เรือคายัค ลำเล็กออกล่องทะเลแดนใต้ของไทย ผ่านเรื่องราวอันประทับอยู่ใจในความทรงจำ

ล่อง เรือคายัค ตลอด 65 กิโลเมตรในทะเลแดนใต้ของไทย

น้ำลดเลนผุด

ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลง ฟ้าเริ่มมีเฉดสีชมพูอ่อนมาเจือ บางจังหวะใบพายของเราแตะตะกุยโคลนเลนติดขึ้นมา ยิ่งพายต่อ น้ำก็ยิ่งดูเหมือนจะตื้นลงเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งที่ตื้นจนยืนถึง เราซึ่งอยู่รั้งท้ายจึงตัดสินใจลงจากเรือมายืดขา และทำธุระส่วนตัวที่เก็บสะสมมาตั้งแต่ท่าเลน

เรือที่อยู่หน้าสุดของขบวนไปถึงเกาะหินปูนหน้าทางเข้าคลองที่เป็นจุดหมายแล้ว แต่ว่าในจังหวะที่รอกันอยู่นั้นไม่ทันได้ระวัง น้ำลงเร็วกว่าที่คิดหาทางออกมาร่องน้ำด้านนอกไม่ทัน พื้นเลนผุดล้อมเรือไว้ทุกด้าน ต้องลงมาเดินลากเรือออกมาด้านนอก เลนก็นิ่มมากเหยียบแล้วจมไปเกือบทั้งขา สุดท้ายแล้วต้องเอาตัวไถมากับพื้นเพื่อเฉลี่ยน้ำหนักไม่ให้จม

เส้นทางสั้นสุดเพื่อจะเข้าคลองไหนหนังตามแผนเดิมถูกปิดขวางเสียแล้ว ต้องพายอ้อมออกไปอีก ระยะอ้อมนั้นน้อยนิดแต่ในใจกลับคิดว่าเป็นการอ้อมที่ไกลเหลือเกิน กว่าจะอ้อมสันดอนมาพ้นครบทุกลำ ฟ้าก็มืดพอดี พรายน้ำเรืองแสงขึ้นมาตามฝีพายทุกจ้วง ถึงแม้พวกเราจะพกไฟฉายติดตัวมาพร้อมแต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องใช้กันตั้งแต่วันแรกแบบนี้

ป่าโกงกาง, เรือคายัค
กองเรือพับทยอยออกจากห้องโถงโกงกางอย่างอ้อยอิ่ง เพื่อเดินทางสู่จุดหมายสุดท้าย

บ้านไหนหนัง

ผู้ใหญ่บ้านไหนหนังเจ้าของที่พักคืนนี้เห็นพวกเราไม่เข้าไปสักที เลยพายเรือออกมาตามด้วยความเป็นห่วง ในคลองช่วงสุดท้ายที่เราต้องพายเข้าไปนั้นมีหินใต้น้ำคมๆ วางตัวเป็นกับดักอยู่ พอไม่มีแสงอาทิตย์แล้ว การผ่านเข้าไปก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

เรือของผู้ใหญ่บ้านพายนำเราเข้าไปในคลองพร้อมกำชับว่าอย่าแตกแถวเด็ดขาด เรือทุกลำตามกันมาแนบสนิท หัวเรือของเราจ่อท้ายเรือลำข้างหน้า หัวเรือของลำข้างหน้าก็จ่อท้ายเรือของลำถัดไป เหมือนมีเชือกผูกติดกันไว้ เรือลำสุดท้ายของกองเปิดไฟฉายเป็นสีแดงทิ้งไว้เป็นจุดหมายให้รู้ตำแหน่งกัน

ระยะทางเพียงแค่กิโลเมตรกว่าๆ แต่เรากลับใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ไม่มีใครกล้าแตกแถว เสียงบอกจุดหินคมต่อๆ กันมาคือการสื่อสารเดียวที่เกิดขึ้น ความตึงเครียดค่อยๆ ก่อตัวในความมืด เพียงแค่วันแรกธรรมชาติก็ฟาดเราหนักเสียเหลือเกิน

ในที่สุดเราก็ถึงจุดหมาย คืนนั้นพวกเรา 9 คน นอนพักกันที่ขนำในสวนยางของผู้ใหญ่บ้าน ความอ่อนล้าจากทุกอย่างบวกรวมกันทำให้เราหลับไปด้วยความรวดเร็ว

อ่านต่อหน้า 5

เรื่องแนะนำ

ล่อง เรือคายัค ตลอด 65 กิโลเมตรในทะเลแดนใต้ของไทย

น้ำลดเลนผุด ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลง ฟ้าเริ่มมีเฉดสีชมพูอ่อนมาเจือ บางจังหวะใบพายของเราแตะตะกุยโคลนเลนติดขึ้นมา ยิ่งพายต่อ น้ำก็ยิ่งดูเหมือนจะตื้นลงเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งที่ตื้นจนยืนถึง เราซึ่งอยู่รั้งท้ายจึงตัดสินใจลงจากเรือมายืดขา และทำธุระส่วนตัวที่เก็บสะสมมาตั้งแต่ท่าเลน เรือที่อยู่หน้าสุดของขบวนไปถึงเกาะหินปูนหน้าทางเข้าคลองที่เป็นจุดหมายแล้ว แต่ว่าในจังหวะที่รอกันอยู่นั้นไม่ทันได้ระวัง น้ำลงเร็วกว่าที่คิดหาทางออกมาร่องน้ำด้านนอกไม่ทัน พื้นเลนผุดล้อมเรือไว้ทุกด้าน ต้องลงมาเดินลากเรือออกมาด้านนอก เลนก็นิ่มมากเหยียบแล้วจมไปเกือบทั้งขา สุดท้ายแล้วต้องเอาตัวไถมากับพื้นเพื่อเฉลี่ยน้ำหนักไม่ให้จม เส้นทางสั้นสุดเพื่อจะเข้าคลองไหนหนังตามแผนเดิมถูกปิดขวางเสียแล้ว ต้องพายอ้อมออกไปอีก ระยะอ้อมนั้นน้อยนิดแต่ในใจกลับคิดว่าเป็นการอ้อมที่ไกลเหลือเกิน กว่าจะอ้อมสันดอนมาพ้นครบทุกลำ ฟ้าก็มืดพอดี พรายน้ำเรืองแสงขึ้นมาตามฝีพายทุกจ้วง ถึงแม้พวกเราจะพกไฟฉายติดตัวมาพร้อมแต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องใช้กันตั้งแต่วันแรกแบบนี้ บ้านไหนหนัง ผู้ใหญ่บ้านไหนหนังเจ้าของที่พักคืนนี้เห็นพวกเราไม่เข้าไปสักที เลยพายเรือออกมาตามด้วยความเป็นห่วง ในคลองช่วงสุดท้ายที่เราต้องพายเข้าไปนั้นมีหินใต้น้ำคมๆ วางตัวเป็นกับดักอยู่ พอไม่มีแสงอาทิตย์แล้ว การผ่านเข้าไปก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เรือของผู้ใหญ่บ้านพายนำเราเข้าไปในคลองพร้อมกำชับว่าอย่าแตกแถวเด็ดขาด เรือทุกลำตามกันมาแนบสนิท หัวเรือของเราจ่อท้ายเรือลำข้างหน้า หัวเรือของลำข้างหน้าก็จ่อท้ายเรือของลำถัดไป เหมือนมีเชือกผูกติดกันไว้ เรือลำสุดท้ายของกองเปิดไฟฉายเป็นสีแดงทิ้งไว้เป็นจุดหมายให้รู้ตำแหน่งกัน ระยะทางเพียงแค่กิโลเมตรกว่าๆ แต่เรากลับใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ไม่มีใครกล้าแตกแถว เสียงบอกจุดหินคมต่อๆ กันมาคือการสื่อสารเดียวที่เกิดขึ้น ความตึงเครียดค่อยๆ ก่อตัวในความมืด เพียงแค่วันแรกธรรมชาติก็ฟาดเราหนักเสียเหลือเกิน ในที่สุดเราก็ถึงจุดหมาย คืนนั้นพวกเรา 9 คน นอนพักกันที่ขนำในสวนยางของผู้ใหญ่บ้าน ความอ่อนล้าจากทุกอย่างบวกรวมกันทำให้เราหลับไปด้วยความรวดเร็ว อ่านต่อหน้า 5