ชมความอลังการของ ถ้ำคริสทัล ที่ต้องเสี่ยงด้วยชีวิต - National Geographic

อลังการถ้ำคริสทัล

อลังการถ้ำคริสทัล

ในร้านเหล้าที่แทบจะร้างผู้คนในเมืองทะเลทรายอันมืดมิด ชายขี้เมาร่างเตี้ยกำลังกล่อมลูกค้าให้ควักกระเป๋าซื้อสินค้า บนโต๊ะบิลเลียดข้างๆ เขา มีก้อนหินขนาดไล่เลี่ยกับถาดใบโตวางอยู่ คริสทัลสีม่วงและสีขาวที่ดูบอบบางราวกับเศษแก้วสิบกว่าแท่งโผล่ขึ้นมาจากหินก้อนนั้น ชายขี้เมาป่าวร้องว่า “300 เหรียญเอาไปเลย ไม่สนเหรอ งั้นร้อยเดียวขาดตัว ถูกเหมือนได้เปล่าเลยนะเพ่”

พื้นที่ห่างไกลทางตอนเหนือของเม็กซิโก ซึ่งอยู่ทางใต้ของเมืองชิวาวาราวหนึ่งชั่วโมงทางรถยนต์แห่งนี้ ขึ้นชื่อในเรื่องคริสทัล อีกทั้งค่าแรงน้อยนิดที่ชาวบ้านครึ่งค่อนเมืองได้รับจากเหมืองตะกั่วและเหมืองเงินในท้องถิ่นก็เป็นตัวเร่งที่ทำให้เกิดตลาดมืดขึ้น “สามสิบสนไหมเพ่” เขายื่นหน้ามาใกล้ๆ “งั้นสิบเหรียญเอ้า” ผมนึกถึงภาษิตที่ว่า อย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมา ขึ้นมาตงิดๆ หลายชั่วโมงก่อนหน้านี้ ผมยังคืบคลานอยู่ในถ้ำที่อยู่ลึกลงไปใต้ร้านเหล้า ท่ามกลางดงคริสทัลที่พูดได้ว่าใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งมีทั้งแท่งที่ใหญ่และหนา บางแท่งยาวกว่า 10 เมตรและมีอายุเก่าแก่ร่วมครึ่งล้านปี อีกทั้งใสแจ๋วและเรืองรองจนดูเหมือนมาจากนอกโลก พวกมันทำให้แท่งคริสทัลบนโต๊ะบิลเลียดกลายเป็นที่ทับกระดาษที่ดูดาดๆ ไปเลย

ถ้ำคริสทัล
นักสำรวจถ้ำในเม็กซิโกต้องเผชิญสภาพการณ์อันเลวร้าย กว่าจะได้ยลความยาวอันตระการตาของถ้ำคริสทัล

คงไม่มีอะไรเทียบได้กับคริสทัลขนาดมหึมาที่พบในถ้ำกูเอบาเดโลสกริสตาเลส หรือถ้ำแห่งคริสทัล (Cave of Crystals) อีกแล้ว ถ้ำหินปูนและคริสทัลที่ทอประกายระยิบระยับแห่งนี้ถูกค้นพบเมื่อปี 2000 โดยพี่น้องคู่หนึ่งที่ขุดเจาะลึกลงไปใต้ดินเกือบ 300 เมตรในเหมืองไนย์กาที่จัดว่ารุ่มรวยที่สุดแห่งหนึ่งของเม็กซิโก แต่ละปีที่นี่ผลิตแร่ตะกั่วและเงินได้เป็นตันๆ ทั้งคู่ประหลาดใจกับสิ่งที่ค้นพบ แต่ก็ใช่ว่าเรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกระบวนการทางธรณีวิทยาที่สร้างตะกั่วและเงินก็สรรค์สร้างคริสทัลได้เช่นกัน และที่เหมืองไนย์กานี้คนงานเคยขุดพบโพรงถ้ำคริสทัลอันน่าตื่นตามาแล้วหลายแห่ง แม้ว่าจะมีขนาดเล็กกว่าถ้ำแห่งคริสทัลมากก็ตาม เมื่อข่าวการค้นพบคริสทัลยักษ์แพร่สะพัดออกไป นักวิทยาศาสตร์พากันตั้งคำถามว่า พวกมันมีขนาดใหญ่โตถึงเพียงนี้ได้อย่างไร

เรานั่งรถตู้ลงไปตามทางที่คดเคี้ยวของปล่องเหมืองเป็นเวลา 20 นาทีจึงถึงทางเข้าถ้ำ อุณหภูมิภายในถ้ำและเหมืองส่วนใหญ่มักเย็นเยียบและคงที่ แต่ที่เหมืองไนย์กายิ่งลึกกลับยิ่งร้อน เนื่องจากที่นี่ตั้งอยู่เหนือบริเวณที่มีการแทรกซอนของหินหนืด (magma) ซึ่งอยู่ลึกลงไปจากผิวดินราว 1.5 กิโลเมตร อุณหภูมิภายในถ้ำสูงถึง 44 องศาเซลเซียส ขณะที่ความชื้นอยู่ที่ร้อยละ 90 ถึง 100 ร้อนพอที่จะทำให้เป็นลมได้ทุกครั้งไป ครั้นพอถึงปากทางเข้าถ้ำ เนื้อตัวพวกเราก็ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ การเตรียมตัวเข้าถ้ำช่างเหมือนกับการเตรียมตัวออกไปเดินในอวกาศไม่มีผิด ผมสวมเสื้อกั๊กที่มีแผ่นประคบเย็นขนาดเท่าฝ่ามือสิบกว่าแผ่นเย็บติดไว้ในกระเป๋าเสื้อทั่วทั้งหน้าอกและแผ่นหลัง แล้วสวมเสื้อกั๊กทับอีกตัวเพื่อเป็นฉนวนกันความร้อนให้แผ่นประคบเย็น ก่อนจะทับด้วยชุดสำรวจถ้ำสีส้มแปร๊ดไว้บนสุด นอกจากนี้ ยังมีหมวกนิรภัย ไฟฉายคาดศีรษะ หน้ากากกันก๊าซพิษที่จะเป่าลมเย็นจากน้ำแข็งเข้ามา ตามด้วยถุงมือและ
รองเท้าบู๊ต

ถ้ำคริสทัล
เต็นท์ติดเครื่องปรับอากาศที่อยู่ถัดจากสถานีของโจวีเนช่วยบรรเทาความร้อนให้นักสำรวจได้
ถ้ำคริสทัล
ทีมสำรวจลาเวนตาของอิตาลี ตรวจวัดสัญญาณชีพของทีมงานหลังเสร็จสิ้นภารกิจ ซึ่งส่วนใหญ่กินเวลาไม่เกิน 20 นาทีในแต่ละเที่ยว

แม้นักสำรวจถ้ำจะห่อหุ้มร่างกายด้วยเครื่องป้องกันทั้งหมดที่ว่ามา แต่ความร้อนก็อาจทำให้ถึงกับหมดเรี่ยวหมดแรงและเป็นอันตรายได้ ส่วนใหญ่แล้วการสำรวจถ้ำแต่ละครั้งจะกินเวลาไม่เกิน 20 นาที ในครั้งนี้เรามีโจวันนี บาดีโน นักฟิสิกส์จากทีมสำรวจลาเวนตา (La Venta) ของอิตาลี เป็นผู้นำทางแท่งคริสทัลเรืองแสงเหล่านี้มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร บางแท่งหนาถึงหนึ่งเมตร บนพื้นและผนังถ้ำมีกลุ่มคริสทัลขนาดย่อมลงมาที่คมเหมือนใบมีดและโปร่งใสไร้ที่ติ บาดีโนเดินอย่างระมัดระวังเพราะกลัวจะไปทำความเสียหายแก่คริสทัล ซึ่งเกิดจากเซเลไนต์ (selenite) หรือแร่ยิปซัมรูปแบบหนึ่งที่มีลักษณะโปร่งใสและอ่อนนุ่ม ขูดขีดเป็นรอยได้ง่ายหากโดนส้นรองเท้าหรือแม้แต่เล็บมือ

โครงสร้างของคริสทัลมีความเป็นระเบียบมาก โมเลกุลเหล่านี้เรียงตัวกันเป็นชั้นๆตามกฎเหล็กของธรรมชาติ แต่คริสทัลก็สะท้อนสภาพแวดล้อมของพวกมันด้วย ควนมานูเอล การ์เซีย-รูอิซ นักผลิกศาสตร์ (crystallographer) ชาวสเปน เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญคนแรกๆที่ศึกษาคริสทัลที่ไนย์กามาตั้งแต่ปี 2001 การ์เซียและเพื่อนร่วมงานปะติดปะต่อเรื่องราวการเติบโตของคริสทัลจากการตรวจสอบฟองของเหลวที่เก็บกักอยู่ในผลึก จนได้ข้อสรุปว่าน้ำบาดาลที่เจือแคลเซียมซัลเฟตซึมผ่านถ้ำหลายแห่งที่ไนย์กาเป็นเวลาหลายแสนปี โดยได้รับความร้อนจากหินหนืดที่อยู่ข้างใต้ เมื่อหินหนืดเย็นตัวลง อุณหภูมิของน้ำภายในถ้ำค่อยๆลดลงจนคงที่อยู่ที่ประมาณ 58 องศาเซลเซียส ที่อุณหภูมิระดับนี้แร่ธาตุในน้ำจะเริ่มแปรสภาพเป็นเซเลไนต์ โดยโมเลกุลจะเรียงตัวกันเหมือนอิฐก้อนเล็กๆก่อร่างขึ้นเป็นคริสทัล

ถ้ำคริสทัล
แท่งเซเลไนต์ขนาดมหึมาทำให้นักสำรวจที่อยู่ภายในถ้ำแห่งคริสทัลในเม็กซิโกซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้ทะเลทรายชิวาวัง ดูเล็กจ้อยราวกับคนแคระ คริสทัลเหล่านี้ใช้เวลาก่อร่างสร้างตัวหลายพันปี และจัดอยู่ในกลุ่มคริสทัลขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เคยค้นพบ

ส่วนในถ้ำใต้ภูเขาแห่งอื่นๆ การที่อุณหภูมิแปรปรวนขึ้นๆลงๆ หรือสภาพแวดล้อมถูกรบกวน ส่งผลให้รูปแบบการก่อตัวของคริสทัลแตกต่างออกไปและมีขนาดเล็กกว่า ทว่าสภาวะต่างๆภายในถ้ำแห่งคริสทัลนี้ไม่เปลี่ยนแปลงเลยตลอดช่วงเวลานับพันๆปี คริสทัลจึงเติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆภายใต้การโอบอุ้มของความเงียบสงัดและเกือบนิ่งสนิท กระทั่งราวปี 1985 นี้เองที่กระบวนการเติบโตหยุดชะงักลงหลังคนงานเหมืองใช้เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่สูบน้ำ ทำให้ระดับน้ำใต้ดินภายในถ้ำลดลงโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขณะนี้ทีมนักสำรวจและนักวิทยาศาสตร์กำลังทำการวิจัยและถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีอยู่ในถ้ำ สไตน์-เอริกเลาริตเซน อาจารย์ด้านธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยเบอร์เกนในนอร์เวย์ กำลังเก็บตัวอย่างคริสทัลเพื่อนำมาหาอายุโดยหาปริมาณยูเรเนียมต่อตะกั่ว (uranium thorium dating) ในผลการวิจัยเบื้องต้นเขาสันนิษฐานว่าแท่งคริสทัลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีอายุราว 600,000 ปี ส่วนเพเนโลปี บอสตัน รองศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ทางถ้ำและคาสต์ [karst คือพื้นที่หินปูนที่น้ำชะหินออกไปมากจนเป็นตะปุ่มตะป่ำ] ที่มหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโกเทคได้ตรวจหาจุลินทรีย์ที่อาจอาศัยอยู่ท่ามกลางคริสทัล

คริสทัลบางแท่งมีฟองของเหลวเล็กจิ๋วซึ่งเป็นสิ่งที่การ์เซียศึกษา ส่องประกายแวววาวเมื่อกระทบแสงไฟ ฟองเหล่านี้คือไทม์แคปซูลขนาดจิ๋ว ทีมนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลีนำโดยอันนา มาเรีย แมร์กูรี ได้สกัดละอองเรณูที่อาจถูกกักเก็บไว้ในมลทิน (inclusion) หรือสิ่งแปลกปลอมในแร่ออกมา ละอองเรณูพวกนี้ดูเหมือนมีอายุ 30,000 ปีและแสดงให้เห็นว่าพื้นที่แถบนี้ของเม็กซิโกเคยปกคลุมด้วยผืนป่า ไม่ใช่ทะเลทรายอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ คริสทัลเรียวยาวแท่งหนึ่งมีรอยแผลลึกจากการที่มีคนพยายามตัดมันออกมา นักสะสมอาจยอมควักกระเป๋าหลายหมื่นเหรียญสหรัฐเพื่อแลกกับคริสทัลจากถ้ำแห่งนี้ ต่อมาเจ้าของเหมืองจึงติดตั้งประตูเหล็กหนักอึ้งเพื่อป้องกันขโมย แม้เท่าที่ผ่านมาวิธีนี้ดูเหมือนจะได้ผล แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าจะอีกนานเท่าไร เพราะคนงานเหมืองล้วนเข้าถึงเครื่องมือขุดเจาะและวัตถุระเบิด และแม้ว่าเราจะสามารถหยุดยั้งการทำเหมืองและโครงการก่อสร้างต่างๆเพื่ออนุรักษ์แหล่งโบราณคดีได้ แต่ในเม็กซิโก แร่ธาตุซึ่งรวมทั้งคริสทัล ไม่อยู่ในข่ายที่ได้รับการปกป้องเช่นนั้น

ถ้ำคริสทัล
คนงานขุดเจาะถ้ำเพื่อวางสายเคเบิลและท่อในเหมืองไนย์กา การขุดค้นเมื่อปี 2000 นำไปสู่การค้นพบถ้ำคริสทัลยักษ์เข้าโดยบังเอิญ นอกจากนี้ยังมีการค้นพบโพรงถ้ำที่มีคริสทัลขนาดเล็กกว่าอีกหลายแห่งในเหมืองที่ผลิตตะกั่วได้มากที่สุดของเม็กซิโกแห่งนี้

นอกจากนี้ คริสทัลยังอาจถูกคุกคามจากภาวะขาดแคลนน้ำ ตอนที่ถ้ำยังมีน้ำหล่อเลี้ยง น้ำได้ช่วยพยุงและรักษาสภาพแท่งคริสทัลเอาไว้ ทว่าปัจจุบันถ้ำกลับแห้งผาก และอากาศก็เข้ามาแทนที่ คริสทัลจึงอาจค่อยๆ โค้งงอหรือแตกร้าวเพราะน้ำหนักของตัวมันเอง ซ้ำร้ายยังอาจขุ่นมัวเพราะมีก๊าซอย่างเช่นคาร์บอนไดออกไซด์ไหลเข้าสู่ถ้ำ ผู้บริหารเหมืองบอกผมว่า บริษัทเปโญเลสของ เขายอมทุ่มเทเพื่ออนุรักษ์คริสทัลเหล่านี้ไว้ แต่เป้าหมายหลักของทางบริษัทไม่ใช่คริสทัล หากเป็นการทำเหมืองแร่เงินและตะกั่ว บาดีโนและคนอื่นๆ หวังจะโน้มน้าวให้บริษัทปกป้องคริสทัลมากขึ้น (เช่น มีการพูดถึงการรณรงค์ให้องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนที่นี่เป็นมรดกโลก) แต่ทุกวันนี้อนาคตของแท่งคริสทัลยังแขวนอยู่บนเส้นด้าย โดยอาจเป็นที่รู้จักนอกเม็กซิโกมากกว่าในประเทศเสียอีก

เราหยุดพักกันครู่หนึ่ง ทุกอย่างรอบตัวเปล่งประกายระยับ ราวกับว่าเรากำลังยืนอยู่ข้างในดวงดาวสุกสกาวบาดีโนหันกลับมา ถอดหน้ากากออกแล้วพูดทั้งรอยยิ้มว่า “เอาเถอะครับ แค่ได้มาเห็นที่นี่ก็นอนตายตาหลับแล้วละ”

มหาวิหาร ดวงดาว หลุมฝังศพ คือคำอุปมาที่เราเฟ้นหามาอธิบายความงามอันน่าพิศวงที่ปรากฏแก่สายตาเราออกจากถ้ำหลังเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง เนื้อตัวชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ เลือดลมสูบฉีดแรง ผู้สร้างหนังสารคดีที่แวะมาเยี่ยมถามผมว่า ถ้ำแห่งคริสทัลหน้าตาเป็นอย่างไรผมจนใจอธิบายไม่ถูก เขาได้แต่พยักหน้าอย่างเข้าใจ “เอสโกโมอุงซูเอโญเดนีโญ” เขาว่า “เหมือนกับความฝันในวัยเยาว์ใช่ไหมครับ”

เรื่อง นีล ชี

ภาพถ่าย คาร์สเทน ปีเตอร์

ถ้ำคริสทัล
คริสทัลที่เปล่งประกายเหล่านี้ยังดูสมบูรณ์อยู่ก็จริง แต่พวกมันก็กำลังเผชิญกับภัยคุกคามนานัปการจากน้ำมือมนุษย์ แม้เจ้าของเหมืองจะจำกัดการเข้าชมถ้ำ แต่นักวิจัยคาดหวังให้มีการออกกฎหมายคุ้มครอง

 

อ่านเพิ่มเติม

ผู้คนเหล่านี้ยังคงใช้ ชีวิตในถ้ำ ของสเปน

 

เรื่องแนะนำ

คลื่นชีวิตกลางทะเล

คลื่นชีวิตกลางทะเล การเปลี่ยนแปลงของกาลเวลาที่รุดหน้า การพัฒนาการของสิ่งรอบกายไม่เคยหยุดอยู่กับที่ คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตแอบอิงวิถีที่แข่งขันจึงมีภูมิคุ้มกันในสังคมโลกยุคโลกาภิวัตน์ แต่ก็มีกลุ่มคนบางกลุ่มเล็กๆในท้องทะเลอันดามันของประเทศไทย ที่ขาดภูมิคุ้มกันในด้านการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ กรปรกับการดูแลของภาครัฐที่ดูแลไม่ทั่วถึง จึงทำให้ชีวิตของญาติพี่น้องพวกเขาบางครั้งก็ต้องดำเนินไปด้วยความอดสู แม้ในอดีตจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์สำคัญในการใช้เป็นเครื่องมืออ้างสิทธิ์ในดินแดนทางชายฝั่งทะเลก็ตาม หากจะพูดถึง ชาวเลในประเทศไทย ซึ่งกระจายอยู่บริเวณชายฝั่งและหมู่เกาะในท้องทะเลอันดามัน โดยจะแบ่งเป็น 3 ชาติพันธุ์ คือ มอแกน(สิงทะเล) มอแกลน(สิงบก) และอูรักลาโว้ย ซึ่งเป็นชาวเลกลุ่มใหญ่ที่สุด ซึ่งในปัจจุบันส่วนใหญ่ลงหลักปักฐานอยู่ถาวร ทำอาชีพประมง รับจ้างทั่วไปจนซึบซับวิถีคนเมืองและการเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างในชีวิตประจำวัน ชาวเล มักตั้งรกรากกับผืนทะเลอันสวยงาม ซึ่งอนาคตของชีวิตในผืนดินราคาแพงกลับอยู่บนความไม่แน่นอนของเงาอิทธิพล เมื่อพื้นที่ของการจัดสรรที่ดินให้กับชาวเลเพื่อตั้งบ้านเรือนและสร้างชุมชน มีเอกสารสิทธิ์ซ้อนทับ แม้แต่พิธีการต่างๆจะเริ่มขึ้นที่หลาโต๊ะเก่าแก่ตั้งอยู่รอบบริเวณที่ดินของเอกชน ซึ่งการจะเข้าไปทำพิธีจะต้องขออนุญาตผ่านเจ้าของที่ดินรอบข้างเสียก่อน แล้วนับประสาอะไรกับบ้านเรือนของชาวเลที่ปัจจุบันนี้เกาะที่เป็นเหมือนบ้านบรรพบุรุษกลับกลายเป็นคนนอกขออยู่อาศัยที่แสนลำเค็ญ หรือแม้กระทั่งสวัสดิการต่างๆที่ควรจะได้รับ ซึ่งแม้แต่บัตรประชาชนอันเป็นความปรารถนาที่สุดของชีวิต โดยปัจจุบันเป็นเพียงราษฎรที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน การออกไปไหนมาไหนบนฝั่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หรือแม้แต่สวัสดิการด้านสาธารณสุขยิ่งมืดมน หากเป็นชาวเลที่อาศัยอยู่ตามเกาะยิ่งแล้วใหญ่ เมื่อสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่ยังเข้าไม่ถึง ไฟฟ้า ถนน สะพาน ทำให้ชีวิตของพวกเขายังคงต้องดำรงเสมือนคนเร่ร่อนทั้งๆที่รอบตัวเขาพัฒนาไปไกลแล้วก็ตาม คนไทยกับชาวเล ก็คือคนเชื้อชาติเดียวกัน คล้ายครั้งเราใช้ประโยชน์จากพวกเขาเพื่ออ้างสิทธิ์ในดินแดนว่าเคยมีคนไทยอาศัยอยู่ แต่น่าเสียใจเมื่อในหลายๆที่ พวกพี่น้องของเค้ายังไม่ได้รับการดูแลที่ดีจากทางภาครัฐเลย วันนี้ชาวเลที่เข้าใจวัฒนธรรมและประเพณีดั้งเดิมเหลืออยู่เพียงคนวัยชราเพียงไม่กี่คน อนาคตของความเป็นตัวตนของพวกเขากำลังนับถอยหลัง เพราะชาวเลยุคใหม่ไม่ให้สนใจของดั้งเดิมอีกแล้ว พรุ่งนี้ชาวเลที่กำลังจะมาถึง เขาอาจจะหลับไปแล้วตื่นมาพร้อมกับความเป็นตัวตนที่ฝังอยู่ใต้สุสานในหมู่บ้านโดยไม่มีวันหวนกลับก็ได้ เรื่องและภาพ กิตติธัช โพธิวิจิตร […]

บรรดาผู้ศรัทธาเหล่านี้นับถือเอเลี่ยน

พวกเขาเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาเดินทางมายังโลกเมื่อ 32,000 ปีก่อน เพื่อชี้นำแนวทางให้แก่มนุษย์ วัฒนธรรมของพวกเขาปรากฏผ่านการรวมทุกศาสนา และอารยธรรมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นความแฟนตาซี

“The Dogist” หนึ่งวันชีวิตอัศจรรย์ของช่างภาพหมาเดินถนน

“ขอผมถ่ายรูปหมาคุณได้ไหม” เอไลอัส ไวสส์ ฟรีดมัน พูดซ้ำๆ กับเจ้าของหมาบนถนนในนิวยอร์ก  เขาหมอบลง บีบลูกบอลในมือ ทำเสียงเห่าปลอมๆ เจ้าหมาหันมามองอย่างฉงน โพสต์ท่าเหมือนหมามืออาชีพ และเขากดชัตเตอร์รัวๆ  ฟรีดมันต่างจากช่างภาพคนอื่นที่เดินเร่ไปตามถนนเพื่อถ่ายคน  เขาไม่เหมือน สก็อต ชูมันน์ ช่างภาพสตรีตแฟชั่นชื่อดังเจ้าของเว็บ The Sartorialist ที่คอยจับภาพคนแต่งตัวเก๋ๆ บนถนน และไม่สนใจชีวิตของผู้คนสามัญในนิวยอร์กอย่าง แบรนดอน สแตนตัน แห่ง Humans of New York เขาสนใจหมามากกว่าเจ้าของที่จูงมัน (ยกเว้นถ้าเห็นความพิเศษบางอย่าง)  ฟรีดมันอัปรูปบรรดาหมาๆ ที่เขาถ่ายมาลงเพจ The Dogist ที่มียอดผู้ติดตาม 1.7 ล้านไลก์  แต่ละโพสต์ เขาได้ 500 ไลก์ต่อนาที  และไม่เคยจ่ายเงินบูสต์โพสต์เลย  เขาบอกว่าไม่ต้องรอให้มีเงินเหลือเฟือก่อนค่อยออกเดินทางถ่ายภาพกับหมาๆ เพราะตอนนี้เขาทำมันอยู่  เมื่อสองปีก่อนตอนตกงาน เขาเริ่มออกถ่ายภาพหมาตามถนน ตอนที่ยังไม่มีใครรู้จักเขา แล้ววันหนึ่งเขาก็กลายมาเป็น The Dogist ที่ใครๆ ทักทาย นอกจากกล้องตัวใหญ่ ฟรีดมันสวมสนับเข่าทั้งสองข้างและพกลูกบอลกับขนมหมาก่อนออกจากบ้าน  […]