การท่องเที่ยว ช่วยให้เราเข้าใจวัฒนธรรมและผู้อื่นได้มากขึ้นจริงหรือ

การท่องเที่ยวช่วยให้เราเข้าใจวัฒนธรรมและผู้อื่นได้มากขึ้นจริงหรือ

ในขณะที่นักวิจัยกล่าวว่าการท่องเที่ยวส่งผลต่อวิถีประสาท (neural pathways) ของสมอง แต่การเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอย่างแท้จริง (จากการท่องเที่ยว) ยังคงเป็นสิ่งที่ยากจะอธิบาย

ความเห็นอกเห็นใจ (empathy) โดยปกติมักถูกนิยามว่าเป็น “การเอาใจเขามาใส่ใจเรา” หรือ “การรู้สึกถึงสภาวะอารมณ์ของผู้อื่น” มันเป็นเครื่องมือทางสังคมที่สำคัญที่สามรถสร้างสะพานทางสังคมโดยการส่งเสริมการแบ่งปันประสบการณ์จนก่อให้เกิดพฤติกรรมความเห็นอกเห็นใจได้ในที่สุด

ทว่า คนเราสามารถเรียนรู้ความเห็นอกเห็นใจได้หรือไม่ และการท่องเที่ยวสามารถมีส่วนช่วยการเรียนรู้นี้ได้หรือไม่

คำตอบนั้นซับซ้อน “การวิจัยแสดงให้เห็นว่าความเห็นอกเห็นใจไม่ได้มีมาตั้งแต่กำเนิด แต่สามารถสอนกันได้” นักจิตบำบัด F. Diane Barth ได้เขียนไว้ในวารสาร Psychology Today หลายงานวิจัยในอดีตบ่งชี้ว่าความเห็นอกเห็นใจเป็นคุณลักษณะที่ไม่สามารถสอนกันได้ แต่งานวิจัยเมื่อปี 2017 ได้แนะว่า “ความสามารถทางประสาทวิทยา” ที่เกี่ยวกับความเห็นอกเห็นใจนั้นเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน แต่สามารถสอนกันได้ภายใต้สถานการณ์อันเหมาะสม

ไม่ว่าการได้เห็นโลกจะสามารถเปิดใจนักท่องเที่ยว จนทำให้นักท่องเที่ยวมีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้นได้จริงหรือไม่ สิ่งนี้ก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ในปี 2018 Harris Poll ได้ทำการสำรวจนักท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ (business travelers) ราว 1,300 คน ร้อยละ 87 กล่าวว่า การท่องเที่ยวเชิงธุรกิจช่วยให้พวกเขามีความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่นมากขึ้น และในการศึกษาเมื่อปี 2010 Adam Galinsky ศาสตราจารย์แห่งคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย พบว่าการท่องเที่ยวนั้น “เพิ่มความตระหนักรู้ของการเชื่อมโยงและการรวมกลุ่ม” กับวัฒนธรรมอื่นๆ

Karfa Diallo นำกลุ่มทัวร์ในสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการค้าทาสในเมืองบอร์กโดซ์ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2020 ภาพถ่ายโดย ANDREA MANTOVANI, THE NEW YORK TIMES/REDUX

ในขณะที่ความเห็นอกเห็นใจที่นิยามขึ้นมาด้วยตัวเองและความตระหนักรู้ยังคงเป็นมาตรวัดที่ไม่น่าเชื่อถือ การท่องเที่ยวก็ยังคงเป็นเหตุของการได้สัมผัสความต่างทางวัฒนธรรมผ่านการเดินทาง ซึ่งอย่างน้อยก็ได้สร้างสถานการณ์ที่เอื้อต่อการตรวจสอบจิตสำนึกและอคติที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว (Unconscious Bias) ของตัวเราเอง

“หากเราจะเปลี่ยนทิศทางสังคมให้เป็นสังคมที่มีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น ก็ชัดเจนว่าการทำงานเพื่อเพิ่มความสามารถในเรื่องความเห็นอกเห็นใจเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ความสัมพันธ์ของคนในระดับปัจเจก ชุมชน ประเทศ และนานาชาติเข้มแข็งขึ้น” Helen Riess ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านจิตเวช คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และผู้เขียนงานวิจัยในปี 2017 กล่าว

เส้นทางที่ปูด้วยความตั้งใจที่ดี

เป็นเรื่องน่าสนใจที่การท่องเที่ยวในยุคใหม่เริ่มต้นขึ้นจากความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ในช่วงทศวรรษ 1850 โธมัส คุก ที่ภายหลังเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท Thomas Cook ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวระดับโลกของอังกฤษ ได้ใช้ระบบรถไฟสายใหม่เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวพักผ่อนในระยะสั้นสำหรับให้แรงงานชาวอังกฤษผู้ทำงานหนักได้มีโอกาสพักผ่อน Freya Higgins-Desbiolles อาจารย์อาวุโสแห่งภาควิชาการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยเซาท์ออสเตรเลีย กล่าว

หนึ่งร้อยปีต่อมา องค์การสหประชาชาติได้ประกาศชั่วโมงการทำงานที่สมเหตุสมผล การพักร้อนที่ได้รับค่าจ้าง และ “การพักผ่อนในฐานะหนึ่งในสิทธิมนุษยชน” โดยในช่วงปี 1960 ได้มีการเรียกร้องให้เพิ่มวันหยุด และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพักผ่อนได้รวมตัวกันเพื่อรวมตัวเป็นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระดับอาชีพ

นับตั้งแต่นั้น องค์การการท่องเที่ยวโลก (World Tourism Organization – WTO) และกลุ่มองค์กรการช่วยเหลือต่างๆ ของสหประชาชาติได้ยกย่องให้การท่องเที่ยวเป็นทั้ง “พลังที่สำคัญสำหรับความสงบสุขของโลกที่สามารถก่อให้เกิดทั้งคุณธรรมและภูมิปัญญาเพื่อความเข้าใจและพึ่งพากันและกันในระดับนานาชาติ” เช่นเดียวกับกลยุทธ์การพัฒนาทางเศรษฐกิจสำหรับชาติที่ยากจน

การท่องเที่ยว, พนักงานโรงแรม, บาหลี
พนักงานโรงแรมในรีสอร์ทที่เกาะบาหลี นักวิจัยด้านการท่องเที่ยวกล่าวว่าผู้มาเยือนควรมุ่งมั่นที่จะเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่นโดยการมองข้ามปฏิสัมพันธ์เชิงแปลกเปลี่ยน (ตามหน้าที่) ภาพถ่ายโดย PHILIPPE CHARLOT, REDUX

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอยู่ได้ด้วยเป้าหมายที่สูงส่งเช่นนี้ ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา การท่องเที่ยวถูกกล่าวหาว่าได้ทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม ดังที่ สตีเฟน เวียริง ศาสตราจารย์ด้านการจัดการการท่องเที่ยว ได้เขียนไว้เมื่อ 20 ปีก่อนว่า “การท่องเที่ยวกลับทำให้ความไม่เท่าเทียมคงทนถาวรมากขึ้น” เนื่องจากองค์กรข้ามชาติจากกลุ่มประเทศทุนนิยมที่ร่ำรวยได้ควบคุมเศรษฐกิจและทรัพยากรเหนือประเทศที่กำลังพัฒนา

ในทุกวันนี้ ความไม่เท่าเทียมได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการท่องเที่ยว Nathan Thornburgh อดีตผู้สื่อข่าวต่างประเทศของนิตยสารไทม์ และ ผู้ก่อตั้งร่วมของ Road & Kingdom สื่อออนไลน์ด้านการท่องเที่ยวระดับโลก กล่าวและเสริมว่า “การเป็นผู้โดยสารสมาชิกสายการบิน สายคาดที่แบ่งแยกประเภทผู้โดยสารขึ้นเครื่อง วิธีที่คุณเรียกรถจากแอปพลิเคชั่นต่างๆ หรือการเรียกแท็กซี่จากสนามบิน ไม่ใช่รถโดยสารประจำทางหรือรถรับจ้างท้องถิ่น” สิ่งเหล่านี้กับทำให้การแบ่งแยกรุนแรงขึ้น ไม่ใช่กับความเห็นอกเห็นใจ “มันก็แค่การไปสถานที่ใดสถานที่หนึ่งเท่านั้นแหละครับ”

ข้อเสียของความเห็นอกเห็นใจ

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการพัฒนาความเห็นอกเห็นใจไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหามากมาย โจเซฟ เอ็ม. เชียร์ ศาสตราจารย์แห่งศูนย์การวิจัยการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยวากายามะ ประเทศญี่ปุ่น กล่าวและเสริมว่า โดยธรรมชาติ ความเห็นอกเห็นใจเป็นเรื่องของการมอง “คนอื่น”

ในปี 2019 ได้มีการศึกษาการท่องเที่ยวแบบปั่นจักรยานของชาวตะวันตกในกัมพูชา เชียร์พบว่า แม้ในทัวร์จะมีกิจกรรมที่เอื้อต่อการทำความเข้าใจสังคมอย่างการเยี่ยมชมองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรของท้องถิ่น การมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับคนกัมพูชาท้องถิ่น การสัมภาษณ์นักท่องเที่ยวเหล่านั้นหลังจากกิจกรรมการท่องเที่ยวจบลงเผยให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้เข้าใจบริบททางวัฒนธรรมของสถานที่ นักท่องเที่ยวต่างแสดงความรู้สึกเช่น “มีความสุข” “น่ารัก” และ “ใจดี” เมื่อต้องอธิบายถึงคนกัมพูชาท้องถิ่นหรือผู้ให้บริการทัวร์

เชียร์กล่าวเสริมอีกว่า อคติ “ต่อผู้อื่น” สามารถรับรู้ได้มากขึ้นจากระยะห่างระหว่างนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพบปะที่ต้องมีการแลกเปลี่ยนบางอย่างชัดเจน เช่นในโรงแรม

Barbara Manigault ช่างสานกระเป๋าจากหญ้าหวานกำลังผลิตงานฝีมือของเธอในรัฐเซาท์แคโรไลนา ภาพถ่ายโดย RICHARD ELLIS, ALAMY STOCK PHOTO

การท่องเที่ยวแบบปัจเจกบุคคลมักให้ประสบการณ์ขัดแย้งกับความตั้งใจสูงสุดของเรา Bani Amor นักเขียนด้านการท่องเที่ยวซึ่งมักเขียนการท่องเที่ยวเกี่ยวกับเชื้อชาติ สถานที่ และอำนาจสังคม กล่าว

“ความตั้งใจในทางบวกมักขัดแย้งกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยสิ้นเชิง รวมไปถึงความขัดแย้งกับในวิธีการกดขี่กลุ่มคน BIPOC (Black, indigenous, people of colors – คนดำ คนพื้นเมือง และคนผิวสี) ทั่วโลก รวมไปถึงวิธีการปฏิบัติต่อแรงงานภาคการท่องเที่ยว และการที่ (คนท้องถิ่น) ถูกขับไล่ หรือไม่มีสิทธิที่จะมีความสุขในพื้นที่ของตัวเอง” Amor ผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศเอกวาดอร์ กล่าว

“คุณจะรับรู้ได้แค่เพียงประสบการณ์ของตัวคุณเองเท่านั้น” Anu Taranath ศาสตราจารย์ด้านความเท่าเทียมทางเชื้อชาติแห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน-ซีแอตเทิล กล่าว และผู้อพยพรุ่นที่สองในสหรัฐอเมริกา กล่าว

เที่ยวให้ลึกขึ้น

ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญต่างสรุปว่าการท่องเที่ยวอาจจะไม่ได้กระตุ้นความเห็นอกเห็นใจจนเปลี่ยนนักท่องเที่ยวให้เป็นนักกิจกรรมด้านความเท่าเทียมในสังคม ทว่า การไม่ท่องเที่ยวเลยอาจส่งผลที่ย่ำแย่กว่าเดิม

เพราะการท่องเที่ยวทำให้เกิดการพบกันระหว่างคนแปลกหน้า ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นภาพจินตนาการของการเกิดความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งไม่อาจเกิดขึ้นได้หากปราศจากความใกล้ชิดที่เกิดจากการท่องเที่ยว Hazel Tucker กล่าวไว้ในการศึกษาเมื่อปี 2016 และเสริมว่า นี่คืออีกหนึ่งเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะให้เด็กๆ ได้มีประสบการณ์การท่องเที่ยวในช่วงเริ่มต้นของชีวิต

“แน่นอนประสบการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตัวเราได้จะต้องเป็นอะไรที่มากกว่าการปรากฏตัวพร้อมกับกระเป๋าเดินทาง มันต้องอาศัยทั้งพลังงาน ความพยายาม และความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของนักท่องเที่ยว และขึ้นกับเงื่อนไขที่จำเพาะเจาะจงในสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละพื้นที่” Higgins-Desbiolles กล่าวและเสริมว่า “ผู้ที่ไปเยือนต้องเตรียมพร้อมที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวพร้อมที่จะมีส่วนร่วมผู้อื่นในระดับที่เท่าเทียมกัน”

เรื่อง RUTH TERRY


อ่านเพิ่มเติม การเดินทาง และท่องเที่ยว เป็นสิ่งจำเป็น

เรื่องแนะนำ

กล้าเดินไหม? สะพานแขวนยาวที่สุดในโลก

สะพานแขวนแห่งนี้ทอดตัวยาวเชื่อมระหว่างหุบเขาที่สูงชันในเทือกเขาแอลป์ ของสวิสเซอร์แลนด์ และได้ชื่อว่าเป็นสะพานแขวนที่มีความยาวมากที่สุดในโลก ด้วยระยะทาง 494 เมตร และสูงถึง 85 เมตรเหนือพื้นดิน สะพานแห่งนี้เพิ่งจะเปิดให้ผู้คนทดลองมาวัดความกล้ากันไปเมื่อ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งใครก็ตามที่เป็นโรคกลัวความสูงไม่อนุญาตให้เดินข้ามสะพานดังกล่าว ว่าแต่คุณผู้อ่านล่ะ กล้าพอไหมที่จะเดินข้ามสะพานแขวนยาวที่สุดในโลกเส้นนี้!   อ่านเพิ่มเติม : ไปเที่ยวเกาหลีเหนือกัน! พักในโรงแรมสุดหรูพร้อมเล่นสกีหิมะ, 5 แหล่งผจญภัยตามสไตล์ Game of Thrones

เที่ยวค้างคืนบน เกาะร้าง กลางเขื่อนศรีนครินทร์

สองคืนบน เกาะร้าง กับเพื่อนที่รู้ใจ และบรรยากาศที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ ผมเป็นคนใจง่ายกับธรรมชาติ ใครชวนไปเที่ยวหาธรรมชาติก็มักตกปากรับคำหมด เพราะผมคิดว่าการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ออกไปเรียนรู้โลกกว้าง เท่ากับเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้ตัวเอง ทริปล่าสุดนี้เกิดจากการพูดคุยกับเพื่อนรุ่นน้องที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้ง เราชวนกันไปหาเกาะร้างนอนที่เขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งอยู่ในความดูแลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และพื้นที่เหนือเขื่อนบางส่วนก็อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งเกาะที่เราจะไปอยู่กลางทะเลสาบน้ำจืด เป็นสถานที่อนุโลมให้เฉพาะชาวบ้านในละแวกนั้นเข้าถึงได้ แต่นักท่องเที่ยวอย่างพวกเราต้องทำเรื่องขออนุญาตจากอุทยานฯ ก่อนเข้าพื้นที่ เกาะน้อยใหญ่กลางเขื่อนศรีนครินทร์นั้นเป็นเกาะร้างตามธรรมชาติ ซึ่งชาวบ้านได้อาศัยหลบแดดหลบฝนในยามออกมาหาปลาเลี้ยงชีพ เกาะเหล่านี้จึงค่อนข้างปลอดนักท่องเที่ยว บรรยากาศเงียบสงบเหมาะกับผู้รักธรรมชาติอย่างยิ่ง สามารถมาเที่ยวได้ตลอด ยกเว้นช่วงฤดูฝนที่อาจไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ พวกเรา 8 ชีวิตนัดเจอกันที่แพริมน้ำเหนือเขื่อนศรีนครินทร์ในช่วงบ่ายวันหนึ่ง เมื่อเอาสัมภาระลงแพ พร้อมจะออกไปติดเกาะแล้ว เราคุยกับลุงเจ้าของเรือว่าให้ช่วยพาไปนอนที่เกาะไหนก็ได้ที่ไกลจากผู้คน ลุงเจ้าของเรือก็ขับเรือลากแพมุ่งหน้าไปด้านทิศเหนือของเขื่อนทันที เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง น้องในทีมเรียกให้ดูเกาะแห่งหนึ่ง “เหมือนเกาะในการ์ตูนขายหัวเราะเลยเนอะ” ทุกคนเห็นด้วยกับคำพูดนี้ ว่าแล้วก็ตะโกนบอกให้ลุงขับเรือแวะเกาะขายหัวเราะ (เป็นชื่อที่เราตั้งกันเอง) เราลงไปสำรวจที่เกาะนี้และคิดว่าสามารถพักค้างแรมได้ จึงนัดแนะให้ลุงเจ้าของเรือมารับในอีก 2 วันข้างหน้า บรรยากาศบนเกาะเย็นสบาย มีลมพัดเอื่อยๆทั้งวัน มีร่มไม้ให้พอพักหลบแดด แต่ที่ประทับใจสุดๆก็ตรงที่เกาะนี้เป็นจุดชมวิวดวงอาทิตย์ขึ้นและตกได้งดงามมากๆ ถ้าใครชอบความเงียบสงบ ต้องหาทางมาสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ครับ ขอเพียงมีหนังสือสักเล่มกับกาแฟรสชาติดีๆ ทิ้งเวลาไปกับวิวสวยๆ เท่านี้ก็เป็นความสุขอย่างที่สุดแล้วละครับ การเดินทาง ผมใช้รถยนต์ส่วนตัวขับมุ่งหน้าไปยังเขื่อนศรีนครินทร์ ใช้เส้นทางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3199 แก่งเสี้ยน – […]

ดูนก ง่ายๆ สไตล์ “ป้ากล้อง”

เคยไหมเวลาเราเจอใครสักคนแล้วเราปล่อยผ่านไปทั้งที่ใจอยากจะเข้าไปพูดคุย จนบางครั้งเมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้วเราก็ได้แต่คิดในใจว่าไม่อยากให้การเจอกันครั้งนั้นเป็นครั้งสุดท้าย ผมพบผู้หญิงคนหนึ่งโดยบังเอิญจากการเข้าไปดูเพจเกี่ยวกับภาพถ่ายธรรมชาติ โดยเฉพาะภาพถ่ายของนกนานาชนิดจากการ ดูนก ของเธอ ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมถึงอยากพูดคุยกับผู้หญิงคนนี้ สุดท้ายก็คิดว่าน่าจะเป็นเพราะชื่อเพจที่เรียกตัวเองว่า “ป้า” ของผู้หญิงคนนี้กระมังที่ทำให้เราอยากรู้เรื่องราวของเธอจนไม่อยากปล่อยผ่านเหมือนครั้งที่ผ่านมา ผมมีนัดพูดคุยกับ “ป้ากล้อง” หรือคุณหน่อย – ธนพร พิชิตพรรณ เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “ป้ากล้อง” ที่อ่างเก็บน้ำกระเสียว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ด้วยเหตุผลที่ว่าที่นี่เป็นที่อยู่อาศัยของนกนานาชนิดและเป็นที่ที่ป้ากล้องชอบมาแอบถ่ายภาพนกนั่นเอง แล้วผมยังถือโอกาสนี้เรียนรู้วิธีการแอบถ่ายนกของป้ากล้องด้วย เผื่อใครที่สนใจเรื่องถ่ายภาพสัตว์ตามธรรมชาติจะได้ลองนำไปปรับใช้กันครับ “ป้ากล้อง” คือใคร ต้องเริ่มจากคำว่า “ป้ากล้อง” ก่อน ในความคิดพี่ถ้าเป็นผู้ชายถ่ายภาพเราจะเรียก “ตากล้อง” หากเป็นผู้หญิงเขาก็เรียก “ยายกล้อง”  ทีนี้เราไม่อยากเป็นยายไง (หัวเราะ)ขอเป็นแค่ป้าก็พอ เพราะด้วยวัยที่อายุ 56 ปีแล้วก็น่าจะเป็นป้าได้ อีกอย่างพี่มีความรู้สึกว่าป้าเป็นคำพูดที่ฟังดูคุ้นเคยกับลูกหลาน กับรุ่นน้องหรือกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน ไม่แบ่งชั้นเป็นคนใกล้ชิดเป็นญาติสนิท คิดว่าคำนี้น่าจะเหมาะกับการที่เรานำมาตั้งชื่อเพจของเราซึ่งทำขึ้นมาเพื่อแบ่งปันความสุขที่เราได้เห็นให้คนอื่นๆได้เห็นด้วยนี่จึงเป็นที่มาของชื่อเพจป้ากล้องและที่มาของเพจ เหตุผลเบื้องหลังของคำถาม “ทำไมชอบดูนก” เสน่ห์ของเพจ “ป้ากล้อง” คืออะไร น่าจะเป็นความจริงใจในการนำเสนอแบบที่ตัวเองเห็นและเขียนเล่าอย่างง่ายๆ ตรงไปตรงมาแบบป้าบอกป้า พี่บอกน้อง แม่บอกลูก ทุกอย่างเขียนออกมาจากใจจริงๆ เขียนแบบคนที่ไม่มีความรู้เรื่องเขียนหนังสือนี่แหละ จุดประสงค์หลักอีกอย่างคืออยากนำความสุขมาให้แก่ผู้ที่ได้พบเห็นเพจของเราด้วย ก่อนจะมาเป็น “ป้ากล้อง” พี่ก็เป็นพี่หน่อย […]

พิพิธภัณฑ์ 10 แห่ง ที่เปิดใช้เข้าชมในรูปแบบเสมือนจริง

หากคุณรู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องรักษาระยะห่างทางสังคม และต้องอยู่แต่ในบ้านเป็นส่วนใหญ่ ลองเช้าชม พิพิธภัณฑ์ ที่เปิดระบบ Virtual Reality Tour เหล่านี้ ผลกระทบจากการรักษาระยะห่างทางสังคมทิ้งร่องรอยในแง่ของอารมณ์ไว้หลากหลายรูปแบบ บ้างรู้สึกดี บ้างรู้สึกเหงา หรือบางครั้งก็เกิดความอึดอัด แม้ว่าเราจะพยายามทำตัวให้ยุ่งอยู่ตลอดเวลา ด้วยการสรรหากิจกรรมต่างๆ มาทำในช่วงนี้ หรือบางคนต้องทำงานอยู่ที่บ้าน เป็นเรื่องปกติที่จะเกิดความรู้หดหู่ และนักจิตบำบัดแนะนำว่า อนุญาตให้ตัวเองได้รู้สึกแบบนั้นได้ แต่รู้สึกอย่างรู้เท่าทัน ในขณะเดียวกัน พิพิธภัณฑ์ หลายแห่งได้จัดทำการท่องเที่ยวเสมือนจริง หรือ Virtual Reality Tour เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าชมงานจัดนิทรรศการผ่านช่องทางออนไลน์ และสัมผัสประสบการณ์เสมือนว่าคุณกำลังเดินเข้าไปชมในสถานที่จริง วันนี้ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย รวบรวมพิพิธภัณฑ์ 10 แห่ง ที่เปิดให้ชมในรูปแบบ VR tour เพื่อให้คุรผู้อ่านได้เดินเที่ยวชมพิพิทธภัณฑ์ชื่อดังจากที่บ้านของคุณเอง พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ คุณไม่จำเป็นต้องจองตั๋วไปถึงปารีส เพื่อเข้าชมงานศิลปะชิ้นเอกที่รววบรวมไว้ภายใน ตอนนี้พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เปิดให้ผู้ชมสามารถเข้าเยี่ยมผ่านช่องททางออนไลน์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในส่วนงานจีดแสดงสามส่วน ซึ่งรวมถึงส่วนการจัดแสดงอียิปต์โยราณ https://www.louvre.fr/en/visites-en-ligne#tabs พิพิธภัณฑ์โซโลมอน อาร์. กุเกนไฮม์ ภายในจัดแสดงผลงานของปาโบล ปีกัสโซ, Piet Mondrian, […]