เรื่องราวของ ‘ครอบครัวนักผจญโลกกว้าง’ ที่เดินทางข้ามทวีปและทั่วไทยบนรถบ้านคันยักษ์

เรื่องราวของ ‘ครอบครัวนักผจญโลกกว้าง’ ที่เดินทางข้ามทวีปและทั่วไทยบนรถบ้านคันยักษ์

เราตัดสินใจออกเดินทาง เพราะต้องการออกสำรวจโลกกว้างไปพร้อมกับการใช้เวลาด้วยกันอย่างเต็มที่ ในฐานะครอบครัว เราคิดว่ามันคงดีไม่น้อย หากลูก ๆ ได้เติบโตขึ้นท่ามกลางผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ประเพณี ได้เรียนรู้ความแตกต่างและหลากหลายอันน่ามหัศจรรย์ของโลกใบนี้”

Hakuna Matata คือคำภาษาสวาฮิลี จากทวีปแอฟริกาตะวันออก มีความหมายว่า ‘ไม่ต้องกังวล’ ตรงกับอุปนิสัยของสมาชิกทั้ง 4 ของครอบครัว ประกอบไปด้วยคุณพ่อซิลเวียน คุณแม่เอริกา และลูกชาย 2 คนคือทีโบและอีลาน

Hakuna Matata คำแสนยาวคำนี้ จึงถูกตั้งเป็นชื่อทริป และนำไปติดโดดเด่นไว้บริเวณหน้ากระจกรถบ้านสีเหลืองสด ที่เดินทางมาแล้วนับสิบประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่พวกเขาข้ามพรมแดนเข้าตั้งแต่เดือนมกราคมปีที่แล้ว ก่อนจะพบกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้การเดินทางต้องหยุดชะงักเป็นระยะ

จนถึงทุกวันนี้ พวกเขายังอยู่ในประเทศไทย ขับรถบ้านสีเหลืองคันใหญ่เดินทางลัดเลาะไปตามแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่งดงาม เข้าไปเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือชุมชนอันห่างไกลในหลายพื้นที่ และฝึกพูดภาษาไทยได้คล่องระดับที่สั่งอาหารได้ เรียกเก็บเงินรู้เรื่อง

“ทุกความแตกต่างของวัฒนธรรมคือสิ่งอัศจรรย์ที่น่าค้นหา เราเรียนรู้ที่จะชื่นชมและดื่มด่ำกับมันด้วยความเคารพ ด้วยดวงตาและหัวใจที่เปิดกว้าง ทุกการเรียนรู้ตลอดการเดินทางคือสิ่งที่เรามอบให้ลูกชายทั้งสองเป็นพื้นฐานทัศนคติ เพื่อหล่อหลอมเป็นแนวคิดสำหรับการใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง สังคมและโลกใบนี้ ในวันที่เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต” เอริกาเอ่ยขึ้น

เราชวนคุณนั่งลงสนทนากับครอบครัวเล็ก ๆ แสนอบอุ่น Hakuna Matata ถึงการเดินทางแสนทรหด และประสบการณ์ไม่รู้จบจากการเดินทางรอบโลก บนรถบ้านที่เป็นความใฝ่ฝันของผู้คนมากมายไปพร้อมกัน

01 จุดเปลี่ยนของชีวิต

ซิลเวียนเล่าว่า พวกเขาใช้เวลาเตรียมตัวถึง 3 ปี โดยเริ่มต้นจากการเข้าเป็นสมาชิกของชุมชนนักเดินทางเล็ก ๆ ชื่อ Families From All Over The World

“เราได้พบนักเดินทางหลายครอบครัวที่มีประสบการณ์มากมาย พวกเขาสร้างแรงบันดาลใจในการออกเดินทางให้ครอบครับเรา ทั้งยังช่วยตอบข้อสงสัยและข้อกังวลใจต่าง ๆ ถ้าไม่มีจุดเริ่มต้นที่นั่น ทริป Hakuna Matata คงใช้เวลาเตรียมตัวยาวนานกว่านี้มาก หรืออาจไม่เกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ”

เอริกาเล่าพร้อมรอยยิ้ม “ตอนนั้นฉันก็สงสัยอย่างที่คุณคงกำลังสงสัย ขนาดไปเที่ยวแค่ไม่กี่วัน เรายังหอบสัมภาระไปจนล้นกระเป๋า ทริปที่ยาวเป็นปีแถมไปกันทั้งครอบครัวแบบนี้ จะต้องขนข้าวของไปขนาดไหนถึงเพียงพอ”

เริ่มแรกครอบครัวซื้อรถบ้านมือสอง จากนั้นนำมาดัดแปลง ปรับปรุงและเพิ่มเติมเครื่องมืออำนวยความสะดวกหลายอย่างเข้าไป ตั้งแต่แผงโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่บนหลังคา เพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าไว้ใช้ในรถบ้าน มีพื้นที่เก็บน้ำสะอาดถึง 600 ลิตร และมีระบบหมุนเวียนที่น้ำจากการอาบน้ำ ถูกนำไปใช้กับชักโครกต่ออย่างคุ้มค่า

ซิลเวียนอธิบายว่า รถคันนี้มีอายุ 34 ปี และก่อนจะมาเป็นรถบ้าน มันเคยเป็นรถบรรทุกของกองทัพอิตาลีมาก่อน พื้นที่บนรถบ้านถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วนกะทัดรัด

ถัดเข้ามาจากห้องคนขับคือพื้นที่อเนกประสงค์ เป็นทั้งห้องนั่งเล่น ห้องกินข้าว และกลางคืนถูกแปลงร่างเป็นที่นอนของเอริกาและซิลเวียน ครัวที่มีอุปกรณ์ครบครัน ทั้งเตาอบและเตาไฟฟ้า รวมถึงห้องอาบน้ำและห้องน้ำอยู่ส่วนกลาง และส่วนท้ายรถเป็นเตียง 2 ชั้นของลูกชายทั้ง 2 คน

“ขั้นตอนการทำเอกสารใช้ความอดทนและความละเอียดถี่ถ้วนอย่างมาก เพราะเราต้องเตรียมเอกสารต่าง ๆ เพื่อใช้เดินทางข้ามไปให้พร้อมที่สุด โดยเฉพาะเอกสารเกี่ยวกับรถ ที่จะเป็นบ้านเคลื่อนที่หลังเล็กของเราไปอีกหลายปีตลอดการเดินทาง

“พวกเราขายบ้าน ขยายธุรกิจ ขายข้าวของทุกอย่างนอกเหนือจากที่จำเป็น เก็บสมบัติที่มีค่าบางชิ้นไว้ที่สวิตเซอร์แลนด์ จากนั้นจึงออกเดินทางจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ มุ่งหน้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความน่าตื่นตาตื่นใจของธรรมชาติ ความงดงามของวัฒนธรรม รวมถึงความหลากหลายของผู้คนและอาหารอาเซียนก็อร่อยมาก เราจึงเลือกภูมิภาคนี้เป็นจุดหมายปลายทางแรก”

02 ครอบครัวนักเดินทาง

9 พฤษภาคม ปี 2019 ครอบครัว Hakuna Matata ออกเดินทางจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ บนรถบ้านสีเหลืองสดใสคันใหญ่ พวกเขาขับผ่านหลายประเทศในยุโรปตั้งแต่ เยอรมนี เช็ก โปแลนด์ ลิทัวเนีย ลัตเวีย ภายในเวลา 2 สัปดาห์ ค่ำที่เมืองไหนก็แวะพักที่เมืองนั้น กฎเหล็กสำคัญเพื่อความปลอดภัยของทริป Hakuna Matata คือเดินทางเฉพาะเวลากลางวันเท่านั้น

หนึ่งเดือนต่อมา พวกเขาก็ถึงชายแดนประเทศรัสเซีย และต้องเดินทางข้ามรัสเซียอันกว้างใหญ่ไพศาลระยะทางกว่า  5,500 กิโลเมตร ไปยังมองโกเลีย ภายใน 30 วัน “รัสเซียเป็นประเทศที่น่าทึ่งจริง ๆ ด้วยขนาดใหญ่โตของพื้นที่ ทำให้ตลอดระยะทาง เราได้พบเจอภูมิประเทศและวัฒนธรรมแตกต่างกันหลายรูปแบบ

“คนรัสเซียเป็นมิตรมาก หลายเมืองที่ขับผ่าน เราได้รับการเชื้อเชิญให้ไปเยี่ยมและกินอาหารที่บ้านของหลาย ๆ ครอบครัวชาวรัสเซีย ทีโบและอีลานขัดขี่มอเตอร์ไซต์และเรียนเต้นรำแบบพื้นเมืองกับเด็ก ๆ  ในชุมชมบริเวณเทือกเขาอัลไต เป็นช่วงเวลาแสนสนุกของลูก ๆ ที่ทำให้ฉันยิ่งรู้สึกขอบคุณที่ครอบครัวของเราตัดสินใจออกเดินทางในครั้งนี้” เอริกาเล่าพร้อมรอยยิ้ม

พวกเขาใช้เวลาในประเทศมองโกเลียถึง 2 เดือน ‘ประเทศเหนือกาลเวลา’ คือคำที่พวกเขาใช้อธิบายความเหนือบรรยายของดินแดนแห่งนี้

“เราขับรถผ่านทุ่งหญ้าและทะเลทรายที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ไม่กี่วันต่อมาบรรยากาศโดยรอบกลายเป็นผืนป่าและภูเขาสูงชัน มองโกเลียเป็นประเทศที่เราพบสัตว์ป่าจำนวนมากอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ น่าจะมากที่สุดเท่าที่เราเคยพบเห็นเลยล่ะ ทั้งม้า แพะภูเขา อูฐ ไปจนถึงจามรี”

4 เดือน หลังบอกลาบ้านเกิดในยุโรป พวกเขาก็เดินทางมาถึงประเทศจีน ซิลเวียนอธิบายว่า การขับรถท่องเที่ยงเองโดยไม่มีมัคคุเทศนั่งประจำอยู่บนรถด้วย ถือว่าผิดกฎหมายจีน แต่การขับรถข้ามประเทศลงใต้มายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีระยะทางมากกว่า 7,000 กิโลเมตร ต้องใช้เวลานับสัปดาห์ ค่าธรรมเนียมมัคคุเทศจึงมีราคาแพงไปโดยปริยาย

“เราจึงไปรวมกลุ่มกับนักเดินทางบนรถบ้านอีกเจ็ดครอบครัว เพื่อจ้างมัคคุเทศสองคนให้มานำทาง ปรากฏว่าการเดินทางเป็นกลุ่มใหญ่นั้นสนุกมาก นอกจากความน่าเหลือเชื่อของทัศนียภาพที่ขับผ่านแล้ว บริบททางวัฒนธรรมของจีนยังน่าสนใจไม่แพ้กัน

“มีครั้งนึง มัคคุเทศพาเราไปยังหมู่บ้านที่เล็กที่สุดในประเทศ แต่เชื่อไหมว่านั่นก็ยังเป็นหมู่บ้านขนาดมโหฬารในสายตาเราอยู่ดี ภาษาอังกฤษของเรายังไม่ค่อยแข็งแรงนัก แต่โชคดีที่มัคคุเทศของเรา เซียและหลิวพูดภาษาฝรั่งเศสได้ เราจึงได้ความรู้และเข้าใจความเป็นจีนอย่างคนจีนเล่าให้ฟัง”

03 ความสุขที่ค้นพบ

ในที่สุด ครอบครัว Hakuna Matata ก็เดินทางเข้าสู่เอเชียตะวันเฉียงใต้ที่ประเทศลาว พวกเขาใช้เวลาหลายวันที่หนองเขียว หมู่บ้านเล็ก ๆ อันเงียบสงบทางเหนือ จากนั้นมุ่งหน้าสู่หลวงพระบาง โดยใช้เวลาส่วนใหญ่ในวัด ทำสมาธิกับพระสงฆ์และเด็ก ๆ ในชุมชน

“ครอบครัวของเราจากสวิสเซอร์แลนด์บินมาเยี่ยมเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ พวกเขาอยากรู้ว่าวิถีชีวิตบนรถบ้านตลอดเวลาหลายเดือนของการเดินทางนั้นเป็นอย่างไร เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เราพักจากการขับรถ และขี่จักรยานตระเวนไปทั่วเมืองที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์” เอริกาเล่า

“จากนั้นเราใช้เวลาสามสิบวันต่อมา ที่ประเทศเวียดนามกับชุมชนชาติพันธุ์หลายกลุ่ม เราได้รับบทเรียนที่มีค่ามากมาย โดยเฉพาะเรื่องการใช้ชีวิตพึ่งพิงธรรมชาติ ตั้งแต่การสร้างผลิตภัณฑ์ ถักทอเครื่องนุ่งห่ม สร้างที่อยู่อาศัย ไปจนถึงการเลือกใช้สมุนไพรเยียวยารักษา ทั้งหมดนี้คือวิถีชีวิตที่ข้าวของเครื่องใช้ล้วนไม่ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรม ไม่ต้องปรุงแต่งหรือดัดแปลงอะไรเพิ่มเติมไปจากสภาพตามธรรมชาติ”

หลังการเดินทางในเวียนนามสิ้นสุด พวกเขากลับมาที่หลวงพระบาง ประเทศลาวอีกครั้ง เพื่อพบพระโอบี พระสงฆ์หนุ่มชาวลาว ผู้ก่อตั้งองค์กรช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์โดยไม่แสวงผลกำไร Keep Helping Each Other ซึ่งมุ่งเน้นการมอบโอกาสทางการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรมให้กับเด็ก ๆ ด้อยโอกาส รวมถึงเยาวชนชายขอบ

“เราสนทนากับพระโอบีถึงปณิธานของเขา ครอบครัวของเรามีโอกาสติดตามกลุ่มอาสาสมัครขององค์กรไปยังหมู่บ้านในพื้นที่ถุรกันดารเพื่อมอบเครื่องอุปโภคบริโภค และอุปกรณ์ทางการศึกษาให้ชุมชน การเดินทางครั้งนี้มอบประสบการณ์ทางจิตวิญญาณให้เราอย่างมาก”

เอริกาเล่าว่า พวกเขาวางแผนก่อตั้งองค์กรไม่แสวงผลกำไรในชื่อ Listen To Your Heart And Help เพื่อช่วยพระโอบีขยายความช่วยเหลือให้กว้างไกลขึ้น โดยมีเหตุผลเรียบง่ายว่า “เมื่อมีโอกาส ทำไมจึงเลือกจะมองข้ามโอกาสและปฏิเสธที่จะช่วยเหลือผู้อื่นล่ะ จริงไหม”

สัปดาห์สุดท้ายในประเทศลาว พวกเขาเดินทางไปวังเวียงและได้พบกับ โซ เด็กชายวัย 14 ปี ผู้อาศัยอยู่ในวัดและข้างถนน เริ่มแรกครอบครัว Hakuna Matata ชวนเขามากินข้าว จากนั้นกิจกรรมจึงเพิ่มมากขึ้นตามความสนิทสนม “โซได้ไปว่ายน้ำและปั่นจักรยานกับทีโบและอีลาน เขาเคยจะมานอนบนรถบ้านกับพวกเราด้วย แต่ปรากฏว่ามันร้อนเกินไปสำหรับเขา

“แม้จะมีกำแพงภาษา แต่ทีโบและอีลานก็สามารถวิ่งเล่น และทำกิจกรรมสนุกกับเพื่อนใหม่ได้อย่างไม่มีปัญหา จริง ๆ ทุกประเทศที่เราเดินทางมา เด็ก ๆ ไม่เคยมีปัญหาในการปรับตัวเข้าหากันเพื่อไปเล่นสนุกกันตามประสาเลยครับ” ซิลเวียนเล่าพร้อมรอยยิ้ม

“นี่คือเหตุผลที่เราอยากกลับไปที่ลาวอีกครั้ง เพื่อพบพระโอบีและเพื่อน ๆ อาสาสมัครของ Listen To Your Heart And Help รวมถึงโซ เราอยากเห็นว่าเขาเติบโตขึ้นแค่ไหน มีทุกข์สุขในชีวิตอย่างไร เพราะตลอดปีที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากของผู้คนทั่วโลก”

04 บ้านที่ไม่เหมือนใคร

มกราคม ปี 2020 ครอบครัว Hakuna Matata ออกเดินทางจากลาวสู่ประเทศไทย โดยขับรถลัดเลาะไปตามแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่งดงามของภาคอีสาน มุ่งหน้าสู่บ้านสีถาน จังหวัดกาฬสินธุ์ หมู่บ้านเล็ก ๆ อบอุ่นเป็นมิตรที่สมาชิกในครอบครัวได้เรียนรู้การทอผ้าและวิถีทางการเกษตรที่เน้นเรื่องความยั่งยืนของชีวิตและสิ่งแวดล้อม จากครอบครัวของเพื่อนชาวไทยอย่างสมบัติ

เอริกาเล่าต่อว่า “เราขับรถต่อไปยังพิมาย จังหวัดโคราช ซึ่งเป็นบ้านของโทมัส ชาวฝรั่งเศสพูดภาษาไทยได้คล่องแคล่ว เพื่อนใหม่ที่เราพบตอนอยู่ประเทศลาว โทมัสมีภรรยาชาวไทย ดังนั้นตอนที่ครอบครัวของเราไปเยี่ยม เราจึงได้เรียนรู้วัฒนธรรมและชีวิตชนบทของชาวไทยอีสาน ทั้งแคปปิ้งไปและหัดทำอาหารมังสวิรัติด้วยวัตถุดิบพื้นถิ่น เป็นสัปดาห์ยอดเยี่ยมที่น่าเหลือเชื่อมาก”

พวกเขาเดินทางไปเกาะช้าง อยุธยาและกาญจนบุรี และตอนนั้นเองที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 เริ่มปะทุขึ้น ตามข้อบังคับในช่วงล็อกดาวน์ พวกเขาไม่สามารถอาศัยอยู่บนรถบ้านได้ จึงเดินทางลงใต้ไปจังหวัดกระบี่เพื่อเช่าอาศัยที่บ้านริมหาดของเพื่อนชาวฝรั่งเศส ที่นั่นพวกเขาได้เรียนรู้วัฒนธรรมปักษ์ใต้หลายอย่าง รวมถึงฝึกพูดภาษาไทยสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน

“ในความไม่คาดฝันของสถานการณ์โรคระบาด ก็นับว่าโชคดีที่เราเผชิญกับเหตุการณ์นี้ที่ประเทศไทย เพราะนอกจากความเป็นมิตรของผู้คนแล้ว อาหารไทยอร่อยมาก ครอบครัวเราเป็นมังสวิรัติ ที่นี่มีผักและผลไม้สดให้เลือกเยอะแยะไปหมด”

อย่างไรก็ตาม หลายเดือนผ่านไปและสถานการณ์ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ครอบครัว Hakuna Matata จึงตัดสินใจบินกลับไปยังประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยเช่าพื้นที่จอดรถบ้านไว้ที่พัทยา เพื่อเดินเรื่องเอกสารในการเปิดองค์กรไม่แสวงผลกำไรใน Listen To Your Heart And Help ทีแรกพวกเขาคิดว่าจะกลับไปตั้งหลักดูสถานการณ์ประมาณ 3 เดือน แต่กว่าไทยจะเปิดประเทศจากการล็อกดาวน์อีกครั้ง ก็เป็นช่วงสิ้นปี 2020

ซิลเวียนใช้เวลาช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ซ่อมแซมรถบ้าน เพื่อเตรียมตัวกลับสู่การเดินทางในปี 2021 “เราดีใจมากที่ในที่สุด ก็ได้กลับใช้ชีวิตมาใน ‘บ้าน’ ติดล้อของครอบครัวอีกครั้ง”

05 บทเรียนล้ำค่า

ชีวิตบนรถบ้าน ทีโบและอีลานเรียนหนังสือแบบโฮมสกูล โดยเอริกาเป็นคนออกแบบการเรียนรู้ของลูก ๆ เอง และจะใช้เวลาช่วงเช้าของทุกวันเป็นชั่วโมงการเรียน ไม่ว่ารถบ้านจะจอดอยู่ที่ไหน บนภูเขาสูงหรือริมชายหาด เด็ก ๆ จะมีชั่วโมงเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน

เอริกาบอกทิ้งท้ายถึงประสบการณ์ล้ำค่าที่ครอบครับของเธอได้รับตลอด 3 ปีที่ผ่านมาว่า “นี่คือการเดินทางออกจากคอมฟอร์ทโซนอย่างแท้จริง เราเรียนรู้การปรับตัวและใช้ชีวิตอย่างยืดหยุ่นไปกับบริบทที่หลากหลายของโลกใบนี้ เมื่อวานเราอยู่ในประเทศที่ใช้ภาษาแบบหนึ่ง วันต่อมาเรากระโดดข้ามเส้นสมมติที่เรียกว่าชายแดนมายังอีกวัฒนธรรมอย่างสิ้นเชิง

“เราเรียนรู้ที่จะมองข้ามเปลือกและความไม่จริงแท้ เพื่อจดจ่ออยู่กับสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตเท่านั้น เพราะบ้านติดล้อของเราหลักเล็กนิดเดียว เราไม่มีพื้นที่สำหรับข้าวของเกินความจำเป็นในการดำรงชีวิต สิ่งนี้นำมาสู่ความเคารพในธรรมชาติ เพราะทุกอย่างถูกสร้างขึ้นจากทรัพยากรธรรมชาติทั้งสิ้น ดังนั้นการลดการใช้ จึงเท่ากับการเพิ่มอายุขัยให้ธรรมชาติ”

“ทุกความแตกต่างของวัฒนธรรมคือสิ่งอัศจรรย์ที่น่าค้นหา เราเรียนรู้ที่จะชื่นชมและดื่มด่ำกับมันด้วยความเคารพ ด้วยดวงตาและหัวใจที่เปิดกว้าง ทุกการเรียนรู้ตลอดการเดินทางคือสิ่งที่เรามอบให้ลูกชายทั้งสองเป็นพื้นฐานทัศนคติ เพื่อหล่อหลอมเป็นแนวคิดสำหรับการใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง สังคมและโลกใบนี้ ในวันที่เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต”

เรื่อง มิ่งขวัญ รัตนคช

ภาพถ่าย ณัฐกิตติ์ มีสกุล


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : 25 จุดหมายยอดเยี่ยมที่สุดของโลก

จุดหมายปลายทาง

เรื่องแนะนำ

สัมผัสประสบการณ์เดินทางบน รถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย

ภาพทิวทัศน์ของรัสเซียนั้นดูเลือนราง เมื่อมองผ่านหน้าต่างของรถไฟสุดหรูอย่าง โกลเด้น อีเกิล ทรานส์–ไซบีเรีย เรื่องราวและภาพ: DANIELLE AMY ฝนโปรยปรายขณะที่เราขึ้นรถไฟใน เมืองวลาดีวอสตอค หรือเมืองสถานีปลายทางทรานส์-ไซบีเรียอันห่างไกลที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของรัสเซีย ซึ่งเดินทางโดยการนั่งเรือจากเกาหลีเหนือใช้เวลานานถึงเก้าชั่วโมง รถไฟถูกทาด้วยสีเทาและน้ำเงิน โดยแต่ละขบวนจะประดับตราสัญลักษณ์ “Golden Eagle Trans-Siberian Express” เป็นตัวอักษรแบบทองคำอันแวววาว เส้นทางรถไฟแล่นผ่านทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ของมองโกเลีย และเทือกเขายูรัลที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะ รถไฟแล่นผ่านกระท่อมไม้ในไซบีเรียไปยังแหล่งสถาปัตยกรรมอันโอ่อ่าแห่งมอสโก กลุ่มของเราได้ร่วมเดินทางรถไปกับ National Geographic Expeditions เป็นเวลา 16 วัน จากการสังเกตพบว่ามีคู่รักที่เกษียณอายุราชการเป็นส่วนใหญ่ คือชาวอเมริกันห้าคน ชาวแคนาดาหนึ่งคน หัวหน้าทัวร์รัสเซีย นักประวัติศาสตร์ และฉันที่เป็นผู้ประสานงานภาพถ่ายที่ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก มีพนักงานรถไฟประมาณ 50 คน ตั้งแต่พนักงานต้อนรับผู้โดยสาร ผู้เข้าร่วมประชุม บริกร บาร์เทนเดอร์ ผู้จัดการ ไปจนถึงวิศวกร คนทำอาหาร หัวหน้าพ่อครัว คนทำขนม คนอบขนมปัง หรือแม้แต่นักเล่นฮาร์ปและนักเปียโน เมื่อรถไฟเร่งความเร็วผ้าม่านสีเบจกลายเป็นกระจกเงาสะท้อนภาพห้องโดยสารแต่ละห้องที่ถูกตกแต่งด้วยเครื่องเรือนแบบโบราณ รวมถึงการเลือกใช้พรมและผนังสีแดงเพื่อเพิ่มความหรูหราแบบมีระดับ นี่เป็นระยะทางกว่าเก้าพันกิโลเมตร จนกว่าจะถึงมอสโกซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางรถไฟที่ยาวที่สุดในโลก […]

ทรานส์-อิหร่าน ทาง รถไฟอิหร่าน สายมรดกโลก มหัศจรรย์ท่องเที่ยวแห่งเปอร์เซีย

เส้นทางรถไฟทรานส์-อิหร่าน รถไฟอิหร่าน หัวใจของการฟื้นฟูภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของอิหร่าน “เส้นทางรถไฟทรานส์-อิหร่าน” (Trans-Iranian railway) มีเส้นทางครอบคลุมตั้งแต่บริเวณชายฝั่งทะเลแคสเปียนทางตอนเหนือไปจนถึงอ่าวเปอร์เซียทางตอนใต้ของประเทศด้วยความยาวกว่า 1,300 กม. รถไฟอิหร่าน สายนี้ผ่านภูมิประเทศที่หลากหลายทั้งพื้นที่ราบ ป่าลึก ภูเขาสูงและทะเลทราย  ความมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมของศตวรรษที่ 20 นี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นหนึ่งในแหล่งมรดกโลกยูเนสโกในปี พ.ศ. 2564 และเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของชาวอิหร่าน โครงการรางรถไฟนี้เริ่มขึ้นเมื่อราชวงศ์ปาห์ลาวีที่เริ่มปกครองอิหร่านในปี พ.ศ. 2468 ต้องการยกระดับการค้าและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อลดการพึ่งพาอำนาจต่างชาติ โครงการสร้างรางรถไฟนี้ได้รับความร่วมมือจากหลากหลายบริษัททั่วโลกกว่า 40 บริษัทซึ่งมีบริษัทของชาวเดนมาร์กอย่าง “Kampsax” เป็นผู้นำโครงการ การบุกประเทศอิหร่านของฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้รางรถไฟได้รับการพัฒนาและยกระดับโดยฝ่ายสัมพันธมิตรสำหรับการใช้ในทางทหาร  หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การท่องเที่ยวในอิหร่านเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนอิหร่านกลายเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวหลักในแถบตะวันออกกลาง แต่เมื่อมีการปฏิวัติอิหร่านในปี พ.ศ. 2522 และตามด้วยสงครามอิรัก-อิหร่าน อิหร่านผ่านการคว่ำบาตรจากนานาประเทศและนักท่องเที่ยวลดหายไปเกือบหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อปี พ.ศ. 2562 องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) มีรายงานถึงการท่องเที่ยวที่กำลังกลับมาเติบโตในอิหร่าน เมื่อปี พ.ศ. 2557 อิหร่านมีนักท่องเที่ยวเพียง 4.8 ล้านคน แต่รัฐบาลมีเป้าหมายดึงดูดนักท่องเที่ยวกว่า 20 ล้านคนในปี […]

SLOW BUT SURE พักเยอะก็เห็นเยอะ

หากอยากแบกเป้ขึ้นเขาเข้าป่าแต่ไม่แน่ใจในความฟิตของร่างกาย กับการที่ต้องไปเจอกับทางขึ้นเขาที่ทั้งยาวทั้งชัน อย่าเพิ่งถอดใจไปครับ ลองกระตุ้นความต้องการเดินทาง ด้วยการจินตนาการถึงตัวเองที่กำลังอยู่บนยอดเขาสูงกับวิวกว้างสุดลูกหูลูกตา อาจพอช่วยฉุดความอยากลากสังขารให้ออกไปใช้ชีวิตกลางแจ้งมากขึ้น ไม่ต้องกังวลกับความเหนื่อยล้า เพราะเราจะค่อย ๆ เดินไป โดยปฏิเสธความรีบเร่งทั้งปวง เราจะพักกันเท่าที่เราอยากพัก อย่างน้อยที่สุดการเคลื่อนที่ไปอย่างช้า ๆ มันก็ทำให้เราเห็นนั่นเห็นนี่ข้างทางได้มากกว่าคนอื่น… ต้นทาง จุดที่เรานั่งพักจุดแรกเป็นบริเวณน้ำตกเล็ก ๆ เรียกว่า“ห้วยทองหลาง” ที่นี่คือทำเลที่เหมาะสำหรับมื้อกลางวัน ช่วงเวลานี้อาหารร้านดังที่มีดาวการันตีจากสำนักไหนก็ไม่เด็ดเท่าข้าวเหนียวหมูย่าง นี่คือที่สุด!!! ความสดชื่นจากการได้ล้างหน้าล้างตัวด้วยน้ำเย็น ๆ ในลำธารเหมือนเป็นการชาร์จแบตได้สักหน่อย หากมีภาชนะเหลือแนะนำให้เติมน้ำตรงนี้ไปใช้ต้มประกอบอาหารเพราะนี่คือจุดสุดท้ายที่เราจะเจอลำธาร พี่เจ้าหน้าที่บอกพวกเราว่าลำธารสายนี้คือส่วนหนึ่งของแม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแม่กลองเชียวนะ นี่แหละครับเรื่องน่าทึ่งตั้งแต่ยังไม่ถึงยอดดอย   ระหว่างทาง จะว่าไปในความช้าและพักบ่อยก็มีประโยชน์ มันทำให้ได้เห็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างทางมากขึ้น ได้เห็นดอกไม้ป่าเล็ก ๆ จากการก้มหน้าหอบหายใจ ได้เห็นยอดไม้กับก้อนเมฆตอนแหงนหน้าดื่มน้ำ ช่วงเวลานี้ต้องขอบคุณเทคโนโลยีที่เรียกว่าสมาร์ตโฟน ที่ทำให้เราถ่ายภาพได้ทันทีแบบไม่ยั้ง ไม่ต้องมาคิดมากว่าภาพจะดีหรือไม่ แตกต่างจากสมัยใช้กล้องฟิล์มลิบลับ จะกดชัตเตอร์แต่ละทีก็เกรงใจกลัวฟิล์มจะหมด ภาพที่เห็นตรงหน้าตอนนี้ทุกอย่างดูน่าสนใจไปซะหมด ในแต่ละจุดพักเราใช้เวลากับมันประมาณหนึ่ง จากความช้ากลายเป็นความรื่นรมย์ทำให้ข้างทางน่าสนใจขึ้นกว่าเดิม ไอ้นั่นก็ดีไอ้นี่ก็สวย “ถึงที่หมายช้าก็เพราะแวะถ่ายรูประหว่างทาง” นี่คือข้ออ้างแบบมีฟอร์มแทนที่จะบอกความจริงว่าเหนื่อยพักบ่อยไม่ค่อยฟิต “ถึงจะช้าแต่ก็ชิลล์นะครับ” ผมว่า สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมตอนนี้ไม่ใช่แค่ใบไม้ แต่มันคือความงามตามธรรมชาติแบบมีหลักการ […]