เรือคายัค ลำเล็กออกล่องทะเลแดนใต้ของไทย ผ่านเรื่องราวอันประทับอยู่ใจในความทรงจำ

ล่อง เรือคายัค ตลอด 65 กิโลเมตรในทะเลแดนใต้ของไทย

นักรบย่อมมีบาดแผล

การเร่งทำเวลาเพื่อหนีน้ำลง ทำให้เราถึงที่พักตั้งแต่บ่ายสาม ได้ซักตากความเค็มออกจากร่างกาย และชื่นชมกับแสงสุดท้ายของวันแบบตัวแห้งสะอาด

ระยะทางรวมตอนนี้อยู่ที่ 45 กิโลเมตรแล้ว สองวันเต็มที่เราพายเรือสู้กับแดดและน้ำ ตอนนี้นิ้วกลางมือขวามีอาการบวมขึ้นมาอย่างชัดเจน สาเหตุอาจจะมาจากการออกแรงผิดท่าในตอนที่เร่งทำเวลา หรืออาจจะมาจากเส้นผ่านศูนย์กลางของพายที่ไม่พอดีมือก็เป็นได้

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด มื้อเย็นของวันเต็มไปด้วยความทุลักทุเลเพราะมือขวาออกแรงกำช้อนกินข้าวแทบไม่ได้ ความกังวลว่าจะต้องถอนตัวเริ่มผุดขึ้นมาเป็นระยะ เราข่มความกังวลนั้นไว้แล้วทำสิ่งที่ทำได้ ยืดเหยียดร่างกายให้ดีที่สุด ยืดเส้นแขนขาบ่าไหลอย่างละเอียด แล้วก็เข้านอน

เรือคายัค, การพายเรือ, กินข้าว, เดินทาง
แวะพักกินอาหารและนั่งเล่นกันตามสันทรายขนาดเล็กที่ไม่มีในแผนที่

สงครามยังไม่จบ

มือที่บาดเจ็บเมื่อวาน เช้านี้อาการดีขึ้นมาก แต่ก็ยังกังวลว่าถ้ากลับมาเจ็บ แล้วพังที่กลางทะเลจะทำอย่างไร หลังจากปรึกษากับเพื่อนๆ แล้ว ทุกคนสัญญาว่าจะช่วยกันลากไปให้ถ้าพายไม่ไหว แถมเมื่อดูตารางน้ำแล้วพวกเราน่าจะพายตามน้ำไปเกือบตลอดทาง เราจึงตัดสินใจไปต่อพร้อมกับทุกคน

ที่พักพวกเราอยู่บนยอดเนินมองลงมาเห็นพื้นที่อย่างชัดเจน เช้านี้น้ำแห้งเห็นพื้นเลนกว้างไปหลายร้อยเมตร โชคดีที่เมื่อวานพวกเราเข้ามาก่อนน้ำลงสุด กว่าน้ำจะขึ้นสูงพอให้เอาเรือออกได้ก็ปาเข้าไปเกือบ 10 โมง

พวกเราตัดตรงพุ่งเข้าสู่หมู่เกาะเขาหินปูนที่ขวางตัวอยู่ด้านหน้า เหลี่ยมเขาค่อยๆ เลื่อนเปิดให้เห็นช่องตามมุมของเรือที่เคลื่อนที่ หน้าผาหินปูนตั้งดิ่งสูงจรดฟ้า หน้าผาหยาบกระด้างสีเทาอ่อนแทรกด้วยพืชพรรณไม้สีเขียว ลำต้นและรากพันเกาะเกี่ยวกับหินแกร่ง ปลายกิ่งมีดอกสีขาวแต้มอยู่ประปราย ไม่ว่าสถานที่จะยากลำบากแค่ไหนต้นไม้ก็ไม่เคยยอมแพ้

ป่าชายเลน, เรือคายัค, พายเรือ, ท่องเที่ยว
แยกย้ายกัน เอนตัวนอนในร่มไม้โกงกาง ก่อนจะออกเดินทางในช่วงสุดท้าย

คลื่นซัดสาดฐานเกาะจนเว้าแหว่ง บางจุดก็เว้าเข้าไปมากจนเหมือนหลังคายื่นออกมาให้เราหลบแดด บางจุดก็โดนเซาะเข้าไปด้านในแต่เหลือฐานด้านนอกไว้ เกิดเป็นโพรงถ้ำทะลุให้ลอดผ่าน

พวกเรากระจายตัวกันสำรวจขอบผา มุมโน้นที มุมนี้ที คล้ายกับกลุ่มเด็กในสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่ การพายแบบที่เห็นทิวทัศน์ที่ต่างไปทุกซอกมุม ดีกว่าการพายกลางทะเลล้วนๆ แบบเมื่อวานมากๆ

อ่านต่อหน้า 7

เรื่องแนะนำ

ล่องเรือดูวาฬ ในดินแดนแห่งแสงเหนือที่ Skjervøy

สบตากับออร์กาครั้งแรก เมื่อจังหวะและเวลาเหมาะสม ผู้นำทัวร์ของเราพบฝูงวาฬที่พร้อมให้เราเข้าใกล้ และไปปล่อยตัวพวกเราเราลงน้ำแบบค่อยๆหย่อนตัวลงไป พวกเราว่ายไปหาฝูงวาฬแบบเบาที่สุด ในช่วงฤดูหนาวของนอร์เวย์ กลางวันมีแสงเพียง 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น น้ำจึงดูเป็นสีดำทะมึน เราต้องคอยสังเกตส่วนที่เป็นสีขาวของออร์กาให้ดี เพราะสีดำบนลำตัวกลมกลืนไปกับน้ำจนแทบแยกไม่ออก ออร์กาตัวแรกของเราไม่ได้สนใจว่ายวนเข้ามาใกล้ แต่อยู่ในระยะที่เห็นได้ชัดเจน ดวงตาน้อยๆ ของวาฬช่างเล็กและขัดแย้งกับขนาดตัวมาก พวกเราเห็นได้ชัดว่า “เขามองเรา” และมันคงสงสัยเหมือนกันว่าพวกเราเป็นตัวอะไร นาทีนั้นเราหัวใจพองโตไปด้วยความอิ่มเอมใจที่ได้มาสัมผัสโลกใต้น้ำของวาฬ น้ำที่เย็นยะเยือกดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย เวลาคุณภาพกับวาฬ วันแล้ววันเล่า พวกเราลงจากเรือประมงซึ่งเป็นทั้งพาหนะและที่พักของเรา เพื่อขึ้นเรือยางกันตั้งแต่เก้าโมงเช้า (พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นเส้นขอบฟ้า) และออกตามหาวาฬกันจนกระทั่งแสงสุดท้ายของวัน เราได้เจอทั้งออร์กาและวาฬหลังค่อมจนสมใจ ในสภาพแสงจำกัด การถ่ายรูปใต้น้ำเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะอุปกรณ์เราไม่ถึงกับระดับมืออาชีพ ยังไม่นับการที่หนาวจนนิ้วชาและกดชัตเตอร์ไม่ลงเลย ในที่สุด เราตัดสินใจว่ารูปถ่ายที่เพอร์เฟ็กต์ไม่ใช่ตัวชี้วัดของประสบการณ์นี้ แต่เป็นการที่เราจะไม่จดจ่ออยู่กับหลังกล้อง และชื่นชมกับความมหัศจรรย์ตรงหน้าต่างหาก สิ่งที่เราได้เห็นกับตานั้นยิ่งกว่าสารคดีใดที่เคยชม มันคือเทคนิคการล่าที่เรียกว่า Carousel Feeding เมื่อวาฬต้อนฝูงเฮร์ริงให้ว่ายวนก้อนกลมๆ (bait ball) พอล้อมไว้ทุกทางแล้วก็ผลัดกันหงายท้องขาวให้ปลาเฮร์ริงสับสนและตาพร่า จากนั้นก็รุกฆาตด้วยการใช้หางฟาดปลาเฮร์ริงจนสลบและคาบไปกินทีละตัว มันน่าตื่นตาตื่นใจมากที่เราได้อยู่ในน้ำและเห็นทุกรายละเอียด กระทั่งเกล็ดปลาเฮอร์ริงที่โดนฟาดจนหลุดลอยอยู่เต็มผืนน้ำ และอีกหลายครั้งหลายคราที่ออร์กาแอบแวบมามองหน้าเราแบบใกล้ชิดจนเราตกใจ ดูวาฬกับการอนุรักษ์ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ มีการรายงานว่า นอร์เวย์กำลังพิจารณากฎหมายหรือข้อบังคับเพื่อจำกัดการดูวาฬ เพราะที่ผ่านมาไม่ได้มีการจำกัดจำนวนเรือหรือจำนวนนักท่องเที่ยวเลย ส่งผลให้เจ้าของเรือหันมาเป็น “ผู้จัด” […]