การท่องเที่ยว ช่วยให้เราเข้าใจวัฒนธรรมและผู้อื่นได้มากขึ้นจริงหรือ

การท่องเที่ยวช่วยให้เราเข้าใจวัฒนธรรมและผู้อื่นได้มากขึ้นจริงหรือ

ในขณะที่นักวิจัยกล่าวว่าการท่องเที่ยวส่งผลต่อวิถีประสาท (neural pathways) ของสมอง แต่การเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอย่างแท้จริง (จากการท่องเที่ยว) ยังคงเป็นสิ่งที่ยากจะอธิบาย

ความเห็นอกเห็นใจ (empathy) โดยปกติมักถูกนิยามว่าเป็น “การเอาใจเขามาใส่ใจเรา” หรือ “การรู้สึกถึงสภาวะอารมณ์ของผู้อื่น” มันเป็นเครื่องมือทางสังคมที่สำคัญที่สามรถสร้างสะพานทางสังคมโดยการส่งเสริมการแบ่งปันประสบการณ์จนก่อให้เกิดพฤติกรรมความเห็นอกเห็นใจได้ในที่สุด

ทว่า คนเราสามารถเรียนรู้ความเห็นอกเห็นใจได้หรือไม่ และการท่องเที่ยวสามารถมีส่วนช่วยการเรียนรู้นี้ได้หรือไม่

คำตอบนั้นซับซ้อน “การวิจัยแสดงให้เห็นว่าความเห็นอกเห็นใจไม่ได้มีมาตั้งแต่กำเนิด แต่สามารถสอนกันได้” นักจิตบำบัด F. Diane Barth ได้เขียนไว้ในวารสาร Psychology Today หลายงานวิจัยในอดีตบ่งชี้ว่าความเห็นอกเห็นใจเป็นคุณลักษณะที่ไม่สามารถสอนกันได้ แต่งานวิจัยเมื่อปี 2017 ได้แนะว่า “ความสามารถทางประสาทวิทยา” ที่เกี่ยวกับความเห็นอกเห็นใจนั้นเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน แต่สามารถสอนกันได้ภายใต้สถานการณ์อันเหมาะสม

ไม่ว่าการได้เห็นโลกจะสามารถเปิดใจนักท่องเที่ยว จนทำให้นักท่องเที่ยวมีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้นได้จริงหรือไม่ สิ่งนี้ก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ในปี 2018 Harris Poll ได้ทำการสำรวจนักท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ (business travelers) ราว 1,300 คน ร้อยละ 87 กล่าวว่า การท่องเที่ยวเชิงธุรกิจช่วยให้พวกเขามีความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่นมากขึ้น และในการศึกษาเมื่อปี 2010 Adam Galinsky ศาสตราจารย์แห่งคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย พบว่าการท่องเที่ยวนั้น “เพิ่มความตระหนักรู้ของการเชื่อมโยงและการรวมกลุ่ม” กับวัฒนธรรมอื่นๆ

Karfa Diallo นำกลุ่มทัวร์ในสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการค้าทาสในเมืองบอร์กโดซ์ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2020 ภาพถ่ายโดย ANDREA MANTOVANI, THE NEW YORK TIMES/REDUX

ในขณะที่ความเห็นอกเห็นใจที่นิยามขึ้นมาด้วยตัวเองและความตระหนักรู้ยังคงเป็นมาตรวัดที่ไม่น่าเชื่อถือ การท่องเที่ยวก็ยังคงเป็นเหตุของการได้สัมผัสความต่างทางวัฒนธรรมผ่านการเดินทาง ซึ่งอย่างน้อยก็ได้สร้างสถานการณ์ที่เอื้อต่อการตรวจสอบจิตสำนึกและอคติที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว (Unconscious Bias) ของตัวเราเอง

“หากเราจะเปลี่ยนทิศทางสังคมให้เป็นสังคมที่มีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น ก็ชัดเจนว่าการทำงานเพื่อเพิ่มความสามารถในเรื่องความเห็นอกเห็นใจเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ความสัมพันธ์ของคนในระดับปัจเจก ชุมชน ประเทศ และนานาชาติเข้มแข็งขึ้น” Helen Riess ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านจิตเวช คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และผู้เขียนงานวิจัยในปี 2017 กล่าว

เส้นทางที่ปูด้วยความตั้งใจที่ดี

เป็นเรื่องน่าสนใจที่การท่องเที่ยวในยุคใหม่เริ่มต้นขึ้นจากความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ในช่วงทศวรรษ 1850 โธมัส คุก ที่ภายหลังเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท Thomas Cook ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวระดับโลกของอังกฤษ ได้ใช้ระบบรถไฟสายใหม่เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวพักผ่อนในระยะสั้นสำหรับให้แรงงานชาวอังกฤษผู้ทำงานหนักได้มีโอกาสพักผ่อน Freya Higgins-Desbiolles อาจารย์อาวุโสแห่งภาควิชาการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยเซาท์ออสเตรเลีย กล่าว

หนึ่งร้อยปีต่อมา องค์การสหประชาชาติได้ประกาศชั่วโมงการทำงานที่สมเหตุสมผล การพักร้อนที่ได้รับค่าจ้าง และ “การพักผ่อนในฐานะหนึ่งในสิทธิมนุษยชน” โดยในช่วงปี 1960 ได้มีการเรียกร้องให้เพิ่มวันหยุด และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพักผ่อนได้รวมตัวกันเพื่อรวมตัวเป็นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระดับอาชีพ

นับตั้งแต่นั้น องค์การการท่องเที่ยวโลก (World Tourism Organization – WTO) และกลุ่มองค์กรการช่วยเหลือต่างๆ ของสหประชาชาติได้ยกย่องให้การท่องเที่ยวเป็นทั้ง “พลังที่สำคัญสำหรับความสงบสุขของโลกที่สามารถก่อให้เกิดทั้งคุณธรรมและภูมิปัญญาเพื่อความเข้าใจและพึ่งพากันและกันในระดับนานาชาติ” เช่นเดียวกับกลยุทธ์การพัฒนาทางเศรษฐกิจสำหรับชาติที่ยากจน

การท่องเที่ยว, พนักงานโรงแรม, บาหลี
พนักงานโรงแรมในรีสอร์ทที่เกาะบาหลี นักวิจัยด้านการท่องเที่ยวกล่าวว่าผู้มาเยือนควรมุ่งมั่นที่จะเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่นโดยการมองข้ามปฏิสัมพันธ์เชิงแปลกเปลี่ยน (ตามหน้าที่) ภาพถ่ายโดย PHILIPPE CHARLOT, REDUX

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอยู่ได้ด้วยเป้าหมายที่สูงส่งเช่นนี้ ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา การท่องเที่ยวถูกกล่าวหาว่าได้ทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม ดังที่ สตีเฟน เวียริง ศาสตราจารย์ด้านการจัดการการท่องเที่ยว ได้เขียนไว้เมื่อ 20 ปีก่อนว่า “การท่องเที่ยวกลับทำให้ความไม่เท่าเทียมคงทนถาวรมากขึ้น” เนื่องจากองค์กรข้ามชาติจากกลุ่มประเทศทุนนิยมที่ร่ำรวยได้ควบคุมเศรษฐกิจและทรัพยากรเหนือประเทศที่กำลังพัฒนา

ในทุกวันนี้ ความไม่เท่าเทียมได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการท่องเที่ยว Nathan Thornburgh อดีตผู้สื่อข่าวต่างประเทศของนิตยสารไทม์ และ ผู้ก่อตั้งร่วมของ Road & Kingdom สื่อออนไลน์ด้านการท่องเที่ยวระดับโลก กล่าวและเสริมว่า “การเป็นผู้โดยสารสมาชิกสายการบิน สายคาดที่แบ่งแยกประเภทผู้โดยสารขึ้นเครื่อง วิธีที่คุณเรียกรถจากแอปพลิเคชั่นต่างๆ หรือการเรียกแท็กซี่จากสนามบิน ไม่ใช่รถโดยสารประจำทางหรือรถรับจ้างท้องถิ่น” สิ่งเหล่านี้กับทำให้การแบ่งแยกรุนแรงขึ้น ไม่ใช่กับความเห็นอกเห็นใจ “มันก็แค่การไปสถานที่ใดสถานที่หนึ่งเท่านั้นแหละครับ”

ข้อเสียของความเห็นอกเห็นใจ

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการพัฒนาความเห็นอกเห็นใจไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหามากมาย โจเซฟ เอ็ม. เชียร์ ศาสตราจารย์แห่งศูนย์การวิจัยการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยวากายามะ ประเทศญี่ปุ่น กล่าวและเสริมว่า โดยธรรมชาติ ความเห็นอกเห็นใจเป็นเรื่องของการมอง “คนอื่น”

ในปี 2019 ได้มีการศึกษาการท่องเที่ยวแบบปั่นจักรยานของชาวตะวันตกในกัมพูชา เชียร์พบว่า แม้ในทัวร์จะมีกิจกรรมที่เอื้อต่อการทำความเข้าใจสังคมอย่างการเยี่ยมชมองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรของท้องถิ่น การมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับคนกัมพูชาท้องถิ่น การสัมภาษณ์นักท่องเที่ยวเหล่านั้นหลังจากกิจกรรมการท่องเที่ยวจบลงเผยให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้เข้าใจบริบททางวัฒนธรรมของสถานที่ นักท่องเที่ยวต่างแสดงความรู้สึกเช่น “มีความสุข” “น่ารัก” และ “ใจดี” เมื่อต้องอธิบายถึงคนกัมพูชาท้องถิ่นหรือผู้ให้บริการทัวร์

เชียร์กล่าวเสริมอีกว่า อคติ “ต่อผู้อื่น” สามารถรับรู้ได้มากขึ้นจากระยะห่างระหว่างนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพบปะที่ต้องมีการแลกเปลี่ยนบางอย่างชัดเจน เช่นในโรงแรม

Barbara Manigault ช่างสานกระเป๋าจากหญ้าหวานกำลังผลิตงานฝีมือของเธอในรัฐเซาท์แคโรไลนา ภาพถ่ายโดย RICHARD ELLIS, ALAMY STOCK PHOTO

การท่องเที่ยวแบบปัจเจกบุคคลมักให้ประสบการณ์ขัดแย้งกับความตั้งใจสูงสุดของเรา Bani Amor นักเขียนด้านการท่องเที่ยวซึ่งมักเขียนการท่องเที่ยวเกี่ยวกับเชื้อชาติ สถานที่ และอำนาจสังคม กล่าว

“ความตั้งใจในทางบวกมักขัดแย้งกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยสิ้นเชิง รวมไปถึงความขัดแย้งกับในวิธีการกดขี่กลุ่มคน BIPOC (Black, indigenous, people of colors – คนดำ คนพื้นเมือง และคนผิวสี) ทั่วโลก รวมไปถึงวิธีการปฏิบัติต่อแรงงานภาคการท่องเที่ยว และการที่ (คนท้องถิ่น) ถูกขับไล่ หรือไม่มีสิทธิที่จะมีความสุขในพื้นที่ของตัวเอง” Amor ผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศเอกวาดอร์ กล่าว

“คุณจะรับรู้ได้แค่เพียงประสบการณ์ของตัวคุณเองเท่านั้น” Anu Taranath ศาสตราจารย์ด้านความเท่าเทียมทางเชื้อชาติแห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน-ซีแอตเทิล กล่าว และผู้อพยพรุ่นที่สองในสหรัฐอเมริกา กล่าว

เที่ยวให้ลึกขึ้น

ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญต่างสรุปว่าการท่องเที่ยวอาจจะไม่ได้กระตุ้นความเห็นอกเห็นใจจนเปลี่ยนนักท่องเที่ยวให้เป็นนักกิจกรรมด้านความเท่าเทียมในสังคม ทว่า การไม่ท่องเที่ยวเลยอาจส่งผลที่ย่ำแย่กว่าเดิม

เพราะการท่องเที่ยวทำให้เกิดการพบกันระหว่างคนแปลกหน้า ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นภาพจินตนาการของการเกิดความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งไม่อาจเกิดขึ้นได้หากปราศจากความใกล้ชิดที่เกิดจากการท่องเที่ยว Hazel Tucker กล่าวไว้ในการศึกษาเมื่อปี 2016 และเสริมว่า นี่คืออีกหนึ่งเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะให้เด็กๆ ได้มีประสบการณ์การท่องเที่ยวในช่วงเริ่มต้นของชีวิต

“แน่นอนประสบการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตัวเราได้จะต้องเป็นอะไรที่มากกว่าการปรากฏตัวพร้อมกับกระเป๋าเดินทาง มันต้องอาศัยทั้งพลังงาน ความพยายาม และความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของนักท่องเที่ยว และขึ้นกับเงื่อนไขที่จำเพาะเจาะจงในสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละพื้นที่” Higgins-Desbiolles กล่าวและเสริมว่า “ผู้ที่ไปเยือนต้องเตรียมพร้อมที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวพร้อมที่จะมีส่วนร่วมผู้อื่นในระดับที่เท่าเทียมกัน”

เรื่อง RUTH TERRY


อ่านเพิ่มเติม การเดินทาง และท่องเที่ยว เป็นสิ่งจำเป็น

เรื่องแนะนำ

แคมปิ้งกลางนา เดินป่ากับช้าง

หลังฤดูเก็บเกี่ยวเที่ยวได้ ช่วงฤดูหนาวหลายคนคงมีจุดหมายปลายทางอยากไปสัมผัสสายหมอกและอุณหภูมิเย็นฉ่ำ ณ ดงดอยสักแห่งทางภาคเหนือ พวกเราเองก็เช่นกัน แต่บางครั้งก็อาจตามมาด้วยภาพคลาคล่ำของนักท่องเที่ยวที่ต่างพากันมุ่งหน้ามาดื่มด่ำบรรยากาศกันอย่างแน่นขนัด จนอุทยานแห่งชาติฯ หรือสถานที่กางเต็นท์มีชื่อหลาย ๆ แห่งรองรับนักท่องเที่ยวไม่ไหว จะดีแค่ไหนหากลองมองหาสถานที่ท่องเที่ยวนอกกระแส หรือต่างช่วงเทศกาลดูบ้าง เพื่อให้เราได้เข้าใกล้ธรรมชาติ และใช้เวลาค่อย ๆ ซึมซับเรื่องราวระหว่างรายทางได้อย่างละเมียดละไม ปลายฤดูกาลแห่งการเก็บเกี่ยว หมู่บ้านห้วยบง “ห้วยบง Elephant Homestay” ในอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ต้อนรับเรา (ทีมงานเนชั่นแนลจีโอกราฟิค ฉบับภาษาไทย) ด้วยบรรยากาศของธรรมชาติอันแสนเงียบสงบ พร้อมลมที่หอบนำความเย็นมาปะทะผิว ช่วงที่เรามาเยือนนี้ ตรงกับต้นเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นเวลาชาวบ้านได้ลงมือเก็บเกี่ยวข้าวดอยไปจนหมดแล้ว จึงเหลือแต่ตอซังข้าวสีเหลืองบนแปลงนาที่ทอดยาวไปจนจรดตีนเขา โดยข้าวดอยนี้ชาวบ้านจะปลูกแค่ปีละครั้งเท่านั้น เพื่อเก็บไว้กินในครัวเรือน ยาวไปจนกว่าจะถึงฤดูกาลทำนาครั้งใหม่ในปีหน้า จากจุดประสงค์แรกของทีมงาน คือ การมาลงพื้นที่เพื่อช่วยชาวบ้านห้วยบง ซึ่งเป็นหมู่บ้านเลี้ยงช้างมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ในเรื่องการทำหมู่บ้านให้เป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชน แต่ด้วยงบประมาณที่มีค่อนข้างจำกัดทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างช้า ๆ ประกอบกับสถานการณ์โควิด-19 ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถมาเที่ยวได้ ขณะที่ชาวบ้านและช้างยังต้องกินต้องใช้ ดังนั้นครั้งนี้พวกเราจึงขอเป็นนักท่องเที่ยวออกสำรวจศักยภาพชุมชน เพื่อนำประสบการณ์ที่ได้พบเจอนั้นกลับไปบอกเล่าว่า นอกเหนือจากการเป็นหมู่บ้านช้างกลางหุบเขาแห่งแม่แจ่ม ที่นี่ยังมีกิจกรรมการท่องเที่ยวอะไรอีกที่น่าสนใจบ้าง ในที่สุดก็ได้พบว่าหลังจากฤดูเกี่ยวข้าวดอย เราสามารถเที่ยวได้เหมือนที่อื่น ๆ อย่างการแคมปิ้ง หรือกางเต็นท์นอนในนา ซึ่งเป็นประสบการณ์ใหม่ที่เชื่อว่าหลายคนไม่เคยทำ […]

รินด์จานี : ความฝัน ความทรงจำ และคราบน้ำตา

การเดินทางที่เคล้าด้วยการผจญภัย และคราบน้ำตา บนภูเขาไฟ รินด์จานี สวัสดี รินด์จานี ปี 2015 ข่าวการระเบิดครั้งใหญ่ทำให้เรารู้จักกับภูเขาไฟลูกหนึ่ง ปี 2017 เราเดินทางไปพิชิตภูเขาไฟลูกนั้น และนี่คือเรื่องราวทั้งหมด ยินดีที่ได้รู้จัก กุหนุงรินด์จานี คือภูเขาไฟที่ยังปะทุอยู่ และสูงที่สุดในเกาะลอมบอก ประเทศอินโดนิเซีย เมื่อปี 2015 เรารู้จักกันผ่านข่าวการระเบิดของเธอที่เผยแพร่ผ่านทางจอโทรทัศน์ แม้เป็นการรู้จักที่ไม่น่ายินดีสักเท่าไร แต่ก็คงต้องกล่าวว่า ยินดีที่ได้รู้จักต่อกันจริงๆ การเดินทางตลอดสิบหกชั่วโมง จากดอนเมืองถึงมาตารัม เราหวังใจไว้ว่า อยากยลโฉมรินด์จานีในทันทีที่เดินทางไปถึง แต่กลับกลายเป็นเรื่องเพ้อฝัน ราตรีกาลบดบังนางเอาไว้จนเรามองไม่เห็น และนางยังคงหลับไหลซ่อนตัวอยู่ในนั้น 6 นาฬิกา 30 นาทีของวันถัดมา คือเวลาที่เรามองเห็น รินด์จานี จากหน้าห้องพักด้วยตาของตัวเองเป็นครั้งแรก เราผินมองยอดสูงสุดพร้อมคิดว่า เราต้องไปถึงตรงนั้นในอีก 24 ชั่วโมงต่อจากนี้ ความประหม่ากลับเกิดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ จากจุดที่ตั้งของร้านจอห์นส์แอดเวนเจอร์ (John’s Adventure) เราต้องนั่งรถต่อไปอีกราวหนึ่งชั่วโมงจนถึงเซมบาลุน ซึ่งเราเริ่มเดินเท้าจากตรงนั้น สิ่งที่น่าอัศจรรย์คือความแข็งแรงของพอร์เตอร์ (porter) หรือลูกหาบ ที่ฉีกทุกทฤษฎีของกระเป๋าเดินเขาไปอย่างสิ้นเชิง ไม้ไผ่ถูกสานขัดกันเพื่อใช้ในการแบกของ และเท้าเปล่าก็เพียงพอสำหรับการขึ้นให้ถึงเบสแคมป์   […]

อาบป่า ให้ถึงหัวใจ ชินริน-โยคุ (SHINRIN-YOKU)

“อาบป่า” ผมเคยได้ยินคำนี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ไม่เคยเข้าใจความหมายของคำ ๆ นี้สักเท่าไหร่ จนกระทั่งไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสพบกับป้าแอ๊ด ทิพวันถือคำ ตัวแทนกลุ่มอาบป่ากาญจนบุรี ด้วยความสงสัยในความหมาย และวิธีการของการ อาบป่า ว่า มันดีอย่างไร ทำอย่างไร และทำไมเราต้องอาบป่า ป้าแอ๊ดยินดีให้ความรู้กับเราอย่างเป็นกันเอง ด้วยการพาพวกเราเดินเล่นไป คุยไป ในพื้นที่ของ ”บ้านกลางป่า” สถานที่พักผ่อนในรูปแบบโฮมสเตย์ที่อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ที่นี่รายล้อมไปด้วยพื้นที่ป่าหลายไร่ ที่ให้ความรู้สึกทั้งสงบและร่มรื่น ถือได้ว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการพาครอบครัวมาพักผ่อนพร้อมกับได้เรียนรู้วิธีการอาบป่าไปด้วย ป้าแอ๊ดอธิบายให้พวกเราฟังเกี่ยวกับเรื่องของการอาบป่าว่า เป็นศาสตร์บำบัดชนิดหนึ่งที่เริ่มต้นมาจากประเทศญี่ปุ่น ด้วยสภาวะความตึงเครียดค่อนข้างสูงในประเทศ จึงส่งผลทำให้คนในสังคมมีภาวะของโรคซึมเศร้า จนนำไปสู่อัตราการฆ่าตัวตายที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทางรัฐบาลญี่ปุ่นจึงส่งเสริมให้มีการศึกษาและวิจัยการใช้ธรรมชาติบำบัด แทนการใช้สารเคมี ผลการวิจัยพบว่า นอกจากปริมาณออกซิเจนมากมายที่ต้นไม้ปล่อยออกมาแล้ว “ไฟทอนไซด์” (Phytoncide) น้ำมันหอมระเหยที่ต้นไม้ปล่อยออกมา เพื่อป้องกันตัวเองจากแมลง แบคทีเรีย และเชื้อราต่าง ๆ ยังมีกลิ่นเฉพาะที่ช่วยบรรเทาความตึงเครียด เพิ่มความผ่อนคลายให้แก่มนุษย์ มีอารมณ์ที่ดีขึ้น นอนหลับสนิท และสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายไปพร้อมกัน นั่นหมายความว่า เราจะมีสุขภาพที่ดีขึ้นด้วยจากอาบป่า นับว่าศาสตร์บำบัดด้วยธรรมชาติแขนงนี้ มีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ป้าแอ๊ดชวนพวกเราเดินไป คุยไป และแนะนำถึงวิธีการอาบป่า […]

7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติในแอฟริกา

7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติในแอฟริกา เราทุกคนรู้กันดีว่าประสบการณ์ของการท่องเที่ยวในแอฟริกานั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร เช่น การส่องชีวิตของบรรดาสัตว์ป่า บนที่ราบ Masai Mara ในเคนยา หรือการลิ้มรสไวน์ชั้นเลิศจากสวนไวน์ในแหลมกู๊ดโฮป สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติในแอฟริกา แต่ทวีปอันกว้างใหญ่ที่เป็นบ้านของ 54 ชาติในแอฟริกานี้ ยังมีความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติและวัฒนธรรมทีโดดเด่น ซ้ำยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก กำลังรอคอยให้คุณออกไปสำรวจอยู่!   แอ่งดานาคิล, เอธิโอเปีย การเดินทางไปยังหนึ่งในสถานที่ร้อนอบอ้าวและอันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อาจเป็นไอเดียที่ไม่เวิร์คนัก แอ่งดานาคิล ในประเทศเอธิโอเปียนี้ เป็นสถานที่แห้งแล้งและเต็มไปด้วยฟองอากาศจากลาวาใต้พื้นพิภพ ผลจากการทับซ้อนกันของแผ่นเปลือกโลกในบริเวณนี้ส่งผลให้เกิดภูมิทัศน์สวยงามแปลกตาและแฝงไปด้วยอันตรายจากกำมะถันของภูเขาไฟ บริเวณแอ่งดังกล่าวมีชื่อเสียงในการทำเหมืองเกลือ สถานที่กว้างสุดลูกหูลูกตานี้ไม่ง่ายต่อการเดินทางแต่หากคุณสนใจจะมาท่องเที่ยวสามารถจองทัวร์กับไกด์ท่องเที่ยวท้องถิ่นได้ ซึ่งจะนำคุณมายังแอ่งดานาคิลด้วยรถยนต์และอูฐ   อุทยานแห่งชาติ Liuwa Plain, แซมเบีย ทุ่งหญ้าที่กว้างไกลจนราวกับไม่มีที่สิ้นสุด อุทยานแห่งชาติ Liuwa Plain ทางตะวันตกของแซมเบียมักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับอุทยานแห่งชาติเซเรนเกติ สถานที่แห่งนี้ยังเป็นที่อพยพของฝูงวิลเดอบีสต์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 อีกด้วย แต่เดิมทุ่งหญ้าแห่งนี้ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว จนกระทั่งโรงแรมคิงส์เรวันนิกาเปิดให้บริการขึ้นในปีนี้ ปัจจุบันยังไม่มีการให้บริการตั้งแคมป์ถาวรภายในอุทยาน เนื่องจากก่อนหน้านี้พื้นที่แห่งนี้ได้รับผลกระทบจากการรุกล้ำและล่าสัตว์ป่า แม้ว่าอุทยานจะอยู่ระหว่างการฟื้นฟูธรรมชาติและไม่ได้มีสัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์มากนักก็ตาม แต่ที่นี่เป็นบ้านของนกหลากหลายชนิดและฝูงไฮยีน่า และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ยังไม่ถูกเข้าถึงมากที่สุดในแซมเบีย   Tsingy Rouge, มาดากัสการ์ สถานที่เที่ยวนอกเมืองอันท์ซิรานานา ในมาดากัสการ์ […]