แสง สี เสียง ในเกาหลีเหนือ - National Geographic Thailand

แสง สี เสียง ในเกาหลีเหนือ

รัฐบาลเปียงยาง ในเกาหลีเหนือ จัดการแสดงอันน่าตื่นตาโดยมีผู้แสดงหลายพันคน  ช่างภาพเรียนรู้ที่จะมองให้ไกลและลึกกว่าการแสดงนั้น

กระทั่งด้วยมาตรฐานของเกาหลีเหนือ โชว์ปิดฉากงานฉลองครบรอบ 70 ปีของการก่อตั้งประเทศเมื่อปี 2018 ต้องถือเป็นการแสดงที่ชวนให้อ้าปากค้าง  นักเรียนนักศึกษาหลายพันคนถือคบเพลิงเดินสวนสนามเป็นระลอกไปรอบๆ จัตุรัสคิมอิลซุงประจำกรุงเปียงยาง ในเกาหลีเหนือ เปลวเพลิงไฟฟ้าบนยอดหอคอยชูเชส่องสว่าง ขณะที่เสียงร้องเพลงของเหล่ายุวชนและเสียงพลุดังก้องไปทั่วลานจัตุรัสอันใหญ่โตมโหฬาร

การแสดงที่ใช้คนจำนวนมากเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยตลอดช่วงเวลา 20 ปีที่ผมบันทึกภาพในเกาหลีเหนือ ผมถ่ายภาพการแสดงเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเพราะความน่าตื่นตาตื่นใจ แต่เพราะทำให้เข้าใจภาพลักษณ์ที่รัฐบาลอยากนำเสนอให้โลกเห็น นั่นคือภาพประเทศในอุดมคติ  ไร้สิ่งรกหูรกตา นำเสนอแต่สิ่งดีๆ สามัคคีปรองดอง และแข็งแกร่ง

เกาหลี, เกาหลีเหนือ, ในเกาหลีเหนือ

ชาวเกาหลีเหนือคาดหวังให้ช่างภาพเป็นนักโฆษณาชวนเชื่อที่มีจุดมุ่งหมาย ไม่ใช่ช่างภาพข่าวที่มีสายตาชอบจับผิด นั่นทำให้การทำงานเป็นช่างภาพข่าวชาวต่างชาติในเกาหลีเหนือเป็นเรื่องท้าทาย ขณะอยู่ที่นั่น ผมมีมัคคุเทศก์ที่รัฐบาลจัดหาให้ตามไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา หน้าที่ของเขาคือคอยอำนวยความสะดวกให้ผมและจับตาดูความเคลื่อนไหวของผม

ในการเดินทางครั้งแรกๆ ของผม ดูเหมือนชาวเกาหลีเหนือคาดหวังว่า ช่างภาพจากสหรัฐฯ ที่เป็นประเทศปรปักษ์อย่างผมจะตัดสินพวกเขาอย่างมีอคติ จงใจถ่ายภาพเพื่อทำให้พวกเขาดูเลวร้าย พวกเขาเฝ้ามองสิ่งที่ผมทำชนิดไม่ยอมให้คลาดสายตา  ทำให้ผมเรียนรู้ที่จะใช้กล้องแบบพลิกแพลงมากขึ้นเพื่อจับภาพช่วงเวลาดิบๆ บ่อยครั้งผมเก็บภาพอย่างเร่งรีบ  โดยถ่ายขณะกล้องอยู่ตรงตำแหน่งสะโพก หรือถ่ายจากหน้าต่างรถบัสหรือรถยนต์ระหว่างทางไป หรือกลับจากงานที่มีกำหนดการล่วงหน้า  ภาพถ่ายที่น่าสนใจที่สุดเป็นเพียงภาพคนธรรมดาสามัญกำลังทำสิ่งธรรมดาสามัญ และการถ่ายภาพแนวแคนดิดนี้ก็ทำให้ผมเปิดหน้าต่างบานเล็กๆ เข้าสู่ชีวิตประจำวันของชาวเกาหลีเหนือได้ในที่สุด

เกาหลี, เกาหลีเหนือ, ในเกาหลีเหนือ

ผมเชื่อว่า พอเวลาผ่านไปมัคคุเทศก์ที่ทำงานกับผมเริ่มเข้าใจสิ่งที่ผมพยายามทำ นั่นคือการให้มุมมองที่ซื่อสัตย์และยุติธรรมแก่ประเทศของพวกเขา  ไม่ว่าจะหยาบกระด้างหรือไร้การปรุงแต่งแค่ไหน ผมกำลังมองหาความเป็นสากล ชีวิตประจำวัน ผู้คนจริงๆ ที่มีชีวิตอยู่จริงๆ และควรค่าแก่การทำความเข้าใจ

ทุกวันนี้ การเดินทางไปเกาหลีเหนือในฐานะช่างภาพเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าเมื่อหลายปีก่อนเสียอีก เมื่อปี 2017 สหรัฐฯ ห้ามผู้ถืหนังสือเดินทางสหรัฐฯ เดินทางไปเกาหลีเหนือ เมื่อผมไปที่นั่นในฐานะผู้สื่อข่าวเพื่อรายงานเกี่ยวกับงานฉลองครบรอบข้างต้นในอีกหนึ่งปีต่อมา  ผมจำเป็นต้องได้รับการอนุญาตเป็นกรณีพิเศษจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งออกหนังสือเดินทางแบบใช้ครั้งเดียวให้ผม  ระหว่างทำงานที่นั่น  ผมถูกจำกัดบริเวณให้อยู่รอบๆ จัตุรัสในกรุงเปียงยางกับผู้สื่อข่าวต่างชาติคนอื่นๆ  ด้านหลังผม ทหารในเครื่องแบบแถวแล้วแถวเล่ายืนอยู่บนยกพื้น ด้านหน้าผม นักเรียนนักศึกษาถือคบเพลิงเดินสวนสนาม

ภาพที่ผมถ่ายระหว่างการไปเยือนครั้งนั้นเป็นแบบที่ชาวตะวันตกคาดว่าจะได้เห็นจากเกาหลีเหนือ แต่เพื่อทำความเข้าใจประเทศนี้ เราต้องไปให้ไกลกว่านั้น

ขณะมองดูภาพถ่ายภาพนี้ในปัจจุบัน ผมนึกถึงผู้คนที่ในช่วงหลายปีก่อนบอกเล่าให้ผมฟังถึงการมีส่วนร่วมในการแสดงอันยิ่งใหญ่เหล่านี้ ตอนที่พวกเขายังเป็นนักเรียนนักศึกษา  พวกเขาบรรยายถึงประสบการณ์นั้นว่า เป็นเหมือนพิธีกรรมการเปลี่ยนผ่านอันน่าตื่นเต้นในชีวิต และผมจำได้ว่าเบื้องหลังการแสดงอันน่าตื่นตาที่สุดคือประชาชนคนธรรมดาสามัญนั่นเอง

เรื่องและภาพถ่าย เดวิด กุทเทนเฟลเดอร์

เดวิด กุทเทนเฟลเดอร์ ช่วยเปิดสำนักงานของเอพีในกรุงเปียงยาง ซึ่งเป็นสำนักข่าวตะวันตกแห่งแรกในเกาหลีเหนือ เขาถ่ายภาพการเดินทางข้ามประเทศสหรัฐฯ ด้วยรถยนต์ไฟฟ้าในนิตยสารฉบับพิเศษเดือนเมษายนว่าด้วยวันคุ้มครองโลก

ติดตามสารคดีเรื่องอื่นๆ ได้ในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนพฤษภาคม 25363


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : 6 เรื่องเซอร์ไพรส์ที่คุณยังไม่รู้เกี่ยวกับเกาหลีเหนือ

เกาหลีเหนือ
สมาชิกของกองกำลังทหารเกาหลีเหนือนั่งอยู่เต็มอัฒจันทร์ ในกรุงเปียยาง ระหว่างพิธีเฉลิมฉลองในปี 2012 ให้แก่ คิม อิลซอง ผู้นำเกาหลีเหนือคนแรก

เรื่องแนะนำ

ท่องโลกไปกับภาพถ่ายแสนงดงาม

สำรวจภูมิทัศน์ตระการตา วัฒนธรรมอันรุ่มรวย และส่ำสัตว์ที่สวยงาม จากโครงการประกวดช่างภาพท่องเที่ยวของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ประจำปี 2017 ภาพถ่ายเหล่านี้คือภาพที่ได้รับการคัดเลือก ซึ่งดึงดูดสายตาเรา และนำพาเราไปยังสถานที่บางแห่งที่น่าสนใจที่สุดในโลก 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15   อ่านเพิ่มเติม : ความงามใต้โลกน้ำแข็ง, ความงามอันพรั่นพรึงแห่งอสุนีบาต, เยือนมัสยิดอันงดงามที่สุดในโลก

ตั้งแคมป์กลางหุบเขาและชม รถโฟล์ค สุดคลาสสิกที่เชียงใหม่

การรวมตัวกันของเหล่าผู้คนที่นิยมและชื่นชอบความคลาสสิกของ รถโฟล์ค กองบรรณาธิการออนไลน์ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทยมีโอกาสได้ร่วมงาน Northern Volkswagen: Acoustic Camp Life 2020 เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งงานแคมป์ปิ้งที่น่าสนใจ ซึ่งจัดที่ม่อนจ๊อด ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ และนับเป็นการจัดงานครั้งแรกของกลุ่มคนรัก รถโฟล์ค ภาคเหนือ โดยมี คุณหลุยส์ – ประภาส มรกตวิจิตรการ แห่งวอร์มอัพคาเฟ่ และคุณจ่อย – สเริงรงค์ วงษ์สวรรค์ เจ้าของแบรนด์ Rubber Killer เป็นโต้โผในการจัดงาน ท่ามกลางบรรยากาศกลางหุบเขาที่ยังคงเย็นสบาย คุณจ่อยพูดถึงจุดประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้ว่า “ถือเป็นงานพบปะสังสรรค์ที่เปิดโอกาสให้คนที่มีใจรักรถโฟล์คได้มาเจอกัน สมัยตอนที่ผมเด็กๆเขาจัดกันที่ลานท่าแพ ผมก็เลยคุยกับพี่หลุยส์ว่าอยากจัดงานรถโฟล์ค เพราะเราสองคนก็ชื่นชอบรถโฟล์คมานานแล้ว อยากให้มีงานรวมตัวแบบสมัยก่อน คุณรู้ไหมว่ารถโฟล์คเหมือนยาสามัญประจำบ้านของคนเล่นรถเลยนะครับ หลายคนมักมีติดบ้าน ขับได้บ้างไม่ได้บ้าง แล้วแต่สภาพของแต่ละคัน เราเลยอยากจัดงานเล็กๆและช่วงนี้เป็นช่วงปลายฤดูหนาวด้วย อากาศกำลังดี ซึ่งก็ไม่คาดคิดว่าจะได้รับความร่วมมือและผลตอบรับจากกลุ่มคนที่เล่นรถโฟล์คมากมาย ถึงเพียงนี้ บางคันมาจากกรุงเทพฯ บางคันจอดเสียริมทางก่อนขึ้นมาที่นี่ก็มี เรียกว่าบรรยากาศอบอุ่นดีจริงๆครับ”   […]

ชมภาพอันน่าขนลุกภายในเมืองร้างกลางทะเลทรายที่นามีเบีย

ทะเลทรายนามิบในสภาพที่แห้งแล้งยังคงรักษาการตกแต่งของเมืองในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เอาไว้ได้ แต่กองทรายที่ถาโถมเข้ามาในเมืองได้กลืนกินสิ่งต่างๆ ที่หลงเหลืออยู่ ที่ประเทศ นามีเบีย ในเมืองโคลมานสค็อพ (Kolmanskop) ทรายที่ปกคลุมตึกรามบ้านช่องที่เคยเป็นเหมืองเพชรเก่าดึงดูดนักท่องเที่ยวนับพัน วอลเปปอร์สีสันสดใสหลุดร่อนออกจากผนัง กองทรายไหลท่วมบรรดาซากบ้านเรือนที่ปรักหักพัง นี่คือภาพของเมืองโคลมานสค็อพ เมืองร้างกลางทะเลทรายนามิบในบริเวณแอฟริกาตอนใต้ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม “เขตต้องห้าม” ในประเทศ นามีเบีย โดยสาเหตุที่ทำให้โคลมานสค็อพมีสภาพเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดเช่นเดียวกับสภาพของเมืองในปัจจุบัน เรื่องราวของเมืองที่แสนเจ็บปวดและน่าประหลาด เย็นวันหนึ่งในปี 1908 ในขณะที่คนงานการรถไฟชาว นามีเบีย นาม Zacherias Lewala กำลังขุดดินเพื่อปรับเส้นทางรางรถไฟและเกลี่ยเนินทราย เขาได้พบก้อนหินจำนวนหนึ่งเปล่งประกายในยามที่แสงธรรมชาติรอบตัวของเขามืดสลัว นายจ้างชาวเยอรมันของ Lewala บอกว่านี่คือเพชร อัญมณีที่มีมูลค่า แต่ Lewala ก็ไม่ได้รับรางวัลใดๆ จากการบอกข่าวดีนี้ให้กับเจ้านายของเขา เวลาต่อมา บรรดาผู้สำรวจแร่ได้แห่กันเข้ามาที่เมืองนี้ ในปี 1912 เมืองนี้ก็เจริญขึ้น และสามารถผลิตเพชรได้นับล้านกะรัตต่อปี ซึ่งเป็นอัตราส่วนร้อยละ 11.7 ของการผลิตเพชรทั้งหมดบนโลกในเวลานั้น โคลมานสค็อพกลายเป็นเมืองหรูหรากลางทะเลทรายอันเวิ้งว้าง ภายในเมืองมีทั้งร้านขายเนื้อ ร้านขายขนมอบ ที่ทำการไปรษณีย์ และโรงน้ำแข็งที่ผลิตจากน้ำสะอาดที่ขนส่งมาทางรถไฟ คนยุโรปมากมายย้ายเข้ามาทำงานในเมืองนี้และบริโภคพลังงานไฟฟ้าอย่างบ้าคลั่ง นอกจากนี้มีเรื่องเล่าว่า ครอบครัวหนึ่งได้เลี้ยงนกกระจอกเทศเพื่อข่มขวัญชาวเมือง และใช้มันลากรถลากเลื่อนบนหิมะในคืนวันคริสต์มาส แต่ความเจริญของเมืองนั้นไม่ยั่งยืน […]

ลับแล … ปิดตำนานเมืองเร้นลับ

ลับแล … ปิดตำนานเมืองเร้นลับ เปิดประตูเมืองท่องเที่ยวเลิศล้ำ สายหมอกบางเบา…ขาวขุ่น ค่อยๆโปรยตัวเองลงจากแผ่นนภา คลี่ห่มคลุมครอบไปทั่วทั้งหุบเขาตั้งแต่เมื่อดื่นดึก…เมืองทั้งเมือง อยู่ในความสลัวลาง แลเหน็บหนาว ราวกับภาพวาดอันวิจิตรจากปลายพู่กันของจิตรกร มากฝีมือ ถึงเวลาตีนฟ้าเปิด ดวงตะวันสาดแสงทอง สายหมอกก็ยังมิเจือจาง  เสมือนอยากจะโอบกอดเมืองนี้ไว้อย่างทะนุถนอม ด้วยความรักอันเลอค่าดุจนิรันดร์ สายหมอกยัง โลมไล้อยู่บนยอดรวงข้าวสีทองอย่างอ้อยอิ่ง ชีวิตเรียบง่ายในอ้อมกอดของหุบเขาอันพิสุทธิ์ เริ่มต้นวันใหม่ ตามครรลองของสารบาญแห่งชีวิตและจิตวิญญาณ จนละอองหมอกค่อยๆ เลือนสลาย เมื่อสายแดดใสสกาว ซุ้มประตูเมืองค่อยๆปรากฏ ตัวอักษรเริ่มกระจ่างชัด ในสายตา ทำให้ทุกคนได้รู้ว่าที่นี่คือ  “เมืองลับแล” ……………………. ดินแดนแห่งนี้คือแผ่นดินอันสงบเงียบ ที่ถูกโอบกอดด้วยธรรมชาติบริสุทธิ์ หมดจดงดงาม วิถีชีวิตชาวบ้านเรียบง่าย  ชุมชนที่มีประเพณี วัฒนธรรมมั่นคงยืนยงยาวนาน วัดวาอารามเก่ากาลตระการตามากมี พรั่งพร้อมด้วยตำรับอาหารโอชารส ผลหมากรากไม้อุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี  ผู้เฒ่าผู้แก่ใจอารี ยิ้มแย้มแจ่มใส ลูกหลานรักถิ่นฐานบ้านเกิด ในหัวใจเปี่ยมล้นพุทธศรัทธา ตระหนักในคุณค่าแห่งภูมิปัญญาที่บรรพชนถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ลับแล เป็นที่รู้จักมาเนิ่นนานหลายร้อยปี แต่น้อยคน จะได้มาสัมผัสถึงแก่นแท้แห่งจิตวิญญาณของแผ่นดิน ตำนานเล่าขานเกี่ยวกับเมืองลับแล ปรากฏมากมายหลากหลายเรื่องราว…ทั้งลี้ลับ ลึกเร้น อัศจรรย์ ถ่ายทอดกันมาแบบปากต่อปาก  แต่วันนี้ “ลับแล”หาเป็นเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว […]