บันทึกเรื่องราวบนเส้นทาง ดอยหลวง-ดอยหนอก ของนักเดินทางผู้รักการอ่าน

การเดินทางสู่ดอยหลวงพะเยา ที่นำมาซึ่งเรื่องราวที่มากกว่าความสวยงาม

ใช้เวลาเดินป่านานที่สุดครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

เมื่อบรรยากาศเริ่มมืด มันทำให้พวกเรา 3 คนสุดท้ายของทริป ต้องลืมความเหนื่อย มุ่งหน้าด้วยความเร็วกว่าที่เดินมาตลอดทั้งวัน ไม่ผิดเลยหากจะบอกว่า การเดินป่าครั้งนี้ถือเป็นสถิติการเดินป่าที่ช้าที่สุดในชีวิต

พี่ผลัดเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ผู้ยืนรออยู่บริเวณเนินเขา ขณะที่ท้องฟ้าค่อย ๆ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงทไวไลท์ ผมสัมผัสถึงความกังวลของพี่แกทันที จากการสอบถามสถิติการเดินป่าผืนนี้จากจุดเริ่มต้นถึงจุดกางเต็นท์ดึกสุดจะอยู่ที่ 3 ทุ่ม

ส่วนกลุ่มผมคาดว่าจะจบที่ 2 ทุ่ม ดังนั้นหักลบกันแล้ว ถือว่ายังไม่เป็นตำนานของที่นี่

ความตึงเครียดของอารมณ์และอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ จากสัมภาระที่บรรทุกขึ้นมาเกินขีดสุดของร่างกาย

บวกกับระยะเวลาที่แบกเป้หนัก ๆ นานเกินไป เป็นที่น่าเสียดายที่ผมไม่มีโอกาสได้เห็นบันไดก่ายฟ้าตอนกลางวัน

ดังนั้นผมพยายามทำลายความเครียดให้กับพี่เจ้าหน้าที่ และพี่อีก 2 คนว่า จริง ๆ แล้วบันไดก่ายฟ้า มีที่มาจากการที่สมัยก่อน บริเวณนี้เคยมีไก่ฟ้าอาศัยอยู่จำนวนมาก ชาวบ้านเลยตั้งชื่อว่า บันไดก่ายฟ้า ปรากฏว่าทุกคนเงียบกริบ น่าจะเครียดกว่าเดิม โดยเฉพาะพี่ผลัด ฮ่า ๆ

ดังนั้นพี่แกจึงเล่าสรุปให้ฟังว่า ชื่อยอดเขาลูกนี้ถูกตั้งขึ้นจากลักษณะความสูงชัน ชันระดับที่เหมือนเราเอาบันไดไปพาดเพื่อปีนขึ้นท้องฟ้า ผมสัมผัสได้จากเสียงหอบ และก้อนตะคริวที่ก่อตัวขึ้นบริเวณหน้าขา

หากเรามองลงไปด้านล่างในตอนกลางวันเราจะไม่เห็นบ้านคน ถนน จะเห็นก็แต่เพียงสีเขียวของต้นไม้สลับกับพื้นดิน

ปรากฏการณ์ที่มองจากที่สูง

การเดินทางอันยาวนานจบลงที่เวลา 2 ทุ่มนิด ๆ มื้อเย็นที่เพื่อนกลุ่มแรกปรุงเสร็จเมื่อตอนเย็น กลายเป็นอาหารที่เย็นแล้ว แต่อย่างไรก็ตามความหิวได้ถูกเติมเต็ม ความหนาวบรรเทาลง ด้วยความอุ่นจากกองไฟ หลังจากมื้อเย็นผมใช้เวลาเก็บข้าวของ และเต็นท์ของผมกางเสร็จราว 3 ทุ่มเศษ

พวกเราแยกย้ายกันเข้านอนเร็วหลังจากตั้งวงสนทนารีวิวระยะทางของวันนี้ และแชร์ความประทับระหว่างทาง

ปกติแล้วการเดินขึ้นยอดเขาผมมักจะเตรียมขาตั้งกล้องกับกล้อง DSLR รุ่นคร่ำครึเสมอ ด้วยความคาดหวังว่าจะเจอกับทางช้างเผือก แต่ก็นั่นแหละใช่ว่าทุกทริปจะเจอกับความงามของทางน้ำนม ด้วยสภาพอากาศที่ไม่เอื้อ ค่ำคืนนี้ผมเลยเห็นเพียงดาวบนดินที่โอบล้อมกว๊านพะเยา นั่นคือสัญญาณของสิ่งมีชีวิตที่กำลังหลับ
และพร้อมที่จะตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตที่ต่างออกไปจากเมื่อวาน

วงแสงรุ้งกลอรี (Glory) ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติซึ่งปกติเราจะพบเห็นได้บนเครื่องบิน หรือไม่ก็บนบอลลูน

ดอยหลวง-ดอยหนอก

ทริปนี้เรียกได้ว่าเป็นทริปของการดูแสงสเปกตรัมก็คงไม่ผิดนัก

พวกเราตื่นเช้าขึ้นมาชมทะเลหมอกที่ลอยจางล้อมรอบตัวเราอยู่ ทุกคนถ่ายภาพตัวเองราวกับได้เดินอยู่บนเมฆ ผมเดินสำรวจรอบ ๆ สังเกตการณ์ความสุขของเพื่อน ๆ มากกว่าดูหมอก เสพอากาศบริสุทธิ์ ใบหน้าทุกคนเปื้อนรอยยิ้ม ทำให้ผมรู้สึกดีกับการตื่นเช้ามาเจออะไรแบบนี้ ผมสะดุดกับวงแสงรุ้งที่ลอยจางอยู่ด้านล่าง ผมโบกมือ กางแขน เงาในวงที่ขยับตามนั่นคือเงาของผมเอง

ชะง่อนหินทุกก้อนถูกจับจองสำหรับการถ่ายภาพที่มีหมอกอบอวลจนหน้าชื้นราวกับฉีดน้ำแร่บนใบหน้า

ดอยหลวง-ดอยหนอก

สิ่งที่เห็นนี้เรียกว่า วงแสงรุ้งกลอรี (Glory) เป็นปรากฏการณ์ทางแสงที่คล้ายกับรุ้งกินน้ำ โดยจะเริ่มจากวงแดงรอบนอกเข้ามาเป็นสีฟ้าด้านใน หลายปีก่อนผมเห็นกลอรีบนเครื่องบิน ไม่คิดว่าจะได้เจอบนยอดเขา ซึ่งเกิดจากการหักเหของแสงจากดวงอาทิตย์ผ่านละอองน้ำในอากาศนั่นเอง

วิวหน้าเต็นท์ที่เพียงรูดซิปลงก็จะเจอเส้นขอบฟ้าแบบพานอรามา
ดอกหญ้าบานต้อนรับแดดหน้าเต็นท์ ราวกับสวนหน้าบ้านที่มีคนดูแลรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย

ปีนดอยหนอกสำรวจศรัทธาของผู้คน

เป้าหมายของวันนี้สมาชิกทุกคนเตรียมพร้อมที่จะปีนขึ้นดอยหนอก ที่ห่างจากจุดกางเต็นท์ราว 3 กิโลเมตร จะเห็นเป็นหินก้อนใหญ่โผล่ท่ามกลางต้นไม้สีเขียวลักษณะคล้ายกับหนอกสัตว์ สภาพอากาศค่อนข้างแปรปรวนทำให้วิวดอยหนอกของผมนั้นมีเมฆหมอกสลับกันเป็นเลเยอร์ ต้องลุ้นว่าจะมองเห็นดอยหนอก ลุ้นกว่าระดับความชันของดอยหนอกที่จะปีนเสียอีก ถึงตรงนี้หากใครกลัวความสูงให้สบายใจได้เลย เพราะพี่ ๆ เจ้าหน้าที่ได้ทำการติดตั้งเชือกสะลิง และมีการเช็คสม่ำเสมอ สมาชิกทีมคนหนึ่งเมื่อปีนได้เกือบครึ่งทาง ถึงกับถอดใจไม่กล้าไปต่อ แต่ด้วยพลังของการบิ้วท์ ส่งผลให้ไม่มีใครต้องนั่งรอกลางแดดระหว่างทาง

 

หินทุกก้อนล้วนผ่านกระแสลม สายฝนกัดเซาะให้เกิดเป็นลวดลาย และรูปทรงที่ชวนให้นึกไปถึงวันที่แผ่นเปลือกโลกยกตัวขึ้นมา กลายเป็นดอยหนอกที่มนุษย์ตัวเล็กกำลังไต่ขึ้นยอดอยู่ตอนนี้

พักสายตาด้วยการดูละอองน้ำเปลี่ยนแปลงสถานะของตัวเองก่อนไต่ระดับขึ้นยอดดอยหนอก

บนยอดดอยหนอกจะพบกับพลังศรัทธาของผู้คนในพื้นที่ได้ลงแรงกันสร้างสถูป เพื่อเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าสิ่งปลูกสร้างนี้ไม่ได้ใช้เพียงแค่เงินตราเท่านั้นที่จะสามารถสร้างสิ่งนี้ได้ ทว่าสิ่งที่ยึดถือร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นคำสอน หรือความเลื่อมใสในรูปแบบพิธีการบางอย่าง เกิดเป็นสิ่งที่จับต้องได้

ผมเห็นผ้าหลากสีสันที่ผู้คนนำมาผูกตามองค์สถูป ภาพนี้ดูราวกับอยู่ที่เนปาลที่ใช้ธงสีเป็นสัญลักษณ์ของการอ่อนน้อมต่อธรรมชาติ และให้สายลมโบกธงแผ่ขยายศรัทธาออกไปให้ไกลที่สุด

ธงผ้าที่ผู้คนนำมาประดับจะมีการเปลี่ยนผืนใหม่เป็นประจำทุกปี สะท้อนถึงความตั้งใจของผู้ศรัทธา
เมื่อชีวิตขึ้นไปจุดสูงสุด ต่อจากนั้นเราก็ต้องคลานลงด้วยความระมัดระวัง

ระหว่างทางลงดอยความประทับใจในการเดินทางครั้งนี้ไม่ได้อัดแน่นไปกว่าใครที่ไหน สัมผัสธรรมชาติ ความรู้สึกร้อนหนาว มันมาแล้วก็ผ่านไป แค่อยากจะบอกว่าทุกครั้งที่มีโอกาสได้พบกับความงดงามตรงหน้าก็จงใช้เวลาดื่มด่ำให้เต็มที่ อย่างเช่นวิวเต็นท์ของผมในเช้าสุดท้ายก่อนเดินทางลงข้างล่าง ดวงอาทิตย์โผล่ส่งพลังงานมายังโลก และพาความอบอุ่นให้ผมด้วย

ดอยหลวง-ดอยหนอก
หนังสืออาจารย์ประมวลที่ผมติดกระเป๋าไปด้วยเหมาะกับเช้านี้สุด ๆ
ดอยหลวง-ดอยหนอก
กรุ๊ปช็อตเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังปวดเมื่อยได้เป็นอย่างดี ไม่รู้ทำไม…

ทางเดินกลับไม่ใช่เส้นทางเดิมที่เดินขึ้นมา ป่าแห่งนี้มีความครึ้ม เสียงจักจั่นที่ร้องบนต้นไม้ระงมไปทั้งป่า ผมพยายามหยุดนิ่งเอี้ยวตัวไปดูเจ้าของเสียงร้องว่ามีจำนวนกี่ตัว ต้นแล้วต้นเล่า พอเราเดินเข้าไปใกล้แหล่งกำเนิดเสียงก็จะเงียบสนิท จักจั่นก็จะค่อย ๆ หลบไปยังอีกด้านหนึ่งฝั่งตรงข้ามเรา และในที่สุดผมก็ได้พบกับนักร้องเสียงเพราะ จำนวนหนึ่งตัว! ทว่าเสียงร้องนั้นดังกังวาลราวกับมีหลายร้อยตัวตะโกนแข่งกัน

ดอยหลวง-ดอยหนอก

ดูเหมือนว่าในป่ากำลังเตรียมงานคริสต์มาสกันอยู่

การเดินตามพี่ลูกหาบ พี่ทิศกับพี่เทพผู้สามารถบอกได้ว่า อะไรสามารถกินได้บ้าง หนึ่งในนั้นผมได้ลองกินเกาลัดป่า หรือลูกก่อ ลักษณะคล้ายเกาลัดเยาวราช แต่ผลเล็กกว่า ไม่ต้องใช้เครื่องคั่ว สามารถใช้หินทุบกินสดได้เลย และรสชาติดีมากทีเดียว

ผมชอบสัมภาษณ์พี่ ๆ เพราะผมอยากฟังบทชีวิต และประสบการณ์ส่วนตัว เพราะทุกคนต่างมีเรื่องราวเป็นของตัวเอง ผมจะเงียบและตั้งใจฟังขณะที่พี่แกเล่าเรื่องในเมืองมีความแตกต่าง ในป่ามีความหลากหลาย แต่เมื่อทุกอย่างมารวมกันก็กลายเป็นระบบนิเวศ เกิดเป็นระบบชีวิตที่ขับเคลื่อนเราให้เกื้อหนุนกันในบ้านที่เรารู้จักเพียงแห่งเดียวนั่นก็คือ โลก

ดูเหมือนว่าในป่ากำลังเตรียมงานคริสต์มาสกันอยู่

 

ผมมีความรู้สึกว่า เมื่อเราปักหลักอยู่ที่ไหนสักแห่งหนึ่งไม่ว่าจะอยู่นาน หรือไม่ก็ตาม หากสถานที่นั้นมอบพลังงานดี ๆ และสร้างความผ่อนคลายให้กับเราได้ ที่ตรงนั้นก็สมควรที่เราจะกลับไปเยี่ยมเยือนอีกสักครั้งให้ได้

ใครสักคนเคยบอกว่า ถ้าไม่รู้จะจบการเล่าเรื่องยังไง ให้ลองจบโดยใช้โค้ดของคนที่มีอิทธิพลทางความคิดของเรา

คาลิล ยิบราน เคยกล่าวไว้ว่า…
ถ้าอยากเห็นหุบเขาจงปีนขึ้นสันภู
ถ้าอยากเห็นสันภูจงไต่สู่ก้อนเมฆ
แต่ถ้าอยากเข้าใจก้อนเมฆ… จงหลับตาแล้วคิด

สวัสดีครับ 😉

เรื่องและภาพ: ดำเนิน อรุณราตรี


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ดอยหลวง และดอยหนอก จังหวัดพะเยา

เรื่องแนะนำ

ทะเลสาบโบราณของออสเตรเลียเผยประวัติศาสตร์มนุษย์

เรื่อง แอบบี้ เซเวล ในปี 1968 จิม โบวเลอร์ นักธรณีวิทยาหนุ่มกำลังสำรวจชั้นหินและชั้นทรายของทะเลสาบขนาดมหึมาที่แห้งขอดไปแล้ว ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ตัวเขาพบเถ้ากระดูกของมนุษย์เพศหญิงที่เคยอาศัยอยู่ยังภูมิภาคนี้ เมื่อราว 40,000 ปีก่อน ซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะเป็นตัวอย่างของพิธีกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและอีก 6 ปีต่อมาในพื้นที่เดียวกัน โบวเลอร์ค้นพบฟอสซิลกระดูกที่เกือบจะสมบูรณ์ของมนุษย์เพศชาย ที่เคยอาศัยอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งคู่เป็นที่รู้จักในชื่อ สตรี Mungo และบรุษ Mungo เป็นหลักฐานใหม่ที่แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของชาวอะบอริจินที่อาศัยอยู่ในทวีปออสเตรเลีย รวมไปถึงยังช่วยขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนของชาวพื้นเมืองที่ประเด็นดังกล่าวกำลังเป็นที่พูดถึงอยู่ในขณะนั้น ภูมิภาคทะเลสาบวิลันดราแห้งเหือดไปแล้วเมื่อ 18,500 ปีก่อน เมื่อปราศจากธารน้ำเดิมที่เคยหล่อเลี้ยงแต่ซากพืชซากสัตว์ที่หลงเหลือไว้ตามธรรมชาติเหล่านี้ เป็นหลักฐานชั้นดีจากยุคไพลสโตซีน ยุคสมัยที่มนุษย์กำลังอยู่ระหว่างการวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ในปัจจุบัน นอกเหนือจากฟอสซิลกระดูกที่พบแล้ว นักโบราณคดียังพบเครื่องไม้เครื่องมือที่ถูกประดิษฐ์มาจากหิน, เตาไฟ และโม่บดหินที่เชื่อกันว่าใช้ในการบดเมล็ดหญ้าเพื่อให้ได้แป้งออกมาและฟอสซิลรอยเท้าของมนุษย์ทั้งชายหญิงและเด็กจำนวน 460 รอย ซึ่งฉายภาพพวกเขาเดินเตร็ดเตร่ยังบริเวณทะเลสาบแห่งนี้เมื่อในอดีต นอกจากนั้นสถานที่แห่งนี้ยังเก็บหลักฐานที่มีค่าสำหรับบรรดาสัตว์และพืชโบราณไว้อีกด้วย เช่น ฟอสซิลของสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องขนาดใหญ่สายพันธุ์หนึ่งที่เคยมีถิ่นที่อยู่กระจายไปทั่วผืนทวีปนี้ อย่างไรก็ตามแม้ว่าน้ำจะแห้งเหือดไปแล้ว แต่ชีวิตยังคงดำเนินต่อไป ต้นยูคาลิปตัสต้นเล็กๆ เติบโตขึ้นจากเนินทรายเคียงด้วยพืชสมุนไพรอื่นๆ และกอหญ้า ที่นี่ยังเป็นบ้านของค้างคาว, สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก, สัตว์เลื้อยคลาน, นกแก้ว, นกคักคาทู และนกฟินช์ ภูมิภาคอันแห้งแล้งยังให้ทัศนียภาพอันน่าทึ่ง จากสายลมและหยาดน้ำฝนที่กัดเซาะหินทรายในบริเวณนี้ ให้เป็นดินแดนอันน่าประหลาดราวกับกำลังยืนอยู่บนผิวดวงจันทร์ […]

สิ่งที่ควรทำเมื่อมา อุทยานแห่งชาติแกรนด์แคนยอน

ประหลาดใจกับธรรมชาติ ภูมิทัศน์และความสูงของหุบเขา ทำให้มีพืชและสัตว์อย่างมากมายมหาศาล อุทยานแห่งนี้มีนก 355 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 89 ชนิด สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 56 ชนิด ในพื้นที่กว้างใหญ่คุณสามารถพบสัตว์เหล่านี้ได้ เช่น สิงโตภูเขา นกอินทรีหัวขาว นกฮูก เหยี่ยวเพเรกริน ปลาเทราท์ ปลาดุก ปลากะพง ค้างคาว สุนัขป่า บีเวอร์ กบต้นไม้แคนยอน คางคกด่างแดง คางคกภูเขา และแร้งคอนดอร์แคลิฟอร์เนีย ซึ่งใกล้จะสูญพันธุ์ในปี 1930 แต่ในปัจจุบันถูกพบอีกครั้งในอุทยานฯ พันธุ์พืชที่โดดเด่น เช่น ต้นเซกบรัช ต้นสเนควีท มันสำปะหลัง กล้วยและมันสำปะหลังยัคกา ต้นข้าวอินเดีย พุ่มไม้สีน้ำตาลแดง ต้นเบอเซจน์สีขาว ดอกบีทเทิลบรัช ต้นเวสเทิร์นฮันนี่เมสกีส สนสีฟ้า เฟอร์ดัคลาส เฟอร์สีขาว และมีพืชเกือบ 2,000 ชนิดเจริญเติบโตในอุทยานฯ แห่งนี้ จุดถ่ายภาพ หอชมวิวนาฬิกาทราย สูง 70 ฟุต ที่ตั้งอยู่จุดสูงสุดทางของฝั่งทางใต้ […]

พระธาตุพนม สัญลักษณ์แห่งศรัทธา

พระธาตุพนม กว่า 2,500 ปีแห่งมหาศรัทธาคนสองแผ่นดิน -1- เริ่มต้นเดินทางสู่ พระธาตุพนม – ท่ามกลางความมืดมิด…ดื่นดึก จากจุดเริ่มต้นที่กรุงเทพฯ เมื่อตอนเย็นย่ำ ผ่านถนนมิตรภาพ หนทางอันเปลี่ยวเหงา ช่วงระหว่างขอนแก่น-มุ่งหน้า สู่ร้อยเอ็ด-กาฬสินธุ์ -นอกจากความมืดทมึนแล้ว สองข้างทางที่มีแต่ทุ่งนา และที่ราบสูงรายล้อมโอบกอด มองเห็นแบบสลัวลาง ด้วยแสงเหลืองรำไรจากพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว ที่ค้างฟ้าอยู่ทางด้านซ้ายมือ หน้าปัดนาฬิกา ที่พร่างพรายด้วยลวดลายดิจิทัล บ่งบอกเวลา 23.00 นาฬิกา เมื่อเราเข้าใกล้จังหวัดมุกดาหารรถของเรายังทะยานต่อไปเรื่อยๆ มุ่งหน้าสู่ จุดหมายปลายทางที่หวังและตั้งใจ นั่นคือคืออำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ใกล้เข้าไป… ใกล้เข้าไปทุกนาที ที่อยากไปให้ถึงแห่งความตั้งใจและศรัทธา ไม่นานนัก… สิ่งที่พวกเรารอคอยก็มาบรรจบพบกัน ด้านซ้ายมือไกลลิบ… สุดถนน สุดสายตา บางสิ่งตั้งตระหง่าน สูงเสียดฟ้า ขาวโพลนเด่นเป็นสง่าน่าเลื่อมใสศรัทธายิ่งเข้าไปใกล้ สีทองอร่ามเรืองรองของลวดลาย ยิ่งทอแสงตระการตา… งามจับหัวใจ เรามาถึงแล้ว ณ องค์พระธาตุพนม ปูชนียสถานที่สำคัญที่สุด แห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทย และเป็นพระธาตุแห่งมหาศรัทธาของพี่น้องชาว ลาว ที่ศักดิ์สิทธิ์สมคำร่ำลือมานานกว่าสองพันปี -2- […]

แสงแรกในแดนอาทิตย์อุทัยบนยอดภูเขาไฟฟูจิ

การอุปกรณ์ และเส้นทางขึ้นภูเขาไฟฟูจิ ชนะเลิศประเภทอุปกรณ์ดีเด่น เนื่องจากที่เชิงเขาอุณหภูมิต่างจากยอดสูงสุดมาก การเตรียมอุปกรณ์จึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่สถานีคาวากูจิโกะ อากาศในช่วงปลายเดือนสิงหาคม อุณหภูมิอยู่ที่ 23-25 องศาเซลเซียส แต่เมื่อความสูงเพิ่มขึ้น อากาศข้างบนจะเย็นลงและลมแรง จากสถิติ อุณหภูมิบริเวณยอดเขาอาจอยู่ที่ 5 องศาเซลเซียส หรือบางครั้งแตะ 0 องศาเซลเซียส เพราะฉะนั้น การแต่งตัวที่ดีที่สุดคือการค่อยๆเพิ่มเครื่องกันหนาวทีละชิ้น เพื่อเป็นแนวทางสำหรับวันที่เดินขึ้นเขา ควรมีอุปกรณ์พื้นฐานดังนี้ – หมวกปีกกว้างสำหรับเดินป่าหรือปีนเขา ชนิดกันรังสียูวี – แว่นกันแดด – เสื้อแขนยาวหรือแขนสั้นที่ระบายอากาศได้ดี – ปลอกแขนกันรังสียูวี (กรณีที่ใส่เสื้อแขนสั้น) – กางเกงประเภทลองจอห์นหรือ HEATTECH ไว้สวมด้านใน – กางเกงเดินป่าหรือปีนเขา อาจเป็นชนิด Zip-off ที่สามารถดัดแปลงเป็นขาสั้นและขายาวได้ – ถุงเท้าหนาสำหรับเดินป่าหรือปีนเขา – รองเท้าสำหรับเดินป่าหรือปีนเขา ถ้าเป็นชนิดกันน้ำจะดีมาก ไม่แนะนำให้ใส่รองเท้าผ้าใบธรรมดา – เสื้อกันลมหรือกันฝน – ถุงมือกันลมหรือกันฝน – Trekking pole […]