ชมประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตในวังคลองเตย หรือ “บ้านปลายเนิน” ของนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม

เที่ยวชมประวัติศาสตร์ในวังคลองเตย หรือ “บ้านปลายเนิน” ของนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม

เรื่องราวหนึ่งวันในหนึ่งปีของการเยี่ยมชม บ้านปลายเนิน หรือ วังคลองเตย สถานที่ประทับของเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม ที่เต็มไปด้วยศิลปวัตถุและสถาปัตยกรรมเรือนไทยร่วมสมัยใจกลางกรุง

สถานที่ทุกแห่งล้วนมีความทรงจำ จากการตั้งตระหง่านผ่านกาลเวลา ร่วมด้วยผู้คนที่มาข้องเกี่ยวสร้างสรรค์ เกิดเป็นความผูกพันและบันดาลสถานที่นั้นดูมีชีวิตขึ้นมา จนมีคุณค่า น่าเข้าไปเยี่ยมเยือนเพื่อซึมซับความทรงจำอันสวยงามนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานที่ซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ หรือเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญของประเทศ หรือของโลก โดย บ้านปลายเนิน หรือ วังคลองเคย เป็นหนึ่งในสถานที่มีคุณค่าเช่นนั้น

บ้านปลายเนินตั้งอยู่ในซอยเล็กๆ บนถนนพระรามสี่ เป็นตำหนักส่วนพระองค์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ซึ่งที่คนทั่วไปรู้จักกันในพระสมัญญานามว่า “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” และ “สมเด็จครู” โดยพระองค์ได้เริ่มมาประทับที่ตำหนักไทย บ้านปลายเนินเมื่อ พ.ศ. 2457 และบ้านปลายเนินก็ยังคงตั้งอยู่ที่นี่มาจนถึงปัจจุบัน

บ้านปลายเนิน
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (ภาพถ่าย: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

โดยเหตุที่พระองค์ได้รับพระสมัญญาเช่นนั้น เนื่องจากพระองค์มีความสามารถในศิลปวิทยาหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นการนิพนธ์บทโขน ละคร หรือผลงานด้านการนิพนธ์เพลง เช่น เพลงเขมรไทรโยค และคำร้องของเพลงสรรเสริญพระบารมีที่ยังใช้มาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน นอกจากนี้ พระองค์ยังมีความสามารถในทางศิลปะ เช่น ภาพเขียนสีบนเพดานพระที่นั่งบรมพิมาน และผลงานทางสถาปัตยกรรม เช่น การออกแบบพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรฯ พระอุโบสถวัดราชาธิวาสฯ เป็นต้น

ด้วยผลงานที่มากมายเช่นนี้ องค์การยูเนสโก ได้เชิดชูพระเกียรติยศของสมเด็จครูให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกเมื่อ พ.ศ. 2506

ปัจจุบัน บ้านปลายเนินเป็นที่อยู่อาศัยของพระทายาทในราชสกุล “จิตรพงศ์” โดยในวันที่ 28 เมษายน ของทุกปี ซึ่งเป็นวันนริศ หรือเป็นวันคล้ายวันประสูติของพระองค์ บ้านปลายเนินจะเป็นสถานที่จัดงานวันนริศ และในวันที่ 29 เมษายน ก็เปิดให้บุคคลได้เข้ามาเยี่ยมชมสถาปัตยกรรม และศิลปวัตถุมากมาย และผลงานชิ้นต่างๆ ของสมเด็จครู ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ หาชมได้ยาก ซึ่งในปีนี้ เป็นการเปิดให้เข้าชมหลังจากผ่านการปรับปรุงครั้งใหญ่

และเราก็ได้เป็นหนึ่งในผู้มาเยือนบ้านปลายเนินแห่งนี้

**********************
ในซอยเล็กๆ หน้าตัวบ้านที่เราต้องผ่านก่อนเข้าไปบ้านปลายเนินนั้นปกคลุมไปด้วยต้นไม้ ที่ยื่นออกมาจากรั้ว เป็นเสมือนหลังคาธรรมชาติสีเขียว ที่บรรเทาความร้อนแรงจากอุณหภูมิของแสงแดดช่วงสายๆ ของเดือนเมษายน

เมื่อก้าวไปข้างใน บรรยากาศในบ้านปลายเนิน ที่ถ้าเป็นวันอื่นๆ ก็คงจะเงียบสงบ แต่ในงานเปิดบ้านปลายเนินวันนี้ กลับเต็มไปด้วยผู้มาเยือนที่สนใจเข้ามาชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ และมีชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยที่สนใจเข้าร่วม

บ้านปลายเนิน
บรรยากาศซอยด้านหน้าบ้านปลายเนิน ที่มีต้นไม้จากตัวรั้วบ้านปกคลุม

เนื่องด้วยมีผู้เข้าชมมากมาย การนำชมจึงต้องแบ่งเป็นรอบ โดยมีจุดสำคัญในการนำชมคือ ตำหนักไทย ซึ่งเป็นเรือนไทยหลักหลังใหญ่ของบ้าน ที่ตั้งอยู่ด้านหน้า โดดเด่นท่ามกลางเรือนเล็กเรือนน้อยที่รายล้อม และกลุ่มต้นไม้หนาตาที่ผ่านการปลูกและจัดวางมาเป็นอย่างดี

ผู้นำชมบ้านปลายเนินในรอบของเราคือ ม.ล. จิตตวดี จิตรพงศ์ หรือคุณแหวว เหลนหลวงในกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ผู้ที่ใช้ชีวิตและเติบโตในบ้านปลายเนินแห่งนี้ อาจจะกล่าวได้ว่านี่คือการนำชมสถานที่ในความทรงจำที่เธอผูกพันด้วยเช่นกัน

บ้านปลายเนิน
พระตำหนักไทย บ้านปลายเนิน เคยเป็นทั้งที่ประทับและสถานที่ทรงงานของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

การนำชมบ้านปลายเนินเริ่มต้นขึ้นโดยการขึ้นตำหนักไทยไปที่ชั้นสอง โดยจุดแรกที่คุณแหววนำชมคือท้องพระโรง เป็นเสมือนห้องรับแขก ภายในมีพระประธาน ประจำห้อง ซึ่งเป็นภาพเขียนฝีพระหัตถ์ของสมเด็จครู ตกแต่งด้วยงานแกะสลักฝีมืออาจารย์ศิลป์ พีระศรี ศิลปินชาวอิตาเลียนที่พระองค์ทรงสนับสนุนให้เข้ามารับราชการในสยามประเทศ ซึ่งต่อมาคือผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร

บ้านปลายเนิน
บรรยากาศผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมบ้านปลายเนินเนื่องในวันนริศ มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

หลังจากเดินตัดผ่านห้องเวรยาม ซึ่งเป็นที่เก็บหัวโขนหลากหลายรูปแบบ อันเป็นของสะสมส่วนตัวของสมเด็จครู ก็จะพบกับห้องทรงงาน ที่นี่เป็นเสมือนขุมทรัพย์ของผู้ที่ชื่นชอบวัตถุทางประวัติศาสตร์ เพราะเต็มไปด้วยชิ้นงานชิ้นเด่นๆ ที่สมเด็จครูเป็นผู้สร้างสรรค์เอาไว้ ทั้งภาพเขียน ภาพร่างอุโบสถวัด ภาพร่างที่แสดงให้เห็นถึงสัดส่วนร่างกายของมนุษย์ (Anatomy) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะของสมเด็จครู ที่สำคัญคือมีภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ที่สมเด็จครูทรงเขียนถวายรัชกาลที่ 6 ซึ่งต่อมาทางกรุงเทพมหานคร ได้นำไปเป็นตราสัญลักษณ์

บ้านปลายเนิน
ท้องพระโรง ที่บางคราวได้ใช้งานเป็นห้องรับแขกของตำหนักไทย
บ้านปลายเนิน
ภาพร่างที่แสดงให้เห็นถึงสัดส่วนร่างกายของมนุษย์ (Anatomy) ภาพวาดฝีพระหัตถ์ของสมเด็จครู
บ้านปลายเนิน
หัวโขนอันเป็นของสะสมส่วนพระองค์ของสมเด็จครู เก็บรักษาไว้ที่ตำหนักไทย

ในส่วนของห้องบรรทม หรือห้องนอนของสมเด็จครู มีความพิเศษคือ มี “ห้องน้ำ”อยู่ใกล้เคียง ซึ่งจะผิดแปลกจากเรือนไทยในช่วงยุคสมัยเดียวกันที่ต้องสร้างไว้นอกตัวเรือน สื่อให้เห็นแนวคิดที่ล้ำสมัยของสมเด็จครู

หลังจากได้สำรวจทั่วตำหนักไทยแล้ว เราก็ได้เดินลงจากเรือนมายังสวนและทางเดิน ที่แหวกผ่านต้นไม้ทั้งไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ไม้พุ่ม และบ่อน้ำเล็กๆ ทำให้ผู้มาเยือนสัมผัสถึงความเย็นร่มรื่นเช่นเดียวกับผู้อาศัย ระหว่างเดินผ่านสวน คุณแหววกล่าวว่า สมาชิกตระกูลจิตรพงศ์ทุกคนล้วนมีความทรงจำกับต้นไม้แต่ละต้นของบ้านปลายเนิน

บ้านปลายเนิน
สวนและทางเดิน ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ทั้งไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ไม้พุ่ม และบ่อน้ำเล็กๆ ทำให้บ้านปลายเนินเต็มไปด้วยความร่มรื่น โดยสมาชิกตระกูลจิตรพงศ์ทุกคนล้วนมีความทรงจำกับต้นไม้แต่ละต้นของบ้านปลายเนิน

พอสิ้นสุดทางสวน ก็จะพบกับ ตำหนักตึก ซึ่งเป็นอาคารทรงสถาปัตยกรรมแบบยุโรป ซึ่งสมเด็จครูได้สิ้นพระชนม์ที่ตำหนักแห่งนี้ ภายในเป็นที่เก็บของสะสม และพระอัฐิของราชสกุลจิตรพงศ์ อาจกล่าวได้ว่าตำหนักแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของบ้านปลายเนินเลยก็ว่าได้ ซึ่งตำหนักแห่งนี้ แม้แต่สมาชิกภายในบ้านก็ไม่ได้เปิดเข้าไปบ่อยนัก ผู้มาเยือนเช่นเราก็ได้แต่ชมสถาปัตยกรรมจากด้านนอกเช่นกัน แต่นั่นเพียงพอให้เราทำความรู้จักกับประวัติศาสตร์และความทรงจำที่มีชีวิตของสมเด็จครูและราชสกุลจิตรพงศ์โดยคร่าวๆ ผ่านตำหนักตึกแห่งนี้

บ้านปลายเนิน
ตำหนักตึก บ้านปลายเนิน ในบั้นปลายพระชนม์ชีพ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงย้ายมาประทับที่ตำหนักแห่งนี้จนสิ้นพระชนม์ในห้องบรรทมบนชั้นสอง ภาพถ่ายโดย บ้านปลายเนิน

**********************

ทายาทรุ่นปัจจุบันของสมเด็จครูได้ “วางแผนอนาคต” ของบ้านปลายเนินเอาไว้ว่าจะจัดทำทะเบียนภาพแบบร่างฝีพระหัตถ์ ศิลปวัตถุโบราณที่ทรงสะสม ข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ อีกทั้งตั้งไว้ว่าจะซ่อมแซม ปรับปรุงและอนุรักษ์อาคาร ตำหนักที่สำคัญต่างๆ โดยได้บูรณะเสร็จไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว แต่ก็ยังมีหลายจุดที่ต้องใช้เวลาในการบูรณะ โดยทายาทของบ้านปลายเนินตั้งใจเปิดที่แห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ ศูนย์เรียนรู้ และสถานที่อบรมที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าเยี่ยมชมและศึกษาได้

ตราบเท่าที่สถานที่แห่งนี้จะตั้งเด่นท้าทาย และรักษาประวัติศาสตร์เอาไว้ได้ ท่ามกลางกระแสธารของกาลเวลาที่เคลื่อนตัวไปข้างหน้าบ้านปลายเนิน


อ่านเพิ่มเติม การถ่ายภาพ กับชาวสยาม

เรื่องแนะนำ

เมืองท่องเที่ยว ยอดนิยมประจำปี 2018 ฮ่องกง ครองแชมป์

เมืองท่องเที่ยว ยอดนิยมประจำปี 2018 ฮ่องกงคว้าอันดับ 1  โดยมี กรุงเทพฯ และ ลอนดอน ตามมาติด ๆ ว่าแต่เคยสงสัยกันไหมว่า การจัดอันดับ เมืองท่องเที่ยว ยอดนิยมแบบนี้ เขาใช้เกณฑ์อะไรในการวัด วันนี้ทาง เนชั่ลแนล จีโอกราฟฟิก จะพาไปดูกันว่าใน 20 อันดับนี้มีประเทศไหนบ้าง โดยมีเมืองจากประเทศไทยของเราติดอยู่ใน Top 20 ถึง 2 เมืองด้วยกัน เกณฑ์ที่ใช้วัด  ในส่วนสำหรับเกณฑ์ที่ใช้วัดจำนวนนักท่องเที่ยวในเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมนั้น ก็จะใช้เกณฑ์ง่าย ๆ คือ นักท่องเที่ยวจะต้องอาศัยอยู่ในเมืองนั้น ๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมง และต้องไม่เกิน 12 เดือน เท่ากับว่าพวกนักท่องเที่ยวที่เข้ามารอเปลี่ยนเครื่องระหว่างทาง ก็ถือว่าไม่ได้เอาเข้ามานับด้วยในการจัดอันดับครั้งนี้ แล้วพวกที่เข้ามาทำงานในไทย หรือมาเรียนหนังสือล่ะ พวกนี้ก็ไม่ได้เอาเข้ามานับด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุผลที่ว่า คนพวกนี้ไม่ต่างอะไรกับเป็นประชากรคนหนึ่งเลย โดยคนพวกนี้จะถือว่าเป็น ประชากรชั่วคราว (Temporary Residents) อีกทั้งยังไม่นับคนที่ลี้ภัยทหารหรือทางการเมืองมาอีกด้วย มาดู 20 […]

หญิงสาวปั่นจักรยาน 1,900 กม. เพื่อตามหาพ่อจากสงครามเวียดนาม

Rebecca Rusch เจ้าของฉายา “ราชินีแห่งความเจ็บปวด” เป็นนักกีฬามาตลอดชีวิต ตัวเธอผ่านการเล่นกีฬามาแล้วหลายประเภท จนเมื่อเร็วๆ นี้ ในวัย 38 ปี เธอกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญการขี่จักรยานทางไกลแบบ ultra-endurance หลังเมื่อปี 2015 Rusch ขี่จักรยานอย่างทรหดรวมเป็นระยะทางมากถึง 1,930 กิโลเมตร ไปยังนครโฮจิมินห์ ในเวียดนามร่วมกับ Huyen Nguyen คู่หูนักปั่นของเธอ โดยมีเป้าหมายเพื่อตามหาจุดที่เครื่องบินที่พ่อของเธอโดยสารไปด้วยนั้นถูกยิงตก ในสมัยสงครามเวียดนาม ซึ่งในตอนนั้นเธอเพิ่งจะมีอายุแค่ 3 ขวบเท่านั้น เรื่องราวการเดินทางของเธอถูกถ่ายทอดออกมาเป็นสารคดี “เส้นทางสีเลือด” (Blood Road) สารคดีที่บอกเล่าชีวิตของเธอ ตลอดจนประวัติศาสตร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   อ่านเพิ่มเติม : ภาพถ่ายอันทรงพลังแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากระเบิดนิวเคลียร์, พบเทวรูปโบราณอายุ 800 ปี ใกล้นครวัด

รันตี ซองกาเรีย และบีคลี่ การพบกัน ณ สังขละบุรีของแม่น้ำทั้งสาม โดยมีพยานเป็นมนุษย์

ความเหมือนระหว่างมนุษย์และแม่น้ำที่ฉันพอนึกออก อย่างแรกคงเป็นเวลาชีวิตที่ถึงแม้มีทรัพย์เป็นล้านก็ซื้อกลับมาไม่ได้สักเสี้ยวนาที เช่นเดียวกับกระแสน้ำในลำธารจะกี่ล้านปีบนโลกก็ไม่เคยไหลย้อนกลับ ทั้งสองล้วนต้องมีบั้นปลายและจุดจบ ช้าหรือเร็วก็แค่นั้น กิจกรรมทางน้ำ กาญจนบุรี อีกสิ่งคือ พวกเธอนั้นมีอารมณ์หลากหลาย บางเช้าแสนสงบชวนหลงใหล บางบ่ายนั้นเชี่ยวกรากก้าวร้าวเกินอยู่ใกล้ ตกเย็นท่ามกลางแสงตะวันตกกลับร่าเริงราวกับที่แห่งนี้ไม่เคยมีพายุ แน่นอนว่ายากเกินฉันจะคาดเดา ทำได้เพียงแค่เสพช่วงเวลาเหล่านั้น แม้รู้ว่ามันต้องจบลง ช้าหรือเร็วก็แค่นั้น กิจกรรมทางน้ำ กาญจนบุรี แต่แล้วแม่น้ำยังมีอีกข้อเท็จจริงที่ฉันประทับใจที่สุด นั่นคือ การเริ่มจากสายน้ำเล็ก ๆ ไหลขยักคดเคี้ยวเลาะเปลือกโลกจนพบกับทางน้ำที่เติบโตมาจากอีกทิศ ผสานกันจนเป็นลำน้ำที่กว้างกว่าเดิม เช่นเดียวกับโชคชะตาทางภูมิศาสตร์ที่ทำให้ทั้ง 3 พบกัน ณ สังขละบุรี แม่น้ำแรกชื่อ “รันตี” เธอเดินทางมาจากทุ่งใหญ่นเรศวรซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก ก่อนพบกับ “ซองกาเรีย” หรือแม่น้ำที่แบ่งสังขละบุรีเป็น 2 ฝั่ง ใช่แล้ว…หากคุณจะนึกภาพ “สะพานมอญ” สะพานไม้ร้อยล้านเรื่องราวแสนคุ้นตาก็มีไว้ข้ามแม่น้ำสายนี้ โดยชื่อของเธอถูกนิยามด้วยภาษามอญแปลว่า “ฝั่งโน้น” และทั้งคู่ก็ได้พบกับ “บีคลี่” สายน้ำแสนอุดมสมบูรณ์ที่มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาตะนาวศรีบริเวณเส้นสมมติที่แบ่งไทยกับเมียนมาร์ รันตี ซองกาเรีย และบีคลี่ การบรรจบของทั้งแม่น้ำทั้ง 3 สาย ถูกมนุษย์เรียกขานว่า “สามสบ” อันมีที่มาจากคำว่า “ประสบ” […]

ใช้ชีวิตง่ายๆ กับธรรมชาติในเมือง ดาลัต เวียดนาม

เดินดงพงไพร พร้อมดื่มด่ำกับบรรยากาศเมือง ดาลัต ในวันที่อยากหลีกหนีความวุ่นวาย จากการตรากตรำทำงานในออฟฟิศกลางเมืองหลวง ความเบื่อหน่ายจึงทำให้เราออกเดินทางอีกครั้ง แผนการสั้นๆ ในช่วงเสาร์อาทิตย์และควบวันลาพักร้อนเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้หลักลี้ไปหามุมหลบพักได้บ้าง ปลายทางของเราครั้งนี้คือเมือง ดาลัต ประเทศเวียดนาม ที่เมืองดาลัต นอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ติดอันดับของคนไทยแล้ว ยังมีธรรมชาติให้ค้นหาอีกมากมาย เพียงแต่การเดินทางไปยังแหล่งธรรมชาติด้วยขนส่งสาธารณะค่อนข้างลำบาก และ สภาพสังคมที่เข้าสู่การพัฒนาประเทศ การหักร้างถางพงเพื่อเปลี่ยนพื้นที่ธรรมชาติจึงมีมากขึ้น ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ การเดินทางของเราเริ่มต้นที่สนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่เช้าตรู๋ บินตรงไม่กี่ชั่วโมงก็มาถึงสนามบินเลียงเคือง สนามบินแห่งเดียวของเมืองดาลัต เมื่อเดินออกมาจากอาคารผู้โดยสารก็มีรถบัสเข้าเมืองจอดรออยู่นอกประตู เราเลือกนั่งรถโดยสารนี้ไปลงที่น้ำตกดาตันลา เพื่อแวะดูนก และรับประทานอาหารกลางวันรอเวลาที่จะเข้าที่พักในช่วงเย็น ในตอนที่เราไปถึงน้ำตกดาตันลานั้น บรรยากาศก็ไม่สู้ดีเสียเท่าไร เมฆครึ้มและฝนที่โปรยลงมาเล็กน้อย แม้เรารู้สึกหวั่นๆ อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้เราล้มเลิกแผนการ เราจัดแจงหยิบอุปกรณ์และสำรวจนกบริเวณโดยรอบทันที นกกินปลีหางยาวคอดำ และนกติ๊ดหัวแดง รอต้อนรับนักดูนกต่างแดนอย่างพวกเรา เราใช้เวลาที่น้ำตกจนเวลาล่วงเข้าสู่เที่ยงวัน จึงเข้าไปยังร้านอาหารที่อยู่บริเวณทางเข้าน้ำตก เลือกนั่งโต๊ะริมระเบียงที่มีต้นไม้ขึ้นอยู่ไม่ห่าง เพื่อหวังมองหานกระหว่างรับประทานอาหาร ซึ่งถือว่าเราประสบความสำเร็จ นกศิวะปีกสีฟ้าบินเข้ามาหากินอยู่ที่ต้นไม้ริมระเบียงตรงที่พวกเรานั่งรับประทานอาหารเที่ยงกัน พร้อมกับนกแซงแซวสีเทา และนกพญาไฟคอเทา ตามมาด้วยนก Indochinese Barbet นกโพระดกเฉพาะถิ่นของเวียดนาม มาเกาะหลบฝนอยู่ด้วย เมื่อมองไปด้านล่างก็มีนก White cheeked Laughingthrush ฝูงใหญ่กระโดดหากินไปมาตามพื้นและพุ่มไม้ จากโต๊ะกินข้าวมองไปไกลๆ […]