สันติภาพเปราะบาง - National Geographic Thailand

สันติภาพเปราะบาง

เรื่อง โรเบิร์ต เดรเพอร์
ภาพถ่าย เอมี ไวทาเล

วันที่ 8 มกราคม ปี 2015 ศรีลังกาทำให้โลกตกตะลึงด้วยการโค่นรัฐบาลเผด็จการของมหินทะ ราชปักษาในการเลือกตั้งที่พูดได้ว่าสงบและใสสะอาดเป็นส่วนใหญ่  ผู้นำใหม่ของประเทศมุ่งมั่นอยากแสดงให้โลกเห็นว่า ศรีลังกาทำตัวเป็นประเทศประชาธิปไตยยุคใหม่ได้  รัฐบาลของประธานาธิบดีไมตรีปาละ สิริเสนาเริ่มปฏิรูประบบตุลาการ ที่ฉ้อฉล แปรรูปหน่วยงานรัฐที่อุ้ยอ้ายเทอะทะ และแก้ปัญหาหนี้สินมหาศาล

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรเลยที่นักท่องเที่ยวจะนั่งเครื่องบินไปลงโคลัมโบ สนุกกับกิจกรรมท่องเที่ยวสารพัดที่ศรีลังกาหยิบยื่นให้ ตั้งแต่การเยี่ยมชมวัดเก่าแก่ที่ดัมบุลลาและเมืองโบราณโปลอนนารุวะ ชมช้างและเสือดาวในอุทยานต่างๆ เที่ยวไร่ชาหรูหราอลังการ ไปจนถึงเล่นกระดานโต้คลื่นที่อ่าวอารูกัม ก่อนบินกลับบ้านโดยไม่ตระหนักเลยว่า ที่นี่คือศูนย์กลางของสงครามนองเลือดระหว่างชาติพันธุ์ที่ยาวนานถึง 26 ปี เหตุผลหรือตัวช่วยหนึ่งอาจมาจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ โคลัมโบตั้งอยู่ทางใต้ เป็นภูมิภาคที่ปกครองโดยชาวสิงหลซึ่งส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชนและคิดเป็นประชากรราวร้อยละ 75 ของประเทศ สถานที่ท่องเที่ยวหลักเกือบทั้งหมดกระจุกตัวอยู่ทางใต้  ในทางกลับกัน จังหวัดนอร์เทิร์นไม่มีอะไรโดดเด่น  เป็นภูมิประเทศซึ่งส่วนใหญ่แห้งแล้งกันดารและราบเรียบ ที่นี่ยังเป็นบ้านเกิดของชาวทมิฬ ในศรีลังกาซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดูและคิดเป็นประชากรราวร้อยละ 11 ของประเทศ

ดินแดนทางเหนือและตะวันออกคือบริเวณที่กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม (Liberation Tigers of Tamil Eelam – อีแลมคือชื่อเรียกศรีลังกาในภาษาทมิฬ) สถาปนารัฐปกครองตนเองก่อนถูกปราบปรามในที่สุด

“นี่คือประวัติศาสตร์ของโอกาสที่หลุดลอยไปครับ” นายกรัฐมนตรีรานิล วิกรมสิงเห ผู้บริหารที่ทรงอำนาจอันดับสองของรัฐบาลศรีลังกา บอก

คนงานของกองทุนฮาโล องค์กรไม่แสวงกำไรในอังกฤษ เก็บกู้กับระเบิดที่เชยาปุรัม อดีตที่มั่นของกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬ ทางใต้ของคาบสมุทรจัฟฟ์นา

เขาหมายถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศที่ไม่สามารถดึงมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ศรีลังกาตั้งอยู่ในชุมทางการค้าอันจอแจระหว่างจีนกับอินเดีย มีที่ดินอุดมสมบูรณ์และประชากรมีการศึกษา ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศนี้พร้อมจะผงาดขึ้นเป็นคู่แข่งของสิงคโปร์เพื่อแทนที่ญี่ปุ่น ในช่วงที่การค้าและอุตสาหกรรมของประเทศหลังล้มพังพาบไปชั่วขณะ

แต่ประเทศที่ใช้ชื่อซีลอนจนถึงปี 1972 นี้ กลับทำลายโอกาสของตนเองด้วยฝีมือของรัฐบาลหลายรัฐบาลต่อเนื่องกัน รวมถึงการลองผิดลองถูกกับระบอบสังคมนิยมที่ล้มเหลวและระบอบเล่นพรรคเล่นพวกของราชปักษา ผู้ครองอำนาจ นานสิบปี นโยบายที่ใช้เกษตรกรรมเป็นฐานของเขาอวดอ้างว่า “ประโยชน์ตกถึงมือประชาชนอย่างทั่วถึง” วิกรมสิงเหบอก “แต่กลับไม่ได้ให้อะไรแก่ประชาชนอย่างแท้จริง และมุ่งสร้างฐานอำนาจให้ครอบครัวและพวกพ้องต่างหาก”

โอกาสที่หลุดลอยไปไม่ได้จำกัดอยู่แค่นโยบายทางเศรษฐกิจเท่านั้น การแบ่งแยกทางชาติพันธุ์ยังทำให้ความก้าวหน้าของประเทศชะงักงันครั้งแล้วครั้งเล่า ตลอด 133 ปี เจ้าอาณานิคมอังกฤษมีแนวโน้มให้ชาวทมิฬทำงานรายได้สูงกว่า และจำกัดให้ชาวสิงหลทำงานกึ่งใช้แรงงาน เมื่อศรีลังกาได้รับเอกราชในปี 1948 ผู้นำใหม่ไม่ได้มุ่งส่งเสริมความสามัคคีของคนในชาติ  นักการเมืองชาวสิงหลบ่มเพาะความภาคภูมิแบบชาตินิยมของการเป็นคนส่วนใหญ่ที่เดินทางมาถึงเกาะนี้เมื่อราว 500 ปีก่อนคริสต์ศักราช และก่อตั้งดินแดนพุทธศาสนาที่ดำรงต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลกมาจนถึงปัจจุบัน

รัฐบาลศรีลังกาเริ่มผลักไสชาวทมิฬให้เป็นคนชายขอบอย่างเป็นระบบ โดยตัดสิทธิการลงคะแนนเสียงของบุคคลที่บรรพบุรุษถูกนำเข้ามาทำงานในไร่ชาจากอินเดีย จัดสรรตำแหน่งงานในมหาวิทยาลัยให้นักวิชาการชาวสิงหล และค่อยๆกลืนกลายชาวทมิฬซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในจังหวัดอีสเทิร์นด้วยการยกที่ดินให้ชาวสิงหล เมื่อปี 1956 รัฐสภาที่เสียงส่วนใหญ่เป็นชาวสิงหลประกาศให้ภาษาสิงหลเป็นภาษาราชการ และในขณะที่ออกใบอนุญาตนำเข้าและส่งออกสินค้าให้นักธุรกิจชาวสิงหลจากทางใต้อย่างเลือกที่รักมักที่ชัง รัฐบาลก็แทบไม่สนใจพัฒนาจังหวัดนอร์เทิร์นเลย

พวกผู้หญิงเก็บใบชาที่จังหวัดเซนทรัลใกล้น้ำตกเซนต์แคลร์ซึ่งเรียกกันว่า ลิตเทิลไนแอการาแห่งศรีลังกา การส่งออกชา เป็นสินค้าหลักนำรายได้จากต่างประเทศอย่างน้อยปีละ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

ในทศวรรษ 1970 แนวคิดแบ่งแยกดินแดนเริ่มก่อตัวขึ้นทางเหนือ และกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬก็ถือกำเนิดขึ้น ในปี 1983 พยัคฆ์ทมิฬซุ่มโจมตีและสังหารทหาร 13 นาย นำไปสู่การตอบโต้ในรูปของการจลาจลทางชาติพันธุ์ที่ทำให้ชาวทมิฬหลายพันคนถูกสังหาร พยัคฆ์ทมิฬแก้แค้นด้วยระเบิดฆ่าตัวตายและการสังหารหมู่พลเรือน ศรีลังกาถอยหลังเข้าสู่สงครามกลางเมือง นักลงทุนต่างชาติหนีออกนอกประเทศ เช่นเดียวกับแรงงานฝีมือและกึ่งฝีมือชาวศรีลังการาว 750,000 คน

ราชปักษาผู้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีในปี 2005 ยกระดับการทำสงครามต่อต้านพยัคฆ์ทมิฬ สี่ปีต่อมา กองทัพรัฐบาลต้อนนักรบกบฏและพลเรือนชาวทมิฬหลายหมื่นคนให้จนมุมในที่ดินผืนแคบๆใกล้ลากูนแห่งหนึ่ง พอถึงกลางเดือนพฤษภาคม ปี 2009 พวกเขาสังหารพยัคฆ์ทมิฬกลุ่มสุดท้ายและพลเรือนหลายพันคนที่ติดร่างแหอยู่ที่นั่น สงครามปิดฉากลงโดยมีตัวเลขผู้เสียชีวิตที่อาจสูงถึง 100,000 คน

ความเหี้ยมโหดหาได้จำกัดอยู่แค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พยัคฆ์ทมิฬก็มีชื่อฉาวเรื่องขับไล่ประชากรมุสลิมกว่า 70,000 คนออกจากจังหวัดนอร์เทิร์นเมื่อปี 1990 พวกเขาใช้กำลังเกณฑ์เยาวชนชาวทมิฬหลายพันคนมาเข้าร่วม ก่อเหตุระเบิดวัดวาอาราม รถไฟ รถประจำทาง และเครื่องบิน ซึ่งล้วนเข้าข่ายการก่อการร้ายอย่างชัดเจน หลังปราบกบฏจนราบคาบแล้ว รัฐบาลของราชปักษาผู้มีชัยก็เดินหน้าบีฑาชาวทมิฬต่อ

เดือนกันยายน ปี 2015 องค์การสหประชาชาติออกรายงานการประเมินอาชญากรรมสงครามในศรีลังกาอย่างละเอียด โดยพูดถึง “ช่วงเวลาหลายปีของการปฏิเสธและปิดบัง” ของรัฐบาลราชปักษา การไม่ออกมาประท้วงหรือโต้แย้งข้อค้นพบเหล่านั้นเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณเป็นนัยว่า รัฐบาลใหม่ของศรีลังกาพร้อมเผชิญหน้าความจริง

 

อ่านเพิ่มเติม : พลัดที่นาคาที่อยู่ สูญสิ้นแม้ความหวังสงครามที่ไม่อาจพ่ายแพ้ของชาวเคิร์ด

เรื่องแนะนำ

ชมภาพถ่ายใต้น้ำที่ชนะการประกวดจากทั่วโลก

เรื่อง ซาราห์ กิบเบนส์ ภาพถ่ายในระยะประชิดของหมึกสายที่กำลังแหวกว่ายผ่านน่านน้ำตื้น ๆ ถูกถ่ายทอดโดย Grabriel Barathieu นักถ่ายภาพผู้คว้ารางวัลช่างภาพใต้น้ำยอดเยี่ยมแห่งปี จากภาพชื่อ “Dancing Octopus” ภาพของเขาบันทึกได้ที่ชายฝั่งแห่งหนึ่งบนเกาะมายอต ในมหาสทุรอินเดีย “วิธีการเคลื่อนที่ของมันดูช่างแตกต่างจากนักล่าชนิดที่หากินบนบกมากเลยครับ” Alex Mustard คณะกรรมการติดสิน กล่าว “นี่มันสามารถเป็นสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นจากดาวอื่นได้เลย” Barathieu ต้องใช้ความอดทนสูงมากในการถ่ายภาพออกมาได้อย่างถูกที่ถูกเวลา “ผมต้องรอจนถึงช่วงน้ำลงของฤดูใบไม้ผลิ เมื่อระดับน้ำทะเลมีความลึกเพียง 30 เซนติเมตร เพื่อจะให้ตัวของหมึกสายอาบไล้ไปด้วยแสงที่ทะลุผ่านผิวน้ำ ผมเข้าใกล้มันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมเลือกใช้เลนส์มุมกว้างเพื่อถ่ายภาพชุดนี้ จึงทำให้เจ้าหมึกสายดูมีขนาดใหญ่ขึ้น ในปีนี้ มีภาพส่งเข้าประกวดกว่า 4,500 ภาพ จาก 67 ประเทศทั่วโลก การแข่งขันจัดขึ้นโดย UPY ลอนดอน ซึ่งประกอบไปด้วยคณะกรรมการผู้มีประสบการณ์ด้านการถ่ายภาพใต้น้ำในสาขานั้น ๆ โดยในปีนี้คณะกรรมการประกอบด้วย Martin Edge, Alex Mustard, and Peter Rowlands ซึ่งเป็นผู้ที่ถ่ายภาพประกอบสารคดีในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก การประกวดครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้สมาคมช่างภาพใต้น้ำชาวอังกฤษ ดังนั้น […]

ภาพนี้ต้องขยาย : จุดจบของทีมสำรวจ

ภาพ เฮอร์เบิร์ต จี. พอนติง, NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE แม้ว่าพวกเขาจะปักธงชาติสหราชอาณาจักร (ซ้ายสุด) หลังมาถึงขั้วโลกใต้เมื่อเดือนมกราคม ปี 1912 แต่สมาชิกใน คณะสำรวจภูมิภาคแอนตาร์กติกของโรเบิร์ต ฟอลคอน สกอต ก็พบธงชาตินอร์เวย์โบกสะบัดอยู่ที่นั่นแล้ว  คณะสำรวจภายใต้การนำของโรอัลด์ อามุนด์เซน คู่แข่งของสกอต มาถึงขั้วโลกใต้ก่อนหน้านั้นเพียงเดือนเศษ  ทว่าเอดเวิร์ด วิลสัน, สกอต, เอดการ์ เอแวนส์, ลอว์เรนซ์ โอตส์ และเฮนรี เบาเวอร์ส (จากซ้ายไปขวา) ยังคงบันทึกความสำเร็จของพวกเขาด้วยภาพถ่ายภาพนี้  การมองผ่านแว่นขยายเผยให้เห็นว่า  พวกเขาบันทึกภาพนี้ได้อย่างไร  นั่นคือสายลั่นชัตเตอร์ที่อยู่ในมือของวิลสัน ภาพนี้เป็นหนึ่งในภาพถ่ายท้ายๆ ของพวกเขา  ไม่มีใครในภาพรอดชีวิตกลับถึงบ้านเลยสักคน ภายในหนึ่งเดือนหลังถ่ายภาพนี้ เอแวนส์ก็เสียชีวิต  หนึ่งเดือนต่อมา โอตส์ซึ่งถูกความเย็นกัดก็ออกจากทีมและไม่มีใครเห็นเขาอีก ร่างที่ถูกแช่แข็งของคนที่เหลือถูกพบอยู่ในเต็นท์เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 1912  พร้อมกับฟิล์มเนกาทิฟของภาพนี้ — มาร์กาเร็ต จี. แซ็กโควิตซ์

สำรวจโลกซ่อนเร้นของเปรู

เรื่อง เอมมา แมร์ริส ภาพถ่าย ชาร์ลี แฮมิลตัน เจมส์ เอลิอัส มาชีปังโก ชูเวรีเรนี คว้าธนูและลูกธนูที่ทำจากไม้ไผ่เหลาแหลมขึ้นมา  เราจะออกล่าลิงในอุทยานแห่งชาติมานูของเปรู ป่าดิบชื้นผืนใหญ่ที่ได้รับการคุ้มครองและพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก การล่านี้ถูกกฎหมาย เอลิอัสเป็นชนพื้นเมืองเผ่ามาชีเกงคา เผ่าที่มีประชากรไม่ถึงหนึ่งพันคนซึ่งดำรงชีวิตอยู่ในอุทยาน โดยส่วนใหญ่อยู่ตามริมแม่น้ำมานูและลำน้ำสาขา  ชนพื้นเมืองที่นี่ทุกเผ่ามีสิทธิ์เก็บพืชพรรณและล่าสัตว์ป่ามาใช้ประโยชน์ แต่ห้ามนำทรัพยากรในอุทยานไปขายถ้าไม่ได้รับอนุญาต  และห้ามใช้ปืนล่าสัตว์ พวกเขาเรียกขานกันด้วยชื่อต้น เอลิอัสกับภรรยาปลูกฝ้ายและพืชผลอื่นๆในลานเล็กๆริมแม่น้ำโยมีบาโต ลูกๆของพวกเขาเก็บผลไม้และพืชสมุนไพร เอลิอัสจับปลาตัดไม้ และล่าสัตว์ โดยเฉพาะลิงแมงมุมและลิงขนปุย อันเป็นอาหารโปรดของชาวมาชีเกงคา สรรพสิ่งดำเนินเช่นนี้มาช้านาน แต่ประชากรชนเผ่ามาชีเกงคากำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้นักชีววิทยาที่รักอุทยาน   เริ่มวิตกว่า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อประชากรเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกเขาเริ่มใช้ปืน ฝูงลิงจะอยู่รอดหรือไม่ และหากไม่ได้ลิงเหล่านี้ช่วยแพร่กระจายเมล็ดพันธุ์ระหว่างที่มันตระเวนหากินไปทั่วผืนป่าแล้ว สภาพป่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ขณะที่ป่านอกอุทยานเริ่มแหว่งเว้าขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ การทำเหมือง และการตัดไม้ การปกป้องอุทยานก็ทวีความสำคัญยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับคำถามที่ว่า การมีคนอยู่ในอุทยานส่งผลดีหรือผลเสียต่ออุทยานกันแน่ และการมีอุทยานส่งผลดีต่อชีวิตพวกเขาหรือไม่ เอลิอัสวัย 53 ปี มีผมหยักศกสีดำและสายตาเข้มลึก เขาสวมเสื้อฟุตบอลสีเขียว กางเกงขาสั้น และรองเท้าแตะที่ทำจากยางรถเก่าๆ เราเดินตัดทุ่งเข้าป่า โดยมีทาเลียกับมาร์ติน ลูกสาวและลูกเขยของเขา กับหลานปู่วัยรุ่นอีกคนติดตามไปด้วย […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2018 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.