เรือคายัค ลำเล็กออกล่องทะเลแดนใต้ของไทย ผ่านเรื่องราวอันประทับอยู่ใจในความทรงจำ

ล่อง เรือคายัค ตลอด 65 กิโลเมตรในทะเลแดนใต้ของไทย

บทเรียนจากเมื่อวาน

กับดักสันดอนเลนเมื่อวาน ทำให้เราเริ่มตรวจสอบตารางน้ำด้วยความระวัง น้ำกำลังขึ้นสูงทำให้ไม่ต้องระวังหินคมเหมือนเมื่อคืน เช้านี้พอได้เห็นด้วยตาชัดๆ แล้ว คลองบ้านไหนหนังที่ดูยาวไกลในความมืดที่จริงแล้วมันสั้นนิดเดียวเอง

วันนี้น้ำลงช่วงบ่ายเหมือนเมื่อวาน แต่ไม่มีใครในกองเรือรู้จุดที่น้ำจะแห้งจนเป็นสันดอน เราต้องไปให้ถึงที่พักก่อนที่น้ำลงสุดจะสร้างความลำบากให้เราอีกครั้ง หลังออกจากปากคลองไหนหนังมาได้ไม่นาน พวกเราพายผ่านช่องเขากาโรสซึ่งดูเหมือนจะเป็นจุดท่องเที่ยวให้พายเข้าไปได้ แต่คงต้องติดเอาไว้รอบหน้า วันนี้ไม่มีใครอยู่ในอารมณ์เถลไถล

น้ำกำลังขึ้นช่วยส่งเรือไปในทิศที่ต้องการพอดี พวกเราต้องรีบทำระยะก่อนที่น้ำจะเปลี่ยนทางมาเป็นศัตรูของเรา พอใกล้เที่ยงแดดก็เริ่มกลับมาทำสงครามกับเราอีกครั้ง หน้าขาที่ยังร้อนระอุจากเมื่อวานเริ่มมีอาการแสบร้อน เราต้องเอาผ้ามาคลุมปิดให้มิดทุกส่วนของร่างกาย

โชคดีที่ในทะเลทุกจุดแถบนี้มีสัญญาณโทรศัพท์เต็มเปี่ยม เมื่อเช็คดูระยะ เส้นทาง น้ำขึ้นน้ำลง และพยากรณ์ลมกันอย่างดีแล้ว พวกเราก็ตัดสินใจตัดตรงข้ามอ่าวไปยังแหลมสักกันเลย ถึงแม้จะเรียกว่าการพายตัดอ่าว แต่ตรงจุดนี้เป็นอ่าวชั้นในสุด ด้านนอกมีเกาะยาวใหญ่และยาวน้อยขวางลมให้อยู่ ทะเลด้านในนี้จึงเรียบเหมือนกับเป็นทะเลสาบ

เรือคายัค, พระอาทิตย์ตก
กองทัพเรือพับอาบแสงสุดท้ายของวัน

สิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ

พอเข้าช่วงบ่าย คอ หลัง ไหล่ และก้น ก็เริ่มงอแง ไม่ว่าจะขยับเปลี่ยนเป็นท่าไหน ก็อยู่ได้ไม่เกิน 20 นาที ต้องหาทางเปลี่ยนท่าไปเรื่อยๆ ความท้อแท้ถาโถมมาทั้งทางกายและใจ ทะเลกว้างที่แทบไม่มีอะไรเป็นจุดสังเกต ไม่มีอะไรบ่งบอกว่าเรากำลังเคลื่อนที่

แผ่นดินด้านหน้ามีเจดีย์วัดให้พอมองเห็นอยู่ลิบๆ จากตอนแรกที่เห็นยอดเจดีย์ต่ำกว่ายอดต้นไม้ของภูเขาด้านหลัง และแล้วเจดีย์ค่อยๆ สูงขึ้นอย่างช้าๆ จนพ้นยอดไม้ ความสูงของยอดเจดีย์ที่เปลี่ยนไปคือสิ่งที่บอกว่าเรากำลังเคลื่อนที่เข้าใกล้เรื่อยๆ

นอกจากยอดเจดีย์แล้ว หัวเรือที่แหวกผ่านน้ำเห็นเป็นคลื่นคือสิ่งที่มองแล้วมีกำลังใจที่สุด เพราะมันคือหลักฐานว่าเรากำลังเคลื่อนที่อยู่ คนเดินป่าบางคนเคยเล่าว่า เวลาเดินถ้ามองไกลมันจะท้อ ให้มองที่เท้าตัวเอง เดินไปเรื่อยๆ อย่าหยุด เดี๋ยวมันก็จะถึง นี่คงเป็นอารมณ์คล้ายกัน

อ่านต่อหน้า 6

เรื่องแนะนำ

ล่องเรือดูวาฬ ในดินแดนแห่งแสงเหนือที่ Skjervøy

สบตากับออร์กาครั้งแรก เมื่อจังหวะและเวลาเหมาะสม ผู้นำทัวร์ของเราพบฝูงวาฬที่พร้อมให้เราเข้าใกล้ และไปปล่อยตัวพวกเราเราลงน้ำแบบค่อยๆหย่อนตัวลงไป พวกเราว่ายไปหาฝูงวาฬแบบเบาที่สุด ในช่วงฤดูหนาวของนอร์เวย์ กลางวันมีแสงเพียง 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น น้ำจึงดูเป็นสีดำทะมึน เราต้องคอยสังเกตส่วนที่เป็นสีขาวของออร์กาให้ดี เพราะสีดำบนลำตัวกลมกลืนไปกับน้ำจนแทบแยกไม่ออก ออร์กาตัวแรกของเราไม่ได้สนใจว่ายวนเข้ามาใกล้ แต่อยู่ในระยะที่เห็นได้ชัดเจน ดวงตาน้อยๆ ของวาฬช่างเล็กและขัดแย้งกับขนาดตัวมาก พวกเราเห็นได้ชัดว่า “เขามองเรา” และมันคงสงสัยเหมือนกันว่าพวกเราเป็นตัวอะไร นาทีนั้นเราหัวใจพองโตไปด้วยความอิ่มเอมใจที่ได้มาสัมผัสโลกใต้น้ำของวาฬ น้ำที่เย็นยะเยือกดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย เวลาคุณภาพกับวาฬ วันแล้ววันเล่า พวกเราลงจากเรือประมงซึ่งเป็นทั้งพาหนะและที่พักของเรา เพื่อขึ้นเรือยางกันตั้งแต่เก้าโมงเช้า (พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นเส้นขอบฟ้า) และออกตามหาวาฬกันจนกระทั่งแสงสุดท้ายของวัน เราได้เจอทั้งออร์กาและวาฬหลังค่อมจนสมใจ ในสภาพแสงจำกัด การถ่ายรูปใต้น้ำเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะอุปกรณ์เราไม่ถึงกับระดับมืออาชีพ ยังไม่นับการที่หนาวจนนิ้วชาและกดชัตเตอร์ไม่ลงเลย ในที่สุด เราตัดสินใจว่ารูปถ่ายที่เพอร์เฟ็กต์ไม่ใช่ตัวชี้วัดของประสบการณ์นี้ แต่เป็นการที่เราจะไม่จดจ่ออยู่กับหลังกล้อง และชื่นชมกับความมหัศจรรย์ตรงหน้าต่างหาก สิ่งที่เราได้เห็นกับตานั้นยิ่งกว่าสารคดีใดที่เคยชม มันคือเทคนิคการล่าที่เรียกว่า Carousel Feeding เมื่อวาฬต้อนฝูงเฮร์ริงให้ว่ายวนก้อนกลมๆ (bait ball) พอล้อมไว้ทุกทางแล้วก็ผลัดกันหงายท้องขาวให้ปลาเฮร์ริงสับสนและตาพร่า จากนั้นก็รุกฆาตด้วยการใช้หางฟาดปลาเฮร์ริงจนสลบและคาบไปกินทีละตัว มันน่าตื่นตาตื่นใจมากที่เราได้อยู่ในน้ำและเห็นทุกรายละเอียด กระทั่งเกล็ดปลาเฮอร์ริงที่โดนฟาดจนหลุดลอยอยู่เต็มผืนน้ำ และอีกหลายครั้งหลายคราที่ออร์กาแอบแวบมามองหน้าเราแบบใกล้ชิดจนเราตกใจ ดูวาฬกับการอนุรักษ์ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ มีการรายงานว่า นอร์เวย์กำลังพิจารณากฎหมายหรือข้อบังคับเพื่อจำกัดการดูวาฬ เพราะที่ผ่านมาไม่ได้มีการจำกัดจำนวนเรือหรือจำนวนนักท่องเที่ยวเลย ส่งผลให้เจ้าของเรือหันมาเป็น “ผู้จัด” […]