ประกาศรางวัล Greener Bangkok Hackathon 2022 สวน 15 นาที สู่การปฏิบัติจริง - National Geographic Thailand

ประกาศรางวัล Greener Bangkok Hackathon 2022 สวน 15 นาที สู่การปฏิบัติจริง

Greener Bangkok Hackathon 2022 ประกาศผลผู้ชนะรางวัล ที่ไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่โครงการในกระดาษ แต่ก้าวสู่การผลักดันสวน 15 นาทีให้เกิดขึ้นจริงร่วมกันกับ กทม.​ และภาคีพัฒนาเมือง

‘สวน 15 นาที’ วลีที่คุ้นหูกันอย่างยิ่งในช่วงครึ่งปีให้หลัง กับความเข้าใจถึงความสำคัญของการสร้างเมืองที่เป็นมิตรกับทุกคน จากภาคนโยบายเดินทางมาสู่การลงมือปฏิบัติจริงโดยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคีเครือข่ายนักพัฒนาเมือง จนมาวันนี้ที่ได้ผู้ชนะรางวัลจากโครงการ Greener Bangkok Hackathon 2022 เรียบร้อยแล้ว

หลังผ่านการนำเสนอโครงการและระดมสมองอย่างเข้มข้นมาเป็นเวลากว่าสองเดือน โดยตลอดกระบวนการมีการจัดสรรกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาแนวคิดโดยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขามาร่วมเปิดมุมมองของเมืองในแง่มุมที่แตกต่าง พร้อมกับการระดมสมองและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างทีมผู้เข้าแข่งขันที่มีความถนัดที่แตกต่าง งอกเงยกลายเป็นผลสรุปจากข้อเสนอที่น่าสนใจ และสามารถต่อยอดเป็นโครงการใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนได้อีก

ข้อสรุปจากนักแฮก

ผศ.ดร.นิรมล เสรีสกุล ผู้อำนวยการ Uddc-CEUS หนึ่งในเจ้าภาพใหญ่ของโครงการนี้ ได้ทำการวิเคราะห์ผลสรุปจากทั้ง 66 ข้อเสนอที่ส่งเข้าร่วมประกวด ถึงความเป็นไปได้ที่ส่งโครงการเหล่านี้ลงสู่สนามจริงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

โดยหากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาคประชาสังคม และประชาชน ร่วมกันขับเคลื่อนข้อเสนอสู่การปฏิบัติได้จริง มีความเป็นไปได้ที่กรุงเทพมหานครจะมีพื้นที่สีเขียวเป็นไปตามที่ปรารถนาจากจากปัจจุบัน 7.6 ตารางเมตร/คน เป็น 24.5 ตารางเมตร/คน รวมถึงลดระยะการเข้าถึงจาก 60 นาทีในปัจจุบัน เป็น 15 นาที ตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้

อีกส่วนที่ควรให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วนเพื่อการลงมือปฏิบัติไม่แพ้กันคือ การใช้ข้อมูล Open Data ร่วมวิเคราะห์หาพื้นที่ที่มีความเร่งด่วนและเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาตามนโยบายสวน 15 นาที โดยทำการเปรียบเทียบของเขตการให้บริการพื้นที่สีเขียวในปัจจุบัน ครอบคลุมทั้งที่ดินของภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมกันกับความหนาแน่นของพื้นที่เมือง ประชากร และพื้นที่ศักยภาพเดินได้ จนได้ข้อสรุปที่ว่า พื้นที่สีเขียว 15 นาทีของกรุงเทพฯ​ ในปัจจุบันยังครอบคลุมพื้นที่เพียง 17% และยังต้องดำเนินการอีก 83% การจัดลำดับความเร่งด่วนจึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวช่วยเร่งการพัฒนาสู่การสร้างกรุงเทพฯ เมืองที่เขียวกว่า

โดย 10 เขตเร่งด่วนในกรุงเทพฯ ที่เข้าเงื่อนไข และควรรีบดำเนินการก่อน ได้แก่ บางซื่อ บางคอแหลม ธนบุรี ป้อมปราบศัตรูพ่าย พระโขนง วังทองหลาง สวนหลวง บางนา หลักสี่ และบางกอกใหญ่ ซึ่งรศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และประธานการเปิดงานประกาศผลรางวัลได้กล่าวถึงการเดินหน้าก้าวต่อไปของกรุงเทพมหานคร

“กรุงเทพมหานครจะต้องเปิดพื้นที่และสนับสนุนให้ข้อเสนอจากแฮกกาทอนเกิดขึ้นจริง ๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยทำให้เร็ว ประเมินผลให้เร็ว และปรับแก้ให้ทันควัน เพื่อให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น”

จากทั้ง 66 ข้อเสนอที่ส่งเข้าร่วมประกวด ได้ให้แนวคิดที่ตอบทั้งการออกแบบพื้นที่สีเขียว อย่างการออกแบบพื้นที่คลอง ทางเท้า สะพานลอย การปรับการใช้งานของพื้นที่หน้าร้านสะดวกซื้อ ลานโล่งของวัด และธนาคาร รวมไปถึงข้อเสนอด้านบริบทที่รายล้อม ทั้งด้านมาตรการทางกฎหมาย ภาษีที่ดิน รวมถึงการใช้แอปพลิเคชันเข้ามาช่วยด้านการบริหารจัดการ ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์ทางกายภาพของพื้นที่สีเขียวแล้ว ยังตอบโจทย์ในด้านอื่น ๆ ด้วย อาทิ การช่วยลดผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) เช่น การซับน้ำ ในมิติสวนเกษตรกินได้ ด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคงทางอาหาร (food security) รวมถึงด้านสุขภาพอีกด้วย

และจากการนำเสนอแนวทางการต่อยอดข้อเสนอจากผู้เข้าประกวดสู่การปฏิบัติจริงบนพื้นที่นำร่อง Green Matching สวมเข้ากับพื้นที่จริง โดยเริ่มจากย่านพระโขนง-บางนา ในรูปแบบ Policy Sandbox ของกทม. สร้างย่านสีเขียว 15 นาที ด้วยโมเดลจตุรภาคี หรือ 4Ps (Public Private People Partnerships)

ทีมชนะการแข่งขัน

ผลรางวัลของทีมที่ชนะเลิศ และทีมชนะรางวัลขวัญใจมหาชน จาก 2 ประเภท ได้แก่ ประเภท A เน้นผลลัพธ์ทางด้านการออกแบบ เพื่อพัฒนาในเชิงกายภาพของพื้นที่สีเขียว รวมทั้งเป็นต้นแบบเพื่อนำไปต่อยอดขยายผลต่อไป และประเภท B เน้นผลลัพธ์ด้านกลไกและการบริหารจัดการ โดยเน้นในแนวทางการทำงานเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้เหมาะสมกับบริบทที่แตกต่าง หรือเชิงแนวคิดในการดำเนินงานของผู้รับผิดชอบพื้นที่ รวมทั้งหมด 5 ทีม ได้แก่

  • รางวัลชนะเลิศข้อเสนอประเภทเน้นผลลัพธ์ด้านการออกแบบ กลุ่มนักเรียน นักศึกษา ได้แก่ ทีม Hipstect ด้วยผลงาน Amphibious Bangkok (พื้นที่เขตจตุจักร) ที่ใช้การจัดการพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมไปพร้อมกับการเพิ่มพื้นที่สีเขียว

  • รางวัลชนะเลิศข้อเสนอประเภทเน้นผลลัพธ์ด้านการออกแบบ กลุ่มบุคคลทั่วไป ได้แก่ ทีม ร้านสะดวกสวน ด้วยผลงาน CONVENIENCE PARK (พื้นที่เขตห้วยขวาง) จากโจทย์สถานที่ที่ทุกคนเดินเข้าถึงได้ภายใน 15 นาทีอย่างร้านสะดวกซื้อมาเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการสร้างโครงข่ายสีเขียวของเมือง

  • รางวัลชนะเลิศข้อเสนอประเภทเน้นผลลัพธ์ด้านกลไกและการบริหารจัดการ กลุ่มนักเรียน นักศึกษา ได้แก่ ทีม สวนพร้อมก่อ สุดหล่อพร้อมยัง ด้วยผลงาน เหนื่อยเมื่อไร ก็แวะมา (พื้นที่เขตพระโขนงและบางนา) อีกไอเดียจากร้านสะดวกซื้อที่สร้างกลไกการบริหารจัดการเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในย่านให้กับคนในพื้นที่

  • ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศข้อเสนอประเภทเน้นผลลัพธ์ด้านกลไกและการบริหารจัดการ กลุ่มบุคคลทั่วไป ได้แก่ ทีม Green Dot. ด้วยผลงาน Green Dot. (แอปพลิเคชันการบริหารจัดการ) แอปฯ​ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างประชาชนทุกคนกับรุกขกร เพื่อการแลกเปลี่ยนแบ่งปันข้อมูลในการดูแลรักษา และบริหารจัดการพื้นที่สีเขียวในระดับนโยบายต่อไป

  • ผู้ได้รับรางวัลขวัญใจมหาชน ได้แก่ ทีม BE GREEN AGAIN ด้วยผลงาน Green Bank Near Your Area ธนาคารสาขา สู่ธนาคารสีเขียว (เขตพระโขนงและบางนา) ว่าด้วยการดึงศักยภาพในแง่การกระจายตัวของสาขาธนาคารมาเป็นจุดแข็งในการสร้างพื้นที่สีเขียวสำหรับชุมชน

 

นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการร่วมสร้างความสามัคคีของผู้คน ผ่านการขับเคลื่อนและปลดล็อกสวน 15 นาทีภายใต้ร่มของความคิดสร้างสรรค์ทั้งงานออกแบบและภาคนโยบาย ต่อจากนี้ข้อเสนอบางส่วนจะถูกนำไปปรับใช้จริง รวมทั้งพัฒนาต่อยอดไปสู่การบรรจุเป็นนโยบายและแผนปฏิบัติงานจริงของกรุงเทพมหานคร ซึ่งทั้งหมดนี้ย่อมต้องอาศัยพลังของทุกภาคส่วนทั้ง กรุงเทพมหานคร องค์กรที่เกี่ยวข้อง ภาคีเครือข่าย และภาคประชาสังคม เพื่อขยายผลให้เกิดขึ้นจริง และนำไปสู่โครงการใหม่ๆเพื่อการพัฒนาเมืองในโอกาสถัดไป


อ่านเพิ่มเติม ระดมสมองและไอเดีย Greener Bangkok Hackathon Public Presentation

เรื่องแนะนำ

World Update: นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีใช้แสงยูวีเพื่อทำให้พลาสติกย่อยสลาย

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีใช้แสงยูวีเพื่อทำให้พลาสติกย่อยสลายง่ายขึ้น พลาสติกที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติหลายชนิดสามารถนำไปจัดการได้ภายใต้การจัดการในอุตสาหกรรมบางรูปแบบเท่านั้น แต่ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ที่ศูนย์วิจัยเพื่อความยั่งยืนและเทคโนโลยีหมุนเวียน (Centre for Sustainable and Circular Technologies หรือ CSCT) จากมหาวิทยาลัยบาธ สหราชอาณาจักร ได้ค้นพบวิธีทำให้พลาสติกสลายลงได้เพียงแค่ใช้แสงยูวี โดยพลาสติกที่ใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบันคือพลาสติกที่ได้มาจากส่วนผสมวัตถุทางธรรมชาติ (PLA) ซึ่งมีคุณสมบัติย่อยสลายได้เอง แต่มีประสิทธิภาพย่อยสลายเองได้ต่ำในสภาพแวดล้อมธรรมชาติ อย่างเช่น น้ำทะเล และพื้นดิน และใช้สภาพแวดล้อมที่มีความชื้นและอุณหภูมิสูงเพื่อย่อยสลาย จากปัญหากังกล่าว ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองจนค้นพบการใช้โมเลกุลน้ำตาลกับโพลีเมอร์และนำไปปรับกับพลาสติกธรรมชาติ ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยสลายเพิ่มขึ้นร้อยละ 40 ภายใน 6 ชั่วโมงภายใต้แสงยูวี โดยเทคโนโลนีนี้สามารถใช้ได้กับกระบวนการผลิตพลาสติก สามารถนำไปปรับใช้ได้กับอุตสาหกรรมพลาสติกทั่วไป โยทางทีมวิทยาศาสตร์หวังว่าการวิจัยนี้จะช่วยทำให้ขยะพลาสติกแปรรูปได้ดีมากขึ้นในวัฏจักรสุดท้ายของการใช้งาน ดร. Antoine Buchard นักวิจัยประจำราชวิทยาลัย (Royal Society University) สหราชอาณาจักร และผู้อ่านงานวิจัยด้านเคมีพอลิเมอร์ จาก CSCT กล่าวว่า มีพลาสติกหลายชนิดที่ระบุว่า “ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ” (biodegradable) แต่นั่นจะเกิดขึ้นในการย่อยสลายในระดับอุตสาหกรรมเท่านั้น หากเป็นการย่อยสลายในครัวเรือน พลาสติกนั้นก็อาจไปอยู่ไปได้อีกหลายปี พลาสติกแบบ PLA ทำขึ้นมาจากสายของโพลิเมอร์ขนาดยาว ทำให้ย่อยสลายได้โดยน้ำหรือเอนไซม์ได้ยาก งานวิจัยนี้จึงเติม […]

World Update: วิจัยแนะโลกลด กินเนื้อ 75% แก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ

งานวิจัยแนะควรลดการ กินเนื้อ ลง 75% เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศ งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยบอนน์ ประเทศเยอรมนี ได้สำรวจการบริโภคเนื้อทั่วโลกในแง่มุมต่างๆ ซึ่งมีผลกระทบทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศ นอกจากนี้ยังมีผลด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ นักวิจัยได้ข้อสรุปว่าเพื่อบรรลุเป้าหมายในการแก้ปัญหาเรื่องสภาพภูมิอากาศ บรรดาประเทศที่ร่ำรวยต้องลดการ กินเนื้อ อย่างน้อยร้อยละ 75 และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบริโภคเนื้อจะช่วยเพิ่มความยั่งยืนให้กับโลกของเราได้  จากสถิติประชากรยุโรปแต่ละคนบริโภคเนื้อปีละ 80 กิโลกรัม ราคาของเนื้อไม่ได้วัดจากมูลค่าราคาของเนื้อเท่านั้น แต่การฟาร์มปศุสัตว์ยังมีราคาที่ต้องจ่ายจากการสร้างความเสียหายต่อสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยผลผลิตจากกระบวนการเหล่านี้ผลิตก๊าซมีเทนซึ่งเร่งภาวะโลกร้อน สัตว์แปลงแคลอรี่จำนวนหนึ่งที่ได้รับเป็นเนื้อ แต่การผลิตอาหารป้อนคนในจำนวนที่เท่ากันกับสัตว์เหล่านี้ต้องใช้พื้นที่มากกว่าซึ่งเป็นผลเสียต่อระบบนิเวศ เนื่องจากมีพื้นที่สำหรับชนิดพันธุ์ธรรมชาติลดลง ดังนั้นการลดปริมาณเนื้อที่บริโภคโดยเฉลี่ย 20 กิโลกรัมต่อปี จะช่วยชะลอปัญหาในแง่ต่างๆ  นอกจากนี้ ปัจจัยที่น่าเป็นห่วงในปัจจุบัน อย่างเช่น สงครามในยูเครนและการขาดแคลนธัญพืชในตลาดสากลยังส่งผลต่อความปลอดภัยด้านอาหาร เนื่องจากธัญพืชประมาณครึ่งหนึ่งที่ผลิตขึ้นทั่วโลกถูกใช้เป็นอาหารสัตว์ แนวทางการแก้ไขปัญหานี้อย่างหนึ่งคือการปรับภาษีเนื้อซึ่งสอดคล้องกับราคาทางสิ่งแวดล้อมที่สูงกว่าราคาปัจจุบันและสร้างแนวโน้มให้ผู้บริโภคตระหนักถึงปัญหามากขึ้น อีกหนึ่งวิธีคือการให้ความรู้เรื่องการบริโภคอย่างยั่งยืนตั้งแต่ระดับการศึกษาในโรงเรียน  ทั้งนี้พฤติกรรมบริโภคเนื้อสัตว์ควรเน้นไปที่ประเทศร่ำรวยที่สามารถเข้าถึงแหล่งอาหารทดแทนและปรับการกินอย่างยั่งยืนได้โดยไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เนื้อสัตว์จากพืชและโปรตีนทดแทนเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมได้ดี สืบค้นและเรียบเรียง กานต์ ศุภนภาโสตถิ์ Photograph by José Ignacio Pompé via unsplash ข้อมูลอ้างอิง https://www.sciencedaily.com/releases/2022/04/220425135937.htm https://european-biotechnology.com/up-to-date/latest-news/news/meat-consumption-must-fall-by-at-least-75-percent.html https://vegnews.com/2022/4/meat-consumption-must-drop-for-planet https://kesq.com/news/2022/04/26/cut-meat-consumption-by-75-per-cent-globally-to-tackle-climate-change-study/ ภาพถ่ายจาก – […]

Pavegen นวัตกรรมแผ่นปูถนน ที่สร้างพลังงานไฟฟ้าจากย่างก้าวของมนุษย์

Pavegen นวัตกรรมที่สร้างสรรค์บนพื้นฐานการออกกำลังที่เรียบง่ายที่สุด เมื่อทุกย่างก้าวของคนเมือง สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาดที่ขับเคลื่อนเมืองได้ เพพเจน (Pavegen) คือสิ่งประดิษฐ์ที่ถูกสร้างขึ้นโดย ลอว์เรนซ์ เคมบัลล์ ย้อนกลับไปในปี 2009 ลอว์เรนซ์เป็นนักศึกษาหนุ่มที่จริงจังกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เขาคิดอยู่ตลอดเวลา ว่าจะหาแหล่งพลังงานหมุนเวียนจากไหนมาใช้ได้อีก เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิลและลดการปล่อยคาร์บอน หนึ่งในก๊าซเรือนกระจก สาเหตุของภาวะโลกร้อน ทุกวันระหว่างทางมามหาวิทยาลัย ลอว์เรนซ์จะต้องผ่านสถานีวิกตอเรีย สถานีรถไฟขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อระบบขนส่งมวลชนลอนดอน และมีผู้ใช้งานราว 75 ล้านคนตลอดปี ลอว์เรนซ์เกิดแนวคิดว่า หากนำพลังงานจลน์จากการเดินขวักไขว่ของคนในสถานีวิกตอเรีย มาเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า น่าได้ผลลัพธ์ที่ดี และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเพพเจน สตาร์ตอัปที่ก่อตั้งโดยลอว์เรนซ์ ในอีกหลายปีต่อมา เพื่อพัฒนานวัตกรรมในการเก็บเกี่ยวและสร้างพลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงสร้างฐานข้อมูลจากฝีเท้ามนุษย์ เพื่อต่อยอดเป็นฟีเจอร์ที่จะเป็นประโยชน์อีกมากมายต่อไปในอนาคต เพพเจน คือแผ่นปูพื้นอัจฉริยะ เมื่อถูกเหยียบ มันจะเคลื่อนตัวไปมาประมาณ 10 มิลลิเมตร การเคลื่อนไหวนี้เองที่ไปหมุนตัวสร้างกระแสไฟฟ้าแม่เหล็ก ที่ติดอยู่ด้านล่างแผ่นปูพื้นแต่ละแผ่น โดยให้กำลังประมาณ 3 จูลต่อการก้าวเดินหรือประมาณ 5 วัตต์ต่อเนื่องในขณะที่บุคคลนั้นกำลังเดิน จากนั้นพลังงานไฟฟ้าที่ได้ จะถูกนำไปใช้กับป้ายไฟในบริเวณนั้น สำหรับช่วงกลางคืนที่ผู้คนสัญจรน้อยลง กระแสไฟฟ้าที่ถูกสร้างไว้จำนวนมากจากช่วงกลางวัน ซึ่งถูกเก็บไว้ในในแบตเตอรี่ จะถูกดึงออกมาใช้งานกับเสาไฟสาธารณะ ให้แสงสว่างยามค่ำคืน นอกจากสร้างกระแสไฟฟ้า เพพเจนยังมีอีกหนึ่งเป้าหมายคือการสร้างฐานข้อมูลเรื่องการเดินในเมือง […]

ธนาคารปู กับความยั่งยืนทางอาหาร

เธอก่อตั้ง ธนาคารปู ขึ้นมา เพราะเธอเห็นว่าทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกำลังเสื่อมโทรม เสียงเรือดังอื้ออึงไปทั่วลำคลองส่งคลื่นน้ำกระทบฝั่งดังโครมครามมาจากใต้ถุนบ้าน บ้านเรือนแต่ละหลังสร้างขึ้นมาง่ายๆ บ้างจากไม้ บ้างจากปูนรูปทรงทันสมัย ฉันอยู่ที่บ้านหัวถนน ตำบลท่ายาง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ที่นี่ ชาวประมงรวมตัวกันตั้ง ธนาคารปู หรือชมรมอนุรักษ์พันธุ์ปูปากน้ำชุมพร เพื่อรักษาและอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอันมีค่าของพวกเขาให้มีความยั่งยืน ถังพลาสติกตั้งเรียงรายอยู่บนนชานไม้ นับได้เกือบห้าสิบใบ แต่ละใบมีแม่ปูที่กำลังรอวางไข่ และบางถังก็เป็นกลุ่มพวงไข่หมึกที่รอฟักเป็นตัว สมาชิกในบ้านต้อนรับเราและเชิญให้เราไปนั่งบริเวณริมน้ำ น้องอุ้ม แกนนำชมรมอนุรักษ์พันธุ์ปู ปากน้ำชุมพร และสมาชิกในบ้าน ใช้พื้นที่บ้านของตัวเองในการเป็นแหล่งอนุบาลปูไข่ที่ติดมากับลอบวางปูของชาวประมง “เมื่อก่อนเราไม่เคยทำแบบนี้หรอกค่ะ เราทั้งจับกิน และเอาไปขายทั้งหมด ทั้งปูไข่ ปูเล็ก เราจับหมด” เธอเล่าด้วยน้ำเสียงทองแดงอย่างน่ารัก “จนมาถึงช่วงสองปีก่อน เราจับปูไม่ได้เลย หรือได้น้อยมาก” น้องอุ้มเล่าถึงสถานการณ์ที่เธอและชาวประมงในละแวกนี้พบเจอ ครอบครัวของเธอและชาวบ้านตระหนักดีว่า ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันเป็นปากท้องของพวกเขากำลังเสื่อมโทรม เธอจึงเสนอเรื่องนี้กับที่บ้านว่าต้องการทำธนาคารปู เพื่อเป็นแหล่งอนุบาลปูไข่และปูขนาดเล็ก ก่อนจะนำแม่ปูและไข่ปูกลับไปปล่อยคืนสู่ทะเล พ่อของเธอถามความสมัครใจของเพื่อร่วมอาชีพในละแวกนั้น หลายคนเห็นพ้องต้องกันว่า เราต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ก่อนจะไม่มีอาหารเหลือให้เรามีกิน “ทางครอบครัวเราเป็นคนออกค่าใช้จ่ายในการดูแลปูทั้งหมด” เธอเล่าและเสริมว่า “สมาชิกในชมรมให้แม่ปูที่มาฝากเราไว้เป็นค่าตอบแทน” ฉันเห็นกระบวนการใส่ใจของเธอในการเรียนรู้ ดูแล และจัดการกับปูเหล่านี้ ฉันรู้สึกประหลาดใจในเยาวชนหญิงผู้ไม่ได้ศึกษามาทางวิทยาศาสตร์ และอายุเพียงยี่สิบต้นๆ […]