโลกร้อน (Globla Warming) และการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างไม่เหมาะสมในปัจจุบัน

การกลายสภาพเป็นทะเลทราย (Desertification) คือ สภาวะเสื่อมโทรมของดินในพื้นที่แห้งแล้ง จากปัจจัยทางสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกหรือผลจากการกระทำของมนุษย์ นอกจากนี้ การกลายสภาพเป็นทะเลทรายยังหมายถึงสภาวะแวดล้อมของพื้นที่ซึ่งสูญเสียความชุ่มชื้นเพราะการขาดน้ำเป็นเวลานาน จนส่งผลให้ดินเกิดการแตกระแหง เสื่อมสภาพลง และเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรของสภาพภูมิอากาศโดยรอบและพืชพรรณต่าง ๆ ที่ปกคลุมอยู่ในพื้นที่

การกลายสภาพเป็นทะเลทราย

การกลายสภาพเป็นทะเลทรายจึงนับเป็นอีกหนึ่งผลกระทบสำคัญจากความแปรปรวนของวัฏจักรน้ำ (Hydrological Cycle) ภาวะโลกร้อน (Globla Warming) และการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างไม่เหมาะสมในปัจจุบัน

ปัจจัยที่นำไปสู่ภาวะการกลายสภาพเป็นทะเลทราย

  • สภาพภูมิอากาศ : โดยเฉพาะปริมาณน้ำฝน การคายน้ำ และอุณหภูมิเฉลี่ยในแต่ละพื้นที่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลโดยตรงต่อภาวะการกลายสภาพเป็นทะเลทราย ทั้งการสูญเสียความชื้นในดิน (Soil Moisture) การสูญเสียหน้าดินจากการชะล้างพังทลาย (Soil Erosion) หรือแม้แต่การสูญเสียแร่ธาตุในดินที่ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมในท้ายที่สุด (Soil Degradation)
  • ความเสื่อมโทรมของดินตามธรรมชาติ : การชะล้างพังทลายของดินและการผุพังจากกระแสลมและคลื่นน้ำ (Weathering) ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การสูญเสียคุณสมบัติของดินในด้านต่าง ๆ ทั้งในทางกายภาพ เคมี และชีวภาพ
  • การกระทำของมนุษย์ : มีกิจกรรมมากมายที่ถูกดำเนินไปอย่างไม่เหมาะสมและเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียสมดุลภายในระบบนิเวศ ความแปรปรวนของวัฏจักรน้ำ และการเปลี่ยนแปลงไปของสภาพภูมิอากาศขนาดย่อม (Micro-Climate) ในพื้นที่ เช่น การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อเพิ่มพื้นที่ทางการเกษตรหรือเปลี่ยนเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ หรือการทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว การใช้สารเคมีในปริมาณมาก และการเร่งสร้างผลผลิตโดยปราศจากการบำรุงรักษาดินอย่างเหมาะสมล้วนนำไปสู่การสูญเสียธาตุอาหารและความอุดมสมบูรณ์ของดิน และกลายเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการกลายสภาพเป็นทะเลทรายในแต่ละพื้นที่เพิ่มสูงขึ้น

สถานการณ์การกลายสภาพเป็นทะเลทรายของโลกและผลกระทบ

ปัจจุบันมีประชากรราว 1 พันล้านคนทั่วโลกที่ประสบกับภัยพิบัติจากความแห้งแล้งและได้รับผลกระทบจากการกลายสภาพเป็นทะเลทรายที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ (กว่า 100 ประเทศ) โดยเฉพาะในแทบแอฟริกาและเอเชียที่มีประชากรส่วนใหญ่พึ่งพาหาเลี้ยงชีพจากการทำเกษตรกรรม

การกลายสภาพเป็นทะเลทราย

ถึงแม้ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของดินจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ตามสภาพภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศของโลก แต่สาเหตุหลักที่นำไปสู่ปัญหาดังกล่าวส่วนใหญ่ล้วนมาจากการบริหารจัดการน้ำและที่ดินอย่างไม่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น การผันน้ำเพื่อใช้ในการเกษตรเกินควรในอุซเบกิสถานและคาซัคสถานที่ส่งผลให้ทะเลอารัล (Aral Sea) ซึ่งเป็นทะเลปิดที่มีพื้นที่กว่า 68,000 ตารางกิโลเมตร มีปริมาณน้ำลดลงจนกระทั่งเหลือทิ้งไว้เพียงทะเลน้ำเค็มขนาดเล็กที่คร่าชีวิตพืชพรรณและสิ่งมีชีวิตโดยรอบเกือบทั้งหมด รวมไปถึงหมู่บ้านชาวประมงที่เหลือทิ้งไว้เพียงเศษซากปรักหักพัง

หรือการเติบโตของประชากรอย่างรวดเร็วในเขตพื้นที่ซาเฮล (Sahel Region) ของแอฟริกา ซึ่งเป็นเขตรอยต่อที่แบ่งเขตทะเลทรายซาฮาราทางทิศเหนือและทุ่งหญ้าสะวันนาทางทิศใต้ มีทั้งการแย่งชิงผลผลิตทางการเกษตร การเก็บเกี่ยวเพื่อการเลี้ยงสัตว์ที่เกินควร (Overgrazing) การทำเกษตรกรรมผิดกฎหมายและการแผ้วถางที่ดินเพื่ออยู่อาศัยจนพื้นที่ดังกล่าวกำลังกลายสภาพเป็นทะเลทรายอย่างรวดเร็ว

การกลายสภาพเป็นทะเลทราย
ทะเลอารัล (Aral Sea)

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อยในปัจจุบันยังส่งผลและเร่งให้หลายพื้นที่ทั่วโลกเข้าสู่การกลายสภาพเป็นทะเลทรายรวดเร็วยิ่งขึ้น การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกเพียง 2 องศาเซลเซียส สามารถนำไปสู่การสูญเสียน้ำและภาวะแห้งแล้งมากถึงร้อยละ 30 ของพื้นที่ผิวโลกทั้งหมด และเมื่อพื้นที่ส่วนใหญ่กลายเป็นทะเลทรายความสามารถของดินในการสร้างผลผลิตและอาหาร เพื่อรองรับประชากรมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในระบบนิเวศจะเกิดความไม่เพียงพออีกต่อไป ขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่ในหลายประเทศทั่วโลกยังไม่รับรู้หรือตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้เลย

การกลายสภาพเป็นทะเลทราย
ทะเลสาบชาดที่กำลังหายไป (Lake Chad)

 

ในปัจจุบัน ผลกระทบที่เกิดขึ้นในหลายประเทศอาจยังไม่เข้าสู่ขั้นภาวะวิกฤตที่ทำให้เกิดการขาดแคลนอาหารและน้ำดื่มอย่างรุนแรง แต่การกลายสภาพเป็นทะเลทรายและความแห้งแล้งอาจเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าเดิมในแต่ละปีและอาจทวีความรุนแรงยิ่งกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต หากป่าไม้บนโลกยังคงถูกตัดโค่นทำลาย หรือผู้คนส่วนใหญ่ยังมีการบริหารจัดการน้ำและใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างไม่เหมาะสม การเสื่อมโทรมและขาดความอุดมสมบูรณ์ของดินจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้เกิดความแปรปรวนต่อทั้งสภาพอากาศและวงจรต่าง ๆ ในระบบนิเวศที่จะนำโลกและสังคมของเราเข้าสู่ภาวะความอดอยาก โรคระบาด และปัญหาทางสุขภาพอนามัยอีกมากมาย

สืบค้นและเรียบเรียง

คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ และณภัทรดนัย


อ้างอิง

National Geographic – https://www.nationalgeographic.com/environment/habitats/desertification/

สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย – http://www.eric.chula.ac.th/ej/v16y2555/no2/article5.pdf

Earth Observatory – https://earthobservatory.nasa.gov/features/Desertification/desertification2.php

Encyclopaedia Britannica – https://www.britannica.com/science/desertification/Rain-fed-croplands


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : ฝนหิมะ (Sleet)

เรื่องแนะนำ

คลื่นเสียง (Sound wave) และการได้ยินเสียง

คลื่นเสียง (Sound wave) คือ คลื่นกล (Mechanical wave) ตามยาวที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ หรือ “แหล่งกำเนิดเสียง” ซึ่งต้องอาศัยตัวกลาง (Medium) ในการเคลื่อนที่ คลื่นเสียง สามารถเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางได้ทุกสถานะ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ คลื่นเสียงนั้น มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับคลื่นอื่นๆ เช่น แอมพลิจูด (Amplitude) ความเร็ว (Velocity) หรือ ความถี่ (Frequency) เสียง (Sound) คือ การถ่ายทอดพลังงานจากการสั่นสะเทือนของแหล่งกำเนิดเสียงผ่านโมเลกุลของตัวกลางไปยังผู้รับ โดยที่หูของเรานั้น สามารถรับรู้ถึงการสั่นสะเทือนของโมเลกุลเหล่านี้ได้ และได้ทำการแปลผลลัพธ์ออกมาในรูปของเสียงต่างๆ การเคลื่อนที่ของคลื่นเสียง เมื่อวัตถุเกิดการเคลื่อนที่หรือถูกกระทำด้วยแรงจากภายนอก ก่อให้เกิดการสั่นสะเทือนของโมเลกุลภายในวัตถุนั้น ซึ่งส่งผลไปยังอนุภาคของอากาศหรือตัวกลางที่อยู่บริเวณโดยรอบ  ก่อให้เกิดการรบกวนหรือการถ่ายโอนพลังงาน ผ่านการสั่นและการกระทบกันเป็นวงกว้างทำให้อนุภาคของอากาศเกิด “การบีบอัด” (Compression) เมื่อเคลื่อนที่กระทบกัน และ “การยืดขยาย” (Rarefaction) เมื่อเคลื่อนที่กลับตำแหน่งเดิม ดังนั้น คลื่นเสียง จึงเรียกว่า “คลื่นความดัน” (Pressure wave) เพราะอาศัยการผลักดันกันของโมเลกุลในตัวกลางในการเคลื่อนที่ […]

ความหนาแน่น (Density) ของสสาร

ความหนาแน่น (Density) คืออัตราส่วนของมวลต่อหนึ่งหน่วยปริมาตร ซึ่งเป็นสมบัติพื้นฐานทางกายภาพของสสาร โดยวัตถุที่มีมวลในหนึ่งหน่วยพื้นที่ที่กำหนดมากเท่าไหร่ ยิ่งแสดงให้เห็นว่าวัตถุดังกล่าวมีความหนาแน่นมากเท่านั้น นอกจากนี้ ความหนาแน่นยังแปรผันตามมวลอะตอม (Atomic Mass) ของธาตุหรือมวลโมเลกุลของสารประกอบอีกด้วย สูตรคำนวณความหนาแน่น ในการคำนวณหาความหนาแน่นของสสารความหนาแน่นมักถูกแสดงผลด้วยสัญลักษณ์ p (โร) ซึ่งเป็นตัวอักษรตัวที่ 17 ในภาษากรีกโดยคำนวณผ่านความสัมพันธ์ระหว่างมวล (Mass) หรือปริมาณเนื้อของสสารที่ถูกบรรจุอยู่ภายในวัตถุต่อหนึ่งหน่วยปริมาตร (Volume) p = m/v โดยหน่วยของความหนาแน่นที่ผู้คนนิยมใช้กันคือ กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (kg/m3) และกรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร (g/cm3) และจากสูตรการคำนวณหาความหนาแน่นข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ความหนาแน่นนั้นเป็นอัตราส่วนของมวลต่อปริมาตรที่ไม่ได้คำนึงถึงปริมาณของวัตถุหรือสารตั้งต้นทั้งหมดที่มีอยู่ในขณะนั้น ดังนั้น ความหนาแน่นจึงเป็นสมบัติที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณของสสาร (Intensive Property) ซึ่งโดยทั่วไป เราอาจสับสนระหว่างความหนาแน่นกับน้ำหนัก เนื่องจากวัตถุ 2 ชิ้นที่มีปริมาตรเท่ากัน ชิ้นที่มีความหนาแน่นมากกว่ามักมีน้ำหนักที่มากกว่า ซึ่งในความเป็นจริง ความหนาแน่นเป็นความสัมพันธ์ระหว่างมวลต่อปริมาตร จึงไม่สามารถหาข้อสรุปจากการพิจารณามวลหรือปริมาตรของสสารเพียงส่วนเดียว แต่ต้องพิจารณาตัวแปรทั้งสองควบคู่กันไป อ่านเพิ่มเติม : ความหนาแน่นของน้ำ ตารางแสดงความหนาแน่นของสสารทั่วไป สสาร ความหนาแน่น (g/cm3) อากาศ 0.0013 ขนนก […]

ไข่มุก และ ไข่มุกเมโล อัญมณีล้ำค่าจากท้องทะเล

ทำความรู้จัก “ไข่มุก” และ “ไข่มุกเมโล” หนึ่งในไข่มุกธรรมชาติที่หายากที่สุด และแพงที่สุดของโลก ไข่มุก หรือมุก เป็นอัญมณีที่เกิดจากสารอินทรีย์หรือสิ่งมีชีวิต หรือที่เรียกว่า อัญมณีอินทรีย์ (organic gems) ชนิดหนึ่ง ที่มีราคาสูงที่สุด เป็นที่นิยม และเป็นอัญมณีที่มีความสวยงามในตัวเอง มีความวาวแบบมุก (pearly) และการเกิดสีเหลือบ (iridescence) โดยไม่ต้องตกแต่งเจียระไน ตามความเชื่อตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์ ไข่มุกเป็นสัญญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ สมัยโบราณเชื่อกันว่าไข่มุกเป็นของที่มีค่าสูงส่งเหมาะสำหรับชนชั้นสูงเท่านั้น ตามนิยายปรัมปราหรือตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาเชื่อว่า ไข่มุกเป็นหยดน้ำตาแห่งความสุขของเทพธิดาที่หลั่งออกมาให้กับชะตาชีวิตของมนุษย์ ไข่มุกเมโล การจำแนกประเภทและการเกิดไข่มุก ปัจจุบัน ในตลาดการค้าอัญมนี ไข่มุกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ไข่มุกธรรมชาติ (natural pearls) และไข่มุกเลี้ยง (cultured pearls) 1. ไข่มุกธรรมชาติ (natural pearl) คือไข่มุกเกิดขึ้นเองในหอยมุกซึ่งเป็นหอยสองฝามีทั้งชนิดน้ำจืดและน้ำเค็ม อาจเกิดเนื่องมาจากเซลล์เนื้อเยื่อเจริญปลายยอดชั้นนอก (mantle) บางส่วนหลุดเข้าไปในตัวของหอยมุกโดยบังเอิญหรืออาจเป็นสิ่งแปลกปลอม เช่น เม็ดทรายขนาดเล็ก กรวด หนอนทะเล หรือตัวเบียน (parasite) […]