เรือคายัค ลำเล็กออกล่องทะเลแดนใต้ของไทย ผ่านเรื่องราวอันประทับอยู่ใจในความทรงจำ

ล่อง เรือคายัค ตลอด 65 กิโลเมตรในทะเลแดนใต้ของไทย

เริ่มต้นทัวร์ริ่ง

พวกเราเที่ยวแคนยอนกันเพลินไปหน่อย กว่าจะพายกลับมาถึงที่พักก็เกือบเที่ยงเข้าไปแล้ว ที่พักคืนต่อไปของพวกเราอยู่ที่บ้านไหนหนังซึ่งห่างออกไป 13 กิโลเมตร ระยะไม่มาก แต่ก็ควรจะรีบกินข้าวแล้วรีบออกตัว

ข้าวของทั้งหมดที่พกมาถูกแยกเป็นก้อนเล็กๆ ใส่ถุงกันน้ำ แล้วโหลดเข้าไปตามส่วนต่างๆ ของเรือ การแยกของออกเป็นถุงใบเล็กๆ ทำให้เราจัดการพื้นที่ได้ง่ายกว่าใบใหญ่ใบเดียว

น้ำลง, ชายหาด, ทะเลอันดามัน
น้ำลงแห้งเห็นพื้นเลนขวางเส้นทางที่เราจะต้องไป สิ่งที่ทำได้คือต้องรอจนน้ำขึ้นสูงพอ

สิ่งที่ขาดไม่ได้คืออาหารและน้ำดื่ม เราแยกถั่วถุงเล็กๆ ใส่กระเป๋าชูชีพติดตัวไว้ แล้วเติมน้ำใส่กระติกทุกใบที่เตรียมมา จัดการเก็บกระติกใบนึงไว้ใกล้ตัว สำหรับจิบกินไปตลอดทาง อีก 2 ใบเก็บในที่หยิบยากกว่าหน่อย รวมแล้วเราตุนน้ำดื่มไปประมาณ 2 ลิตร มีเหลือดีกว่าขาด การขาดน้ำกลางทะเลอาจจะนำไปสู่อันตรายใหญ่หลวงได้

เมื่อทุกอย่างพร้อม กองทัพเก้าพับก็เคลื่อนตัวออกจากท่าเลนกันด้วยความคึกคัก หลังจากนี้คือคายัคทัวร์ริ่งของจริง

พวกเราพายเลาะเลียบแผ่นดินใหญ่ไปเรื่อยๆ เมื่อพ้นหัวมุมอ่าว ก็มีลมตีมาให้พอมีคลื่นเบาๆ ในกองเรือ 9 ลำ มีเรือแบบลำกว้างซึ่งเหมาะกับทะเลสาบหรือแม่น้ำเท่านั้นมาด้วย แผนของพวกเราจึงไม่มีความบ้าบิ่นใดๆ ทั้งสิ้น เลาะขอบแผ่นดินไปเรื่อยๆ เท่านั้น

ถ้ำ, แคนยอน, เขาหินปูน, เรือคายัค
ฐานรากของเขาหินปูนบางส่วนถูกน้ำเซาะกัดจนกร่อนเข้าไปเป็นโพรงถ้ำ

สงครามที่แท้จริง

แดดยามบ่ายสาดมาพร้อมกับความร้อนรุนแรง ความสนุกของยามเช้าหดหายไปหมดแล้ว ร่างกายเริ่มงอแงจากการนั่งในเรือเล็กมาหลายชั่วโมง

แนวป่าชายเลนขนาบอยู่ทางขวาในระยะไกล รอบข้างไม่มีหาดให้เห็น เฉียงไปทางซ้ายมือมีเกาะเล็กโดดเด่นอยู่เกาะเดียว ทุกลำหันหัวเรือดิ่งไปที่เกาะนั้นโดยไม่ได้นัดหมาย ร่มเงาด้านหลังเกาะช่วยชุบชีวิตพวกเราอีกครั้ง เอาไม้พายพาดยึดเรือติดกันเป็นแพ ผลัดกันเอนตัวนอนเอาขาพาดหน้าเรือเพื่อพักร่างกาย หยิบขนมและเครื่องดื่มมาเติมพลังไล่ความล้า อุณหภูมิใต้ร่มเงาช่างเย็นสบาย แดดจ้าด้านนอกดูเป็นสมรภูมิรบน่ารังเกียจที่ไม่มีใครอยากฝ่าไป จุดพักนี้ยังไม่ถึงครึ่งทางเลย พวกเราพักอยู่นานไม่ได้ จำใจต้องออกเดินทางต่อ

ทิวเขาที่เป็นจุดหมายของวันเริ่มโผล่ให้เห็นในสายตา แต่ไม่ว่าจะพายเท่าไหร่ระยะห่างก็ยังดูเหมือนเท่าเดิม ทิศทางที่เรามุ่งไปสวนกับกระแสน้ำ ถ้าหยุดมือเมื่อไหร่ก็เหมือนเรือจะถอยหลัง กองเรือเริ่มกระจายตัวทิ้งห่างกันตามความแข็งแรงของคนพาย

อ่านต่อหน้า 4 

เรื่องแนะนำ

ล่องเรือดูวาฬ ในดินแดนแห่งแสงเหนือที่ Skjervøy

สบตากับออร์กาครั้งแรก เมื่อจังหวะและเวลาเหมาะสม ผู้นำทัวร์ของเราพบฝูงวาฬที่พร้อมให้เราเข้าใกล้ และไปปล่อยตัวพวกเราเราลงน้ำแบบค่อยๆหย่อนตัวลงไป พวกเราว่ายไปหาฝูงวาฬแบบเบาที่สุด ในช่วงฤดูหนาวของนอร์เวย์ กลางวันมีแสงเพียง 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น น้ำจึงดูเป็นสีดำทะมึน เราต้องคอยสังเกตส่วนที่เป็นสีขาวของออร์กาให้ดี เพราะสีดำบนลำตัวกลมกลืนไปกับน้ำจนแทบแยกไม่ออก ออร์กาตัวแรกของเราไม่ได้สนใจว่ายวนเข้ามาใกล้ แต่อยู่ในระยะที่เห็นได้ชัดเจน ดวงตาน้อยๆ ของวาฬช่างเล็กและขัดแย้งกับขนาดตัวมาก พวกเราเห็นได้ชัดว่า “เขามองเรา” และมันคงสงสัยเหมือนกันว่าพวกเราเป็นตัวอะไร นาทีนั้นเราหัวใจพองโตไปด้วยความอิ่มเอมใจที่ได้มาสัมผัสโลกใต้น้ำของวาฬ น้ำที่เย็นยะเยือกดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย เวลาคุณภาพกับวาฬ วันแล้ววันเล่า พวกเราลงจากเรือประมงซึ่งเป็นทั้งพาหนะและที่พักของเรา เพื่อขึ้นเรือยางกันตั้งแต่เก้าโมงเช้า (พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นเส้นขอบฟ้า) และออกตามหาวาฬกันจนกระทั่งแสงสุดท้ายของวัน เราได้เจอทั้งออร์กาและวาฬหลังค่อมจนสมใจ ในสภาพแสงจำกัด การถ่ายรูปใต้น้ำเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะอุปกรณ์เราไม่ถึงกับระดับมืออาชีพ ยังไม่นับการที่หนาวจนนิ้วชาและกดชัตเตอร์ไม่ลงเลย ในที่สุด เราตัดสินใจว่ารูปถ่ายที่เพอร์เฟ็กต์ไม่ใช่ตัวชี้วัดของประสบการณ์นี้ แต่เป็นการที่เราจะไม่จดจ่ออยู่กับหลังกล้อง และชื่นชมกับความมหัศจรรย์ตรงหน้าต่างหาก สิ่งที่เราได้เห็นกับตานั้นยิ่งกว่าสารคดีใดที่เคยชม มันคือเทคนิคการล่าที่เรียกว่า Carousel Feeding เมื่อวาฬต้อนฝูงเฮร์ริงให้ว่ายวนก้อนกลมๆ (bait ball) พอล้อมไว้ทุกทางแล้วก็ผลัดกันหงายท้องขาวให้ปลาเฮร์ริงสับสนและตาพร่า จากนั้นก็รุกฆาตด้วยการใช้หางฟาดปลาเฮร์ริงจนสลบและคาบไปกินทีละตัว มันน่าตื่นตาตื่นใจมากที่เราได้อยู่ในน้ำและเห็นทุกรายละเอียด กระทั่งเกล็ดปลาเฮอร์ริงที่โดนฟาดจนหลุดลอยอยู่เต็มผืนน้ำ และอีกหลายครั้งหลายคราที่ออร์กาแอบแวบมามองหน้าเราแบบใกล้ชิดจนเราตกใจ ดูวาฬกับการอนุรักษ์ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ มีการรายงานว่า นอร์เวย์กำลังพิจารณากฎหมายหรือข้อบังคับเพื่อจำกัดการดูวาฬ เพราะที่ผ่านมาไม่ได้มีการจำกัดจำนวนเรือหรือจำนวนนักท่องเที่ยวเลย ส่งผลให้เจ้าของเรือหันมาเป็น “ผู้จัด” […]