เมรุมาศไทย - บาหลี ความเหมือนในความต่าง - National Geographic Thailand

เมรุมาศไทย – บาหลี ความเหมือนในความต่าง

บาหลี ชุมชนเก่าแก่ของชาวฮินดูบนเกาะเล็กๆ ที่สำคัญยิ่งในฐานะ “ขุมทอง” ของการท่องเที่ยวประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งประกอบด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่กว่า 10,000 เกาะ รวมกันในนามอินโดนีเซีย

ที่น่าสนใจคือในห้วงยามก่อนดิจิทัลจะมีบทบาท บาหลี อาจเป็นชุมชนเดียวในโลก  ที่พลันเมื่อนักท่องเที่ยวลงจากเครื่องบิน เดินเข้าสู่อาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานเดนปาซาร์ จะพบซุ้มใส่แผ่นพับโฆษณาสถานที่ท่องเที่ยวให้เลือกหยิบได้ฟรี และยังมีใบปลิวระบุว่า หากคุณสนใจจะชมพิธีฌาปนกิจศพอย่างใกล้ชิด สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทรฯ ในอัตราค่าเข้าชมราคาหนึ่ง ค่าเข้าร่วมพิธีเสมือนหนึ่งเป็นญาติพี่น้องของผู้ตายในอีกราคาหนึ่ง

ทิ้งท้ายด้วยคำเชิญชวนเย้ายวนใจว่า นี่คือประสบการณ์ล้ำเลอค่าที่หาที่ไม่ได้ในโลกใบนี้!

บาหลี, เที่ยวบาหลี, วัฒนธรรม, ความเชื่อ, อินโดนีเซีย, เมรุ, เมรุมาศไทย, ไทย

บาหลี, เที่ยวบาหลี, วัฒนธรรม, ความเชื่อ, อินโดนีเซีย, เมรุ, เมรุมาศไทย, ไทย
เมื่อถึงทางแยก ชายฉกรรจ์ผู้แบกหาม “เลมบู” หุ่นสัตว์ในเทพนิยายรูปสีหปักษี (สิงห์มีปีก) สำหรับอัญเชิญศพสู่พิธีเผาพร้อมใจกันเขย่าและส่ายตัวหุ่นอย่างแรง มีนัยว่าเพื่อให้ดวงวิญญาณผู้ตายหลงทาง จำทางกลับบ้านไม่ได้

หลักปรัชญาของชาวฮินดูบาหลี ถือว่า การเผาศพ คือการส่งมอบกายคืนสู่ธาตุทั้งห้า คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เหล็ก ความตายคือการเดินทางของวิญญาณจากชีวิตในภพภูมินี้ ไปสู่ชีวิตใหม่บนสรวงสวรรค์ ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เขาพระสุเมรุ ที่ประทับของทวยเทพตามคติของชาวฮินดู พิธีศพบาหลีจึงเปรียบเสมือนการส่งดวงวิญญาณของผู้ตายคืนสู่สวรรคาลัย หรือการกลับสู่สถานะเทพเจ้าดังเดิม ขั้นตอนสำคัญในพิธีนี้จึงต้องสร้าง “บาเดห์” (Wadah) หออัญเชิญศพ แบบจำลองจักรวาลตามคติของชาวฮินดู ซึ่งก็คือเขาพระสุเมรุจำลองนั่นเอง

บาหลี, เที่ยวบาหลี, วัฒนธรรม, ความเชื่อ, อินโดนีเซีย, เมรุ, เมรุมาศไทย, ไทย
ขบวนแห่ “บาเดห์” (Wadah) หออัญเชิญศพ แบบจำลองจักรวาลตามคติของชาวฮินดู ซึ่งก็คือเขาพระสุเมรุจำลอง หรือ “เมรุมาศ” สังเกตว่ามีฝรั่งชาย-หญิงคู่หนึ่ง ซื้อทัวร์มาร่วมขบวนแห่ซึ่งชาวบาหลีถือเป็นเกียรติกับผู้ตาย

ขนาดและความสูงของเขาพระสุเมรุจำลอง จะขึ้นกับวรรณะและสถานะทางสังคมของผู้ตาย หากเป็นเชื้อพระวงศ์  หรือผู้สืบเชื้อสายสุลต่านผู้ครองเมือง  บาเดห์อาจสูงถึง 28 เมตร แบ่งเป็น 11 ชั้น แทนสรวงสวรรค์ชั้นต่างๆ น้ำหนักรวมถึง 6 ตัน ต้องใช้คนหามครั้งละกว่า 400 คน ตั้งขบวนแห่แหนอย่างเอิกเกริก  มีชาวบ้านร่วมขบวนแห่นับพันคน

นอกจากบาเดห์แล้ว ยังต้องมี เลมบู (Lembu) หุ่นสัตว์ในเทพนิยายสำหรับอัญเชิญศพสู่พิธีเผา อาทิ หุ่นวัวตัวผู้ หรือโคนนทิ พาหนะทรงของพระศิวมหาเทพ หรือ สีหปักษี (สิงห์มีปีก) หรือ วารีกุญชร (ช้างมีครีบและหางปลา ฯลฯ โดยครอบครัวผู้ตายต้องจัดขบวนแห่หออัญเชิญศพ และหุ่นสัตว์ในเทพนิยายจากบ้านไปสู่ฌาปนสถานอย่างเอิกเกริก

เมื่อขบวนแห่ผ่านทางแพร่ง อาทิสี่แยก บรรดาชายฉกรรจ์ผู้แบกเลมบู จะพร้อมใจกันเขย่าและส่ายตัวหุ่นอย่างแรง มีนัยว่าเพื่อให้ดวงวิญญาณผู้ตายหลงทาง จำทางกลับบ้านไม่ได้ ตามหลักปรัชญาการตายของชาวบาหลีที่ว่า ความตายคือการเดินทางของวิญญาณจากชีวิตในภพภูมินี้ ไปสู่ชีวิตใหม่บนสรวงสวรรค์

บาหลี, เที่ยวบาหลี, วัฒนธรรม, ความเชื่อ, อินโดนีเซีย, เมรุ, เมรุมาศไทย, ไทย
สำหรับชาวบาหลี ความตายคือการเดินทางของวิญญาณจากชีวิตในภพภูมินี้ ไปสู่ชีวิตใหม่บนสรวงสวรรค์

แม้รูปแบบและขั้นตอนในพิธีศพชาวบาหลี จะแตกต่างจากธรรมเนียมไทยโดยสิ้นเชิง ทว่า ในความต่าง ยังมีความเหมือนอย่างปฏิเสธมิได้ คือการจำลองเขาพระสุเมรุ เพียงแต่ของชาวบาหลีสร้างด้วยไม้ไผ่และเคลื่อนย้ายเพื่อแห่แหนได้ ในขณะที่ “เมรุมาศ” หรือเมรุทองของไทย สร้างด้วยไม้ หยวกกล้วย กระดาษสี ฯลฯ โดยทั้งบาเดห์ และเมรุมาศ ถือเป็นงานประติมากรรมชั้นสูง

บาหลี, เที่ยวบาหลี, วัฒนธรรม, ความเชื่อ, อินโดนีเซีย, เมรุ, เมรุมาศไทย, ไทย
เมรุมาศของไทย คือการจำลองเขาพระสุเมรุ ที่ประทับของเทพเจ้าเช่นกัน

และหากสืบค้นประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ – อาเซียน จะพบว่าธรรมเนียมการสร้างพระเมรุมาศในพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เพื่อส่งดวงพระวิญญาณของกษัตริย์ชาวสยามสู่สวรรคาลัย รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากแบบแผนประเพณีในราชสำนักกัมพูชา ตั้งแต่ราว 500 ปีก่อน ต่างกันที่พระเมรุมาศของกัมพูชาแต่โบราณสร้างด้วยหิน จึงเรียก “ปราสาทหิน” ไม่ว่าจะเป็น นครวัด นครธม พนมบาแค็ง ฯลฯ ล้วนมีสถานะเป็นเมรุมาศของกษัตริย์กัมพูชาทั้งสิ้น

โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 (พ.ศ.1345 – 1392) เป็นกษัตริย์กัมพูชาพระองค์แรกของอาณาจักรกัมพูชายุครุ่งเรือง สมัยเมืองพระนคร (Angkor Period) เป็นผู้ริเริ่มสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ศาสนสถานบนฐานเป็นชั้นๆ” ซึ่งเป็นทั้ง “เทวสถาน” ยามพระองค์ยังมีพระชนม์ชีพ  และเป็นพระราชสุสาน หรือพระเมรุมาศ ยามพระองค์เสด็จสวรรคต จนกลายเป็นราชประเพณีที่กษัตริย์กัมพูชายุคเมืองพระนครทุกพระองค์ ต้องสร้าง “เทวสถาน” หรือปราสาทหินเป็นพระราชภารกิจแรกเมื่อขึ้นครองราชย์บัลลังก์

บาหลี, เที่ยวบาหลี, วัฒนธรรม, ความเชื่อ, อินโดนีเซีย, เมรุ, เมรุมาศไทย, ไทย
รอบเขาพระสุเมรุจำลอง ประดับหุ่นสัตว์ในเทพนิยาย

อย่างไรก็ตาม D.G.E.Hall (Daniel George Edward Hall) นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ภูมิภาคอุษาคเนย์ –อาเซียน ระบุไว้ในหนังสือ “ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงรับอิทธิพลลัทธิเทวราชาจากชวา ในสมัยราชวงศ์ไศเลนทร์ ซึ่งศาสนาฮินดู และพุทธมหายานจากอินเดีย กำลังมีบทบาทสำคัญก่อนที่ศาสนาอิสลามจะรุกคืบเข้ายึดครองเกาะชวาในภายหลัง  กระทั่งชาวฮินดูที่ไม่ยอมเปลี่ยนศาสนา ต้องถอยร่นไปอยู่รวมกันบนเกาะเล็กๆ นามว่า “บาหลี” นั่นเอง

จากอินเดีย สู่เกาะชวา สู่กัมพูชา สู่กรุงศรีอยุธยา กระทั่งถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ธรรมเนียมสร้างเมรุมาศ ยังได้รับการสืบสาน ทั้งบนเกาะบาหลี กัมพูชา และไทย ตราบจนวันนี้ ในขณะที่ยังมีฝรั่งตาน้ำข้าว ซื้อทัวร์ไปร่วมพิธีศพ ที่จัดขึ้นตามชุมชนต่างๆ บนเกาะบาหลีไม่ขาดสายเช่นกัน เพราะสำหรับชาวบาหลี การที่มีชาวต่างชาติต่างภาษาเข้าร่วมพิธีศพ ถือเป็นการให้เกียรติกับผู้ตาย

ขอเพียงอาคันตุกะชายยอมเปลี่ยนชุดการแต่งกายไปนุ่งโสร่ง  ส่วนอาคันตุกะหญิงยอมสวมส่าหรี ก็สามารถเข้าร่วมขบวนแห่ศพเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ยากจะลืมเลือน

เรื่องและภาพ – ธีรภาพ โลหิตกุล


เอกสารอ้างอิง

1.ดี.จี.อี.ฮอลล์ แต่ง. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ – อานันท์ กาญจนพันธ์ บรรณาธิการ. ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้. มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์, 2522

2.สกอตต์ รูเธอร์ฟอร์ด บรรณาธิการ. ชนิดา ศักดิ์ศิริสัมพันธ์ บรรณาธิการฉบับภาษาไทย. หน้าต่างสู่โลกกว้าง –บาหลี. สำนักพิมพ์หน้าต่างสู่โลกกว้าง, 2541


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : จาโรคา : ระเบียงเสน่ห์ราชสถาน

เรื่องแนะนำ

แสงแรกในแดนอาทิตย์อุทัยบนยอดภูเขาไฟฟูจิ

ฟูจิซัง ยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ ภูเขาไฟฟูจิหรือ ฟูจิซัง เป็นสัญลักษณ์สำคัญ และยังเป็นภูเขาที่มียอดสูงที่สุดในญี่ปุ่น (3,776 เมตร) ชาวญี่ปุ่นยกย่องให้เป็น 1 ใน 3 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของประเทศ เส้นทางปีนเขาบนฟูจิจึงกลายเป็นที่นิยมของทั้งชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เรื่อง : สุวิมล สงวนสัตย์ ภาพถ่าย : ชุตยาเวศ สินธุพันธุ์ ทางการญี่ปุ่นเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นภูเขาไฟฟูจิได้เฉพาะช่วงฤดูร้อน เนื่องจากในช่วงอื่นของปีมีอากาศหนาวเย็นและมีหิมะปกคลุม ซึ่งอาจเป็นอันตรายแก่นักท่องเที่ยวได้ สำหรับปี 2019 เส้นทางปีนเขาเปิดให้นักท่องเที่ยวสัมผัสประสบการณ์บนยอดภูเขาไฟตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 10 กันยายน หากคุณอยากหลีกเลี่ยงความหนาแน่นของนักท่องเที่ยว แนะนำให้วางแผนเดินทางมาในวันธรรมดา เพราะช่วงวันหยุดเนืองแน่นไปด้วยผู้คน บางช่วงของเส้นทาง คนเบียดกันจนแทบเดินต่อไม่ได้ เส้นทางที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือโยชิดะ (Yoshida Trail) เพราะเป็นเส้นทางที่เดินค่อนข้างง่าย เหมาะกับคนทั่วไปที่ไม่มีประสบการณ์ในการปีนเขา อีกทั้งมีสิ่งอำนวยความสะดวกตามจุดต่างๆ ทั้งห้องน้ำ ห้องปฐมพยาบาล หรือบ้านพักที่มีให้เลือกตลอดเส้นทางตั้งแต่สถานีที่ 7 ขึ้นไป เส้นทางโยชิดะเริ่มจากฟูจิซูบารุไลน์ หรือสถานีที่ 5 (5th Station) เราวางแผนมาตั้งหลักและพักค้างคืนที่คาวากูจิโกะหนึ่งคืนเพื่อนั่งรถรอบ […]

ชวนท่องเที่ยว จิ่วเฟิน ค้นหามนตราแห่งเมืองต้นแบบ ‘Spirited Away’ ในไต้หวัน

เรื่องราวการเดินทางไปยังนครต้องมนตรา จิ่วเฟิน เมืองบนภูเขาที่ตั้งอยู่เลียบชายฝั่งทะเล จากคำบอกเล่าของช่างภาพคนหนึ่ง จิ่วเฟิน – สถานที่อัศจรรย์ต่าง ๆ มักจะดึงดูดฉันเข้าไปเสมอ ในฐานะของช่างภาพคนหนึ่งที่หลงใหลไปกับการจับภาพประสบการณ์และโลกทัศน์ที่ไม่เหมือนใคร งานของฉันส่วนหนึ่งจึงเป็นการไล่ตามฉากต่าง ๆ ที่ดูราวกับอยู่ก้ำกึ่งระหว่างโลกความจริงและโลกจินตนาการ โรงน้ำชามากมายตามชายผา ถนนสูงชันอันคราคร่ำไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าขายอาหารร้อน ๆ และแสงโคมไฟสีแดงระเรื่อ ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ เมืองจิ่วเฟิ่น ในไต้หวัน จึงเป็นหนึ่งในสถานที่อันมีเสน่ห์ทั้งปวง หลังจากที่ได้ไปเยือนที่นั่นเมื่อครั้งยังเด็ก ฉันก็รู้จักหมู่บ้านบนเขาเลียบชายฝั่งทะเลแห่งนี้เป็นอย่างดี นั่งรถประจำทางเพียง 90 นาทีจากกรุงไทเป เมืองที่ฉันเกิด จิ่วเฟิ่น เป็นเมืองที่ผสมผสานระหว่างอดีตดั้งเดิมและปัจจุบันอันพลุกพล่านไปด้วยผู้คน กล่าวคือเป็นเมืองที่มีความเป็นไต้หวันมากที่สุดเมืองหนึ่ง ทว่าลักษณะอันโดดเด่นบางประการนั้นได้รับมาจากผู้ล่าอาณานิคมอันได้แก่ ชาวดัตช์ (ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17) และญี่ปุ่น (ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20) จิ่วเฟิ่นเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยอาหารเลิศรส เช่น บัวลอยเผือกมันหวาน ไม่เพียงเท่านั้น ยังเป็นหมู่บ้านลึกลับชวนค้นหาอีกด้วย ในตอนกลางวันเป็นที่มั่นติดฝั่งภูเขา บรรยากาศดั่งสรวงสวรรค์เขตร้อนที่ฉาบไปด้วยแสงอาทิตย์ ขณะที่ตอนกลางคืนกลับชวนให้รู้สึกต่างออกไป หมู่บ้านแห่งนี้มีสเน่ห์ที่ดูเร้นลับขึ้น ราวกับว่าเราจะบังเอิญพบวิญญาณออกมาเดินตระเวนหาของว่างยามดึก เนื่องจากการพัฒนาเหมืองทองคำในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมืองจิ่วเฟิ่นที่ค่อนข้างเงียบสงบจึงกลายเป็นหมู่บ้านที่อึกทึกในช่วงการเข้ายึดครองของญี่ปุ่นจนถึงปี 1945 สิ่งเตือนความจำจากยุคนั้นสามารถพบได้ที่โรงแรมสไตล์ดั้งเดิมและอาคารอื่น ๆ […]

เที่ยวค้างคืนบน เกาะร้าง กลางเขื่อนศรีนครินทร์

สองคืนบน เกาะร้าง กับเพื่อนที่รู้ใจ และบรรยากาศที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ ผมเป็นคนใจง่ายกับธรรมชาติ ใครชวนไปเที่ยวหาธรรมชาติก็มักตกปากรับคำหมด เพราะผมคิดว่าการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ออกไปเรียนรู้โลกกว้าง เท่ากับเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้ตัวเอง ทริปล่าสุดนี้เกิดจากการพูดคุยกับเพื่อนรุ่นน้องที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้ง เราชวนกันไปหาเกาะร้างนอนที่เขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งอยู่ในความดูแลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และพื้นที่เหนือเขื่อนบางส่วนก็อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งเกาะที่เราจะไปอยู่กลางทะเลสาบน้ำจืด เป็นสถานที่อนุโลมให้เฉพาะชาวบ้านในละแวกนั้นเข้าถึงได้ แต่นักท่องเที่ยวอย่างพวกเราต้องทำเรื่องขออนุญาตจากอุทยานฯ ก่อนเข้าพื้นที่ เกาะน้อยใหญ่กลางเขื่อนศรีนครินทร์นั้นเป็นเกาะร้างตามธรรมชาติ ซึ่งชาวบ้านได้อาศัยหลบแดดหลบฝนในยามออกมาหาปลาเลี้ยงชีพ เกาะเหล่านี้จึงค่อนข้างปลอดนักท่องเที่ยว บรรยากาศเงียบสงบเหมาะกับผู้รักธรรมชาติอย่างยิ่ง สามารถมาเที่ยวได้ตลอด ยกเว้นช่วงฤดูฝนที่อาจไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ พวกเรา 8 ชีวิตนัดเจอกันที่แพริมน้ำเหนือเขื่อนศรีนครินทร์ในช่วงบ่ายวันหนึ่ง เมื่อเอาสัมภาระลงแพ พร้อมจะออกไปติดเกาะแล้ว เราคุยกับลุงเจ้าของเรือว่าให้ช่วยพาไปนอนที่เกาะไหนก็ได้ที่ไกลจากผู้คน ลุงเจ้าของเรือก็ขับเรือลากแพมุ่งหน้าไปด้านทิศเหนือของเขื่อนทันที เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง น้องในทีมเรียกให้ดูเกาะแห่งหนึ่ง “เหมือนเกาะในการ์ตูนขายหัวเราะเลยเนอะ” ทุกคนเห็นด้วยกับคำพูดนี้ ว่าแล้วก็ตะโกนบอกให้ลุงขับเรือแวะเกาะขายหัวเราะ (เป็นชื่อที่เราตั้งกันเอง) เราลงไปสำรวจที่เกาะนี้และคิดว่าสามารถพักค้างแรมได้ จึงนัดแนะให้ลุงเจ้าของเรือมารับในอีก 2 วันข้างหน้า บรรยากาศบนเกาะเย็นสบาย มีลมพัดเอื่อยๆทั้งวัน มีร่มไม้ให้พอพักหลบแดด แต่ที่ประทับใจสุดๆก็ตรงที่เกาะนี้เป็นจุดชมวิวดวงอาทิตย์ขึ้นและตกได้งดงามมากๆ ถ้าใครชอบความเงียบสงบ ต้องหาทางมาสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ครับ ขอเพียงมีหนังสือสักเล่มกับกาแฟรสชาติดีๆ ทิ้งเวลาไปกับวิวสวยๆ เท่านี้ก็เป็นความสุขอย่างที่สุดแล้วละครับ การเดินทาง ผมใช้รถยนต์ส่วนตัวขับมุ่งหน้าไปยังเขื่อนศรีนครินทร์ ใช้เส้นทางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3199 แก่งเสี้ยน – […]